ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 587-1 องค์หญิงใหญ่ VS ย่าหม่า
ตอนที่ 587-1 องค์หญิงใหญ่ VS ย่าหม่า
ลู่ฮูหยินใช้สายตาบอกลู่จือหว่านว่าอย่าเพิ่งพูด
ประการแรกเป็นเพราะอยู่ข้างนอก พวกสาวใช้ บ่าวรับใช้อยู่กันมากมาย คนเยอะวุ่นวาย อย่าเอะอะก็เอ่ยถึงซ่งฝูหลิง
ประการที่สองคือ รอเจอท่านย่าของเจ้าก่อนค่อยพูด จะได้ไม่ต้องเล่าสองรอบ
สาวใช้ใหญ่แหวกม่านมุกต้อนรับฮูหยินและเหล่าคุณหนูเข้าไปในห้องชมดอกไม้
ลู่ฮูหยินพูดขึ้น “พวกเจ้าออกไปก่อน”
“เจ้าค่ะฮูหยิน”
เหล่าฮูหยินนั่งอยู่ในห้องได้ยินเสียง ไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด ทั้งยังหันหน้าไปมองฉินหมอมอ เพื่อบอกให้ฉินหมอมอก็สั่งให้พวกสาวใช้ในห้องออกไปก่อน
หลานสาวคนสามกลับมาแล้วใช่ไหมล่ะ
หลานสาวคนสามน่าจะเคยเจอและคุ้นเคยกับเด็กคนนั้น คงพอเล่าอะไรได้มากขึ้น
เวลานี้เหล่าฮูหยินอยู่ในชุดคอกลมสีน้ำเงินปักดิ้นทอง ขณะก้มหน้าได้เผยให้เห็นคางที่กลมมน
บนศีรษะมีเพียงปิ่นมุกไหมทอง ข้างมือมีถาดน้ำชาเคลือบสี ภายในกาน้ำชาขนาดเล็กที่ผ่านกรรมวิธีการเผาแบบโบราณมีชาไท่ผิงโหวขุยที่นางโปรดปรานมากที่สุด
เก้าอี้นั่ง โต๊ะกลมตรงหน้า รวมถึงเก้าอี้กลมที่อีกประเดี๋ยวพวกหลานสาวจะมานั่งก็ทำจากไม้ประดู่แกะสลักลวดลายอย่างสวยงาม
ฉินหมอมอกำลังจัดกระถางต้นไม้ที่ภายในมีก้อนหินและภูเขาขนาดเล็กให้นาง
กระถางนี้เหล่าฮูหยินชอบมากยิ่งกว่าดอกไม้กระถางไหนๆ ในห้องชมดอกไม้
“ท่านย่า”
“ท่านย่า”
ลู่จือรุ่นพาน้องสาวมาทำความเคารพเหล่าฮูหยิน
เหล่าฮูหยินส่ายมือเป็นเชิงบอกไม่ต้องพิธีรีตองให้มากตั้งแต่ก่อนพวกนางทำความเคารพ ยิ้มพลางพูดกับลู่ฮูหยินและหลานๆ “นั่งสิ มา ดื่มชาก่อน และก็ลองชิมขนมฝูหลิง แป้งทอดฝูหลิงดูด้วย วันนี้พวกเราคุยกันเยอะหน่อย จะได้ครึกครื้น”
ลู่ฮูหยินมองขนมฝูหลิงนานาชนิดที่อยู่บนโต๊ะ อดยิ้มไม่ได้
ขณะที่ลู่จือเหยานั่งลงได้มองพี่รองก่อน ส่งสายตาบอกว่า ‘พี่รอง เมื่อครู่พี่สามบอกว่าพั่งยาชื่อซ่งฝูหลิงใช่ไหม’
ดูเหมือนจะใช่
ลู่จือเหยาก็กำลังอยากถามลู่จือหว่าน แต่ติดที่ว่าพี่สามก็ร้อนใจอยากพูดเหลือเกิน เอาแต่จ้องท่านย่า ไม่มองพวกนางเลย
