ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 571 มีเจ้าตลอดทาง
ทำอย่างไรล่ะ
ท้องแล้ว
เด็กที่ท้องในช่วงไว้ทุกข์ของอดีตฮ่องเต้
ท่านลุงซ่งถอดหมวกผ้าฝ้ายออกมาเหน็บที่ใต้รักแร้แล้วเดินไปก่อน ในมือมีพลั่ว
เขารู้อยู่ก่อนแล้วว่าคนหนุ่มพวกนี้มันห้ามอารมณ์ไม่ได้
เป็นอย่างไรล่ะ ได้เรื่องเลย…
…เกิดคนนอกรู้เข้าแล้วเอาไปฟ้อง จะทำอย่างไร…
…ต่อให้ในบ้านมีป้ายพระราชทานก็ช่วยอะไรไม่ได้
ท่านลุงซ่งบ่นในใจมากมาย แต่ขณะเดินไปเรื่อยๆ ก็เริ่มผุดรอยยิ้ม
ในสายตาคนชราอย่างเขา มนุษย์คือของล้ำค่า พอถึงเวลาคลอดเด็กออกมาก็เป็นเรื่องใหญ่ที่น่ายินดี
เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีล่ะ
ไม่เช่นนั้นก็ไปแจ้งทะเบียนราษฎร์ช้าหน่อย ลองคิดหาทางดู อุบข่าวดีนี้ไว้ก่อน
โชคดีที่ตอนนี้มีความสัมพันธ์อันดีกับคนในหมู่บ้านแล้ว เชื่อฟังคำพูดของฝูเซิงก็ถูกต้องแล้ว
เอาตามความคิดแรกของเขา ไม่ต้องไปมาหาสู่กับคนในหมู่บ้าน งานทำไม่ทัน พวกเรายอมจ้างคนดีกว่าไปขอความช่วยเหลือจากคนพวกนั้น
ต่อไปก็ให้ภรรยาของฝูกุ้ยกับภรรยาของจงอวี้กินของดีหน่อยแล้วกัน ร่างกายจะได้แข็งแรง ให้พวกยายๆ ในบ้านเป็นคนทำคลอด
“ผู้เฒ่า?” เริ่นกงซิ่นตะโกนเรียก
ท่านลุงซ่งเงยหน้า คิดในใจ
ดูสิ เมื่อก่อนตาแก่นี่เคยมาเป็นลมในบ้านเรา ลูกชายคนที่สามของเขาก็ไม่ใช่คนดีอะไร พาคนบุกมาที่บ้านเรา…
…แน่นอนว่าคนของบ้านเราก็ไม่ธรรมดา เกือบทำลูกชายคนที่สามของเขาตาย แถมพวกยายแปดคนยังวิ่งไปด่าตาแก่นี่อย่างสาดเสียเทเสียถึงหน้าบ้าน…
…คิดว่าชาตินี้คงคิดแค้นกันไปตลอดแล้ว ต่อมากลับเกิดเรื่องขึ้นมากมาย…
…เริ่นกงซิ่นพูดอย่างหน้าไม่อายว่า อย่างพวกเราเรียกว่ายิ่งตีกันก็ยิ่งรู้จักกันมากขึ้น เดี๋ยวนี้วันหนึ่งเจอกันแปดรอบ ใครจะไปคาดคิด
“เย็นป่านนี้แล้วทำไมยังมาเดินแถวหน้าหมู่บ้านล่ะ”
เริ่นกงซิ่นถอดหมวกผ้าฝ้ายออกแล้วเช็ดเหงื่อบนหัว
คิดว่ามืดค่ำป่านนี้เขามากวาดถนนให้หมู่บ้านเหรอ
“ท่านผู้เฒ่า ข้าตั้งใจมารอท่าน
จะไปเผากระดาษกันใช่ไหม
ไปทางด้านซ้ายมือสิ ข้าไปกวาดสถานที่ให้แล้ว ข้าเอากองหิมะออกไปแล้ว อย่าไปด้านขวา
ในหมู่บ้านมีเกวียนเข้าออก ถ้าทับเงินกระดาษมันจะไม่เป็นมงคล”
ปีที่แล้วลูกชายคนโตของเขาเคยทับเงินกระดาษ เกือบทำน้องชายสองคนไม่ได้กลับมา
ปีนี้ถึงแม้ลูกชายคนโตจะบอกว่างานยุ่ง กลับมาไม่ได้ แต่ละหน่วยงานทำงานกันปกติไม่มีพัก แต่ถ้าเกิดวันขึ้นปีใหม่วันที่หนึ่ง ที่สองกลับมาเยี่ยมพ่ออย่างเขาได้ล่ะ ถ้าทับเงินกระดาษอีกคราวนี้เขาจะสูญเสียใครอีกไหม
ไม่มีใครให้สูญเสียอีกแล้ว แต่ถ้าไปทำคนนอกเกิดการสูญเสีย ชาวบ้านเขาจะไม่มาเอาเรื่องจื่อเซิงเหรอ
เอาเป็นว่าเริ่นกงซิ่นคิดว่ามันไม่เป็นศิริมงคล
เพื่ออนาคตของลูกชายคนโต ดึกดื่นค่ำคืนเขาถึงได้เข็นรถออกมาพร้อมกับจื่อจิ่วลูกชายคนรอง ถือไม้กวาดมาช่วยเก็บกวาดขยะที่หน้าหมู่บ้าน
ท่านลุงซ่งอึ้ง
“เจ้าเก็บกวาดเรียบร้อยแล้วเหรอ พวกเรากำลังจะไปกวาดหิมะอยู่พอดี”
ท่านลุงซ่งยังได้บอกเริ่นกงซิ่นอีกว่า “แต่ก็จะเผาที่หน้าหมู่บ้านแบบปีก่อนไม่ได้ ฝูเซิงของพวกเรายังต้องกลับมาอีก”
เริ่นกงซิ่นอดกลั้น ทนอยู่สักพักสุดท้ายก็ทนไม่ไหว “เช่นนั้นทำไมไม่รีบออกมาล่ะ หิมะกองเท่าภูเขา ดูสิว่าพวกข้าสองพ่อลูกเหนื่อยขนาดไหน”
ที่บ้านมีเรื่องน่ายินดี ก็เลยมัวแต่คุยกันอยู่
เผากระดาษปีนี้ ซ่งฝูหลิงไม่ได้มา นางตั้งใจอยู่ที่บ้านกับหมี่โซ่ว ดูแลพวกเด็กๆ
เฉียนเพ่ยอิงก็มีคุยกับหมี่โซ่วเป็นการส่วนตัว “ป้าจะไปเผากระดาษ ไปเผาเยอะๆ เจ้าอย่าเป็นแบบปีที่แล้วอีกนะ”
“ถ้าเช่นนั้น ตอนท่านป้าเผากระดาษต้องบอกพวกเขาด้วยว่า ข้าเรียนใช้ได้”
“แค่ใช้ได้ที่ไหนกัน หมี่โซ่วของเราเรียนเก่งมากต่างหาก”
…
“ทิ้งผ้าเช็ดหน้า ทิ้งผ้าเช็ดหน้า แอบวางไว้ข้างหลังพวกเรา ทุกคนอย่าไปบอกเขา เร็วเข้าๆ รีบไล่จับมา…”
ตอนค่ำ ซ่งฝูหลิงพาพวกน้องๆ มานั่งล้อมกองไฟตรงลานบ้าน เล่นทิ้งผ้าเช็ดหน้า[1]
เด็กๆ วิ่งกันอย่างบ้าคลั่งจนไก่ตกใจ
ท่ามกลางเสียงหัวเราะเจี๊ยวจ๊าวของพวกเด็กๆ ตรงสี่แยกถนนในหมู่บ้าน พวกผู้ใหญ่กำลังเผากระดาษเงิน
“เอ้อร์เนา…” ท่านลุงซ่งเรียกชื่อเสร็จก็พูดไม่ออก
ก่อนหน้านี้ตอนที่รู้ว่าเอ้อร์เนาไม่อยู่แล้ว ท่านลุงซ่งเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องคนเดียวถึงสองวันเต็มๆ โศกเศร้าอย่างเห็นได้ชัด
เพราะท่านลุงซ่งมักคิดเสมอว่า เมื่อก่อนเขาไม่ใช่หลี่เจิ้งที่ดี ไม่ใช่ผู้เฒ่าที่ดี
ยิ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเขาก็ยิ่งคิดแบบนี้ อายุปาเข้าไปขนาดนี้แล้ว ใช้ชีวิตมาสูญเปล่า
เขาจึงรู้สึกเสียใจอยู่เสมอ หากย้อนเวลากลับไปได้ ถ้าตอนนั้นเขาตั้งใจดูแลพวกคนหนุ่มเหมือนอย่างตอนนี้ เขาคงพาออกมาได้หลายครอบครัวกว่านี้หรือเปล่า