“ท่านย่าทราบใช่หรือไม่ว่าหลานเคยพบซ่งฝูหลิง หรือก็คือพั่งยา” ลู่จือหว่านทนไม่ไหว นั่งอยู่ตรงหน้าเหล่าฮูหยิน
“ทราบ ย่ารอเจ้ามาพูด”
“เจ้าค่ะท่านย่า” คุณหนูสามสกุลลู่เล่าเรื่องไม่เหมือนใคร นางพูดบทสรุปก่อน “หากบอกว่าแม่นางซ่งคนนั้นเป็นที่ถูกใจของหมินหรุ่ย ตัดเรื่องฐานะทิ้งไป หลานคาดไม่ถึงจริงๆ แต่ถ้าว่ากันด้วยเรื่องหน้าตา หลานไม่แปลกใจเลยสักนิด”
“หืม?” เหล่าฮูหยินยิ้มพลางสบตากับลูกสะใภ้ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าเล่ามาอย่างละเอียด เล่าให้ย่ากับแม่ของเจ้าฟังเยอะๆ หน่อย”
ลู่จือหว่านยืนขึ้น ยกผ้าเช็ดหน้าในมือทำท่าครุ่นคิด “แม่นางซ่งมีใบหน้าดุจดอกฝูหรง หน้าตางดงาม ดูเรียบร้อยอ่อนโยน”
อืม ดูตรงกันข้ามกับน้องชายของนางที่แข็งกระด้างอย่างสิ้นเชิง
“แต่ดวงตาที่งดงามคู่นั้นกลับมีความหลักแหลมยิ่งนัก รอยยิ้มสดใส ฉลาดมีไหวพริบ หากว่ากันตามเหตุผล นางถือเป็นบุตรสาวครอบครัวชาวสวนใช่หรือไม่”
ลู่จือรุ่นตอบ “นางยังเคยลี้ภัยด้วย”
“ใช่ นางเคยลี้ภัย แต่ว่าพี่ใหญ่ ไม่เพียงแต่ริมฝีปากของนางจะแดงสวย นิ้วมือทั้งสิบก็เรียวแหลมดุจหน่อไม้ เมื่อเทียบกับข้า” ลู่จือหว่านมองมือที่ถือผ้าเช็ดหน้าอยู่ สุดท้ายก็ยอมรับ “อืม มือของนางนุ่มกว่าข้าเสียอีก”
ไอ๊หยา คำพูดนี้
เหล่าฮูหยินฟังแล้วก็เบิกบานอยู่ในใจ ความรู้สึกแรกคือ พ่อของนางเลี้ยงดูมาดี พยายามไม่ให้ลูกลำบาก จึงยิ่งประทับใจในตัวซ่งฝูเซิง
ลู่ฮูหยินก็รู้สึกโล่งอก ถึงแม้ลูกสาวคนที่สามของนางจะเล่าด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเกินจริงไปบ้าง แต่นางรู้ว่าลูกสาวของนางไม่ใช่คนพูดปด ทำให้หว่านเอ๋อร์เอ่ยชมแบบนี้ได้ อย่างน้อยในเรื่องรูปลักษณ์ก็คู่ควรกับหมินหรุ่ยของนางหรือเปล่า
แต่คำพูดนี้ เนื่องจากความรู้สึกต่างกัน แต่ละคนก็ตีความไม่เหมือนกัน
ลู่จือจิ้งกับพี่สาวคนโตมองหน้ากัน ความหมายในแววตาชัดเจนมาก
มือนุ่มกว่าน้องสามอีกรึ นี่ก็แสดงว่าสตรีผู้นี้ไม่ได้เรื่อง ครอบครัวอะไรกัน ไม่ได้มีชาติกำเนิดแบบพวกนางเสียหน่อย ไม่รู้จักทำการทำงาน
ลู่จือรุ่นพี่สาวคนโตยิ่งแล้วใหญ่ ถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย “น้องสาม เล่าเรื่องครอบครัวของนางให้ละเอียดหน่อย”
ลู่จือหว่านสงสัย พี่ใหญ่ พี่ก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เมื่อครู่ยังพูดอยู่ว่านางเคยลี้ภัย ก็แสดงว่ารู้อยู่แล้ว
ลู่จือรุ่นกลับคิดในใจ
ข้าไม่รู้
ตอนนั้นข้าคิดแค่ว่าครอบครัวซ่งแค่อยากตอบแทนบุญคุณ
ถึงขั้นที่เสนอท่านปู่ไปว่า ให้มองซ่งฝูเซิงเป็นคนมีความสามารถที่ตระกูลลู่ของพวกเราสามารถบ่มเพาะไว้ช่วยงานได้
ตระกูลลู่ของเราสามารถผลักดัน ยื่นมือเข้าไปช่วยแต่พองามได้
ตอนนั้นข้าแค่อยากรู้ว่าเขาเป็นคนซื่อสัตย์หรือไม่ ไว้ใจได้หรือไม่ แค่นี้ก็พอแล้ว
แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะต้องมาเกี่ยวดองกัน
ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรู้จักให้มากหน่อย มิใช่หรือ
ลู่หมินหรุ่ยเป็นใคร เป็นน้องชายของนาง เป็นแม่ทัพติ้งไห่ เป็นทายาทสืบสกุลเพียงคนเดียวของจวนผู้สำเร็จราชการ
คนอย่างซ่งฝูเซิงจะมาเป็นพ่อตาของน้องชายนางรึ เขาคู่ควรเป็นพ่อตาหรือเปล่า ลู่จือรุ่นคิดในใจ ไม่รู้สิ
บุตรสาวของซ่งฝูเซิง ถ้าต้องแต่งงาน ไม่ใช่รับเข้ามาเป็นอนุ ในอนาคตนางคลอดลูกก็คือสายเลือดโดยตรงของตระกูลลู่ วันหน้าก็จะสืบสกุลรุ่นแล้วรุ่นเล่า
พูดให้ไม่น่าฟังหน่อยคือ นางคู่ควรมีลูกให้หรือไม่ อันนี้ก็ไม่รู้
ลู่จือหว่านมองไม่ออกเลยสักนิดว่าสีหน้าของพี่สาวคนโตเปลี่ยนไป
แต่ไหนแต่ไร นางไม่สนสีหน้าคน และก็ไม่ค่อยสังเกตเท่าไหร่
“อ่อ เช่นนั้นข้าจะเล่าอีกรอบ ท่านย่า ท่านแม่ ครอบครัวพวกเขาเคยลี้ภัย”
เหล่าฮูหยิน “อืม” นางรู้ จิบน้ำชาหนึ่งคำ
ฉินหมอมอชำเลืองมองสีหน้าของเหล่าฮูหยิน เหลือบมองลู่จือรุ่น หูก็ฟังลู่จือหว่านเล่าเรื่องลี้ภัยจนจบแล้วพูดขึ้นมาต่อ “จริงสิ แม่ของนางมีแค่นางคนเดียว”
เด็กผู้ชายคนนั้นที่อยู่ด้วยไม่ใช่ลูกแท้ๆ แซ่เฉียน เป็นลูกชายคนเดียวของบ้านน้องชายภรรยาซ่งฝูเซิง
ลู่จือหว่านพูดจบยังแอบสงสัย แล้วนางไปฟังใครเล่ามา ซ่งฝูหลิงเล่าเอง หรือว่าสะใภ้เล็กสกุลสวี่เป็นคนบอกนางกันแน่นะ
โอ๊ย ไม่รู้ ลืมแล้ว