ตอนนั้นมัวแต่ลี้ภัย ไม่เคยคาดคิดว่าจะต้องลาจากใบหน้าที่คุ้นเคยจำนวนมากไปตลอดกาล
สุดท้ายก็ได้ซ่งฝูเซิงพูดให้คิดได้
ซ่งฝูเซิงพูดว่า
“ถึงอย่าไรก็ต้องกินข้าว”
เขาอยู่กับท่านลุงซ่งในห้อง ก็พูดเปิดใจเช่นกัน
บอกว่าตอนนั้นเขาเองก็เหมือนกัน ตอนนั้นไม่คิดว่าจะได้ร่วมเดินทางมากับทุกคน
ตลอดทางลี้ภัยพวกเราช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พอตั้งหลักได้ก็ไว้ใจกันและกันช่วยกันทำงานหาเงิน ถึงมีวันนี้ได้
มันไม่เกี่ยวหรอกว่าใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่าหรือเปล่า ไม่เกี่ยวกับอายุ แต่เกี่ยวกับประสบการณ์ที่มีร่วมกัน
อย่างเอ้อร์เนาที่ช่วยชีวิตซ่งฝูโซ่ว เขาทำไปตามสัญชาตญาณ และก็เพราะพวกเขาสองคนผ่านเรื่องราวมาด้วยกันมากมายจนผูกพันกันมาก
เวลานี้ซ่งฝูโซ่วมองเปลวไฟพลางคิด
น้องชาย เจ้ารอก่อนนะ แปดสิบตำลึงเป็นแค่การเริ่มต้น ข้าเอาให้แม่ก่อน ข้าจะกลับมาแล้วเป็นตัวถ่วงของครอบครัวไม่ได้ อีกทั้งตอนนี้ก็เป็นฤดูหนาว เจ้ารอเข้าฤดูใบไม้ร่วง ข้าจะหาเงินให้ได้อีกหน่อยแล้วไปหาเจ้า แบกเจ้ากลับบ้านเกิด
ซ่งฝูโซ่วอยากพาเอ้อร์เนาไปฝังรวมกับพ่อของเขา
เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกใคร แค่คิดไว้ว่าพอหาเงินได้ก็ไป ฝังเอ้อร์เนาเสร็จค่อยกลับมา
ซ่งฝูโซ่วเผากระดาษไม่ได้พูดอะไรถึงภรรยาตัวเองก่อน กลับนึกถึงเอ้อร์เนาก่อน
หรือบางทีภายในใจของซ่งฝูโซ่ว พี่ชายแท้ๆ ของตัวเอง รวมถึงพวกลูกพี่ลูกน้อง ก็ยังสู้เอ้อร์เนาไม่ได้
ส่วนท่านย่าหม่า พูดแต่สิ่งมงคล สภาพจิตใจคนละเรื่องกับคนอื่น
“ตาแก่ เจ้าอยู่ใต้ดินก็คุ้มครองพวกเราต่อไปนะ…
…ข้าน่ะ ตอนนี้พอใจแล้ว มีชีวิตแบบที่เมื่อก่อนไม่กล้าคิด…
…ข้าออกไปข้างนอกมีแต่คนให้เกียรติข้า จริงๆ นะ คำพูดนี้ข้ากล้าพูดเสียงดังใส่หน้าคนอื่นเลยล่ะ บ้านเรามีป้ายพระราชทาน…
…เฮ้อ ก็แค่ไม่มีหลุมศพ เผากระดาษให้แล้วเจ้าก็อย่าเรื่องมากเลยนะ…
…ที่นี่ดี บอกว่าปีนี้จะแล้ง แต่ข้าว่าก็ไม่ได้แล้งเท่าไร”
คำพูดนี้ดึงดูดความสนใจของทุกคน พากันพูดใส่กองไฟทันที
“ใช่ แล้งของพวกเขาไม่เหมือนอากาศปกติของพวกเราที่นั่น แล้งของพวกเราที่นั่นคือแห้งแล้งจริงๆ”
“ปีนี้เก็บเกี่ยวเสร็จ คนในหมู่บ้านบอกไม่ค่อยดี แต่ข้าว่าก็พอไหวนะ”
“อืม ใช้ได้เลยแหละ พอกิน ปีนี้เอาที่ไปปลูกพริก ไม่อย่างนั้นคงได้เยอะกว่านี้”
“ไม่พอก็ไม่กลัว ซื้อเอาสิ บ้านเรามีเงิน”
ท่านลุงซ่งทำเสียงจึ๊ “ใคร ใครพูดเมื่อครู่ เผากระดาษไป อย่าโม้” หลอกแม้กระทั่งคนตาย
อีกอย่าง จะเอาเงินมาจากไหน ต่อให้มีเงินก็ไม่ให้พวกเจ้าหรอก
พอหันมา ท่านลุงซ่งก็ไม่มีเวลาเศร้าต่อ เขารีบพูดเสริมใส่กองไฟ
“ช่วยปกป้องคุ้มครองด้วย ให้พวกเราหาเงินได้มากๆ พวกเด็กๆ ต้องเรียนหนังสือ วันหน้าเด็กคนนึงไปสอบต้องใช้เงินเยอะ ในบ้านมีเด็กหลายสิบคนรออยู่นะ”
วันที่สามสิบ
ซ่งฝูเซิงแอบดูนาฬิกาข้อมือ สิบโมงครึ่งถึงควบเกวียนกลับบ้าน
เรื่องนี้ใต้เท้าเว่ยก็ดูแลเช่นกัน รู้ว่าบ้านอยู่นอกเมือง ตอนเช้าเข้างานประชุมกับพวกขุนนางในพระคลังหลวง คิดบัญชีเงินค่าอาหารคงค้าง แบ่งเงินพิเศษประจำปีเสร็จก็ไปได้
คิดดูก็รู้ว่ากว่าซ่งฝูเซิงจะเข้าหมู่บ้านก็เป็นเวลากี่โมงแล้ว
พอเข้าไปในลานบ้านก็มีคนมาล้อมซ่งฝูเซิง “เร็วเข้า รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า รอไหว้บรรพบุรุษอยู่”
พวกย่าหม่าจุดเตาเครื่องหอม พวกผู้หญิงยกจานขนมพุทราแดง ปลา และกับข้าวสารพัดอย่างวางบนโต๊ะ รอแค่ซ่งฝูเซิงกลับมาไหว้บรรพบุรุษแล้วเริ่มกินข้าว
ทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะชาย หญิง แก่ เด็ก ต่างคุกเข่าลง จุดธูปไหว้ ครั้งนี้มีป้ายพระราชทานที่เอาขึ้นโต๊ะด้วย
ซ่งฝูเซิงถาม “เอาเกี๊ยวไปให้พวกเด็กๆ หรือยัง”
“ให้แล้ว ตั้งใจห่อไว้ก่อนแล้ว ฝูกุ้ยควบเกวียนเอาไปให้ เพิ่งกลับมาเหมือนกัน”
พวกเด็กๆ ที่เข้าเวรอยู่ในเมืองถงเหยาไม่กลับบ้านช่วงปีใหม่ ต้องอยู่ทำงาน
เพิ่งเข้าไปทำงาน ปีแรกต้องอยู่เวร
สุ่ยเถียนก็กำลังขยันขันแข็งอยู่ที่เมืองเฟิ่งเทียน พวกต้าหลังอาศัยใบบุญของอาสามถึงกลับบ้านมาด้วยได้
ตอนกินข้าว ซ่งฝูเซิงได้ยินว่าซ่งฝูกุ้ยกับหวังจงอวี้กำลังจะได้เป็นพ่อคน
“ใช้ได้นี่ ดูท่าแผลจะเจ็บไม่หนัก”
ซ่งฝูกุ้ยดื่มจนหน้าแดง
พวกเขาแอบดื่มเหล้ากันอีกแล้ว ตอนนี้คนพวกนี้ใจกล้ากันจริงๆ
แต่ก็นะ ขนาดลูกยังทำขึ้นมาได้ แล้วแค่ดื่มเหล้าจะเป็นอะไรไป
“เดี๋ยวนะฝูเซิง เจ้าต้องให้ท่านลุงซ่งซื้อยาให้ข้ากินสิ เขาบอกแพงเลยไม่ซื้อให้ข้ากินแล้ว ปากเนี่ยพอพูดก็มีเลือดออกซิบๆ ประเด็นคือข้าก็แค่ ฮี่ๆ แม่น”
ซ่งฝูกุ้ยพูดจบผู้ชายทั้งโต๊ะก็หัวเราะเสียงดัง
หลี่ซิ่ววิ่งออกไปอ้วกในเวลานี้
พวกยายทั้งแปด “…”