นับตั้งแต่คลอดลูกเสร็จนางก็ลืมไปหลายเรื่อง
ตอนสามีเอาใจนางยังพูดอยู่ว่า “เจ้าอย่าลืมสามีก็พอ”
ลู่จือจิ้ง “ท่านย่า ท่านแม่ ถ้าเช่นนั้นนาง…”
ยังไม่ทันพูดจบ ลู่จือเหยาก็แย่งพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ถ้าเช่นนั้นมองจากมุมนี้ก็มองออกได้ว่าครอบครัวนี้เป็นคนดี ดูแลลูกชายของน้องภรรยาเป็นเหมือนลูกตัวเอง” ขัดจังหวะคำพูดพี่รองที่สงสัยว่าลูกสาวจะเหมือนแม่ มีลูกลำบากหรือไม่
ขัดจังหวะก็ไม่มีประโยชน์ เพราะลู่ฮูหยินฟังออกแล้ว
ไม่ค่อยพอใจ
เพราะนางไม่เชื่อว่าลูกสาวจะได้แม่
นางมีทายาทลำบากหรือ นางมีหมินหรุ่ยที่เป็นลูกชายแค่คนเดียว มีลูกสาวสี่คน
สี่คนนี้แต่งออกไป แต่ละคนก็มีลูกชายทั้งนั้น มีแค่หว่านเอ๋อร์ที่ได้ลูกสาวมาหนึ่งคน
นึกถึงตอนนั้นที่คุยเรื่องแต่งงานของพวกลูกสาว ก็มีบางจวนที่แอบบ่นลับหลังว่า พวกลูกสาวจะเหมือนนางหรือไม่ นึกตอนนี้ก็ยังโมโห นางเลยไม่พิจารณาพวกจวนที่บ่นแบบนั้น สุดท้าย ความจริงเป็นเช่นไรล่ะ
ลู่จือจิ้งก็นึกถึงแม่ของตัวเองขึ้นมาแล้ว นางหน้าแดงเล็กน้อย โชคดีที่ได้น้องสี่ขัดจังหวะ
ทันใดนั้น พี่ใหญ่ลู่จือรุ่นก็พูดขึ้น “ท่านย่า ท่านแม่ พูดตามตรงนะเจ้าคะ คิดไปคิดมาก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีจริงๆ เรื่องจะเกี่ยวดองกัน ฐานะต่างกันเกินไปหรือไม่”
เหล่าฮูหยินจิบชา “หืม?”
“ท่านย่า ลองคิดดูนะเจ้าคะ ในอนาคตเกิดมีวันหนึ่งประกาศออกไปว่าเลือกแม่นางซ่ง ไม่ตกเป็นขี้ปากคนทั้งเมืองหรือ”
เหล่าฮูหยินวางถ้วยชาลง ไม่อยากดื่มต่อแล้ว หมดอารมณ์ “ทั้งเมืองรึ ใคร บอกให้มาพูดตรงหน้าข้านี่”
แม้แต่ลู่จือหว่านก็มองออก แย่ละ ท่านย่าโกรธแล้ว ปกติท่านย่าจะไม่แทนตัวเองว่า ข้า
ลู่จือรุ่นที่พูดถึงประเด็นนี้เริ่มพูดอย่างระมัดระวัง “ท่านย่า หลานไม่ได้หมายความเช่นนั้น หลานแค่คิดว่า ถ้าอนุญาตให้หมินหรุ่ยแต่งงานกับคนฐานะแบบนั้น ทั้งยังเคยลี้ภัย จะตกเป็นที่ครหา และจะ…”
นางกัดฟัน หันหน้าไปด้านข้าง ไม่กล้ามองตรง พูดเสียงเบา “กลายเป็นที่น่าขบขัน”
เหล่าฮูหยินกลับมองศีรษะของลู่จือรุ่นแล้วยิ้มออกมา
———————————————-
[1] ดอกฝูหรง ดอกชบา