หันไปดู หืม? ลูกใครล่ะนั่น
พวกป้าๆ ยายๆ จะกล้าถามว่าลูกใครได้อย่างไร แบบนั้นมันหักหน้าเกินไป ขนาดแค่จะถามว่าเป็นอะไรยังไม่กล้า แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าข้าจะทำยังไงก็ล้วนไม่ดีในสายตาพวกเจ้า
หลี่ซิ่วเอามือกุมท้อง “ข้าจะท้องได้เหรอ ก็แค่เวียนหัวตั้งแต่เมื่อวาน” ท้องไส้ไม่ค่อยดี
ท่านย่าหม่า ข้าก็คิดว่าแม้แต่เจ้ายังท้อง แบบนั้นมันจะน่าโมโหมาก
เก่อเอ้อร์นิว ไอ๊หยา จริงสิ นางยังท้องได้ อายุยังน้อย
เก่อเอ้อร์นิวหันกลับไปมองลูกชายคนรองของตัวเอง จากนั้นก็มองลูกชายของหลี่ซิ่ว
แอบกระซิบกับท่านย่าหม่า “น้องสะใภ้ เจ้าพูดมาตามความจริง เจ้าว่าหลี่ซิ่วเป็นไงบ้าง”
ท่านย่าหม่ามัวแต่แทะปีกไก่ ขึ้นปีใหม่แทะปีกไก่มีความหมายดี บินโลดแล่น “อะไรยังไง”
เก่อเอ้อร์นิวกลัวคนอื่นได้ยินแล้วเอาไปพูดส่งเดช ทำได้แค่พูดอย่างคลุมเครือ “กับฝูโซ่วบ้านข้าล่ะ”
“อ๋า เลิกคิดเถอะ ข้าว่านางไม่เอาด้วยหรอก ไม่มีใจ”
“นั่นสินะ กลุ้มใจจริงๆ ข้าก็คิดว่าฝูโซ่วไม่น่าจะเอาด้วย”
ไม่ไปเอาสาวๆ เอาหลี่ซิ่วเนี่ยนะ เสียดายลูกชาย จับคู่กับหลี่ซิ่วเสียของหมด
แต่หลี่ซิ่วขยันหาเงินทำงานเก่ง พวกสาวๆ สู้ไม่ได้ แถมยังต้องให้ค่าสินสอด
ในเวลาเดียวกัน วันที่สามสิบนี้ ท่านย่ากับแม่ของลู่พั่นยังคงอยู่ระหว่างทาง
ข้างนอกหิมะตกหนัก
ล้อรถวิ่งไปบนถนนหิมะจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด
เดินทางท่ามกลางพายุหิมะมาหลายวันแล้ว
ต่างคิดว่าเหล่าฮูหยินเดินทางลำบากแบบนี้จะต้องไม่สบายแน่นอน แต่ในความเป็นจริงเหล่าฮูหยินกลับรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเร่งเดินทางก็จะได้เจอหลานชายเร็วขึ้น
ทันใดนั้นฉินหมอมอได้บอกให้ขบวนรถหยุดก่อน รายงานให้นายหญิงฟัง “นายอำเภอของอำเภอที่เพิ่งผ่านมาให้คนนำเกี๊ยวหลายถังไล่ตามขบวนมาเจ้าค่ะ”
เหล่าฮูหยินบอกให้หยุดแล้วแจกจ่ายเกี๊ยวให้พวกทหารกล้าที่ร่วมเดินทาง
จากนั้นนางก็ถือหม้ออังมือ ได้ลูกสะใภ้ช่วยประคองลงจากรถม้า
นางเช็ดหน้าผากเงยหน้ามองท้องฟ้า “ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอหมินหรุ่ยทันเทศกาลโคมไฟหรือเปล่า”
ที่ว่าการเมืองชิงเฉิง
“คุณชาย ได้เวลากินยาแล้ว” ซุ่นจื่อถือชามใส่ยาสีดำเข้ามาพลางพูดกับลู่พั่นที่นอนคว่ำอยู่บนเตียง
———————————————-
[1] คล้ายการละเล่นมอญซ่อนผ้า