ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 588-2
ตอนที่ 588-2
“ท่านพ่อ!”
คนในหมู่บ้านแหวกทางข้างหน้าเริ่นจื่อฮ่าว เขาตะโกนดวงตาแดงก่ำ
“ฮือออ ลูกสามของข้า…” เริ่นกงซิ่นยื่นแขนออกไปกอดพร้อมร้องไห้
เริ่นจื่อฮ่าววางสัมภาระลง ยื่นมือออกไปตบหลังปลอบพ่อ เขาเองก็น้ำตาคลอ
เขาเหลือบตาขึ้น มองผ่านกลุ่มคนไปเห็นซ่งฝูเซิง
จากนั้นเริ่นจื่อฮ่าวก็สูดน้ำมูก คุกเข่ายกมือคารวะซ่งฝูเซิงต่อหน้าคนในหมู่บ้าน “ท่านอา”
ซ่งฝูเซิงหลบไปด้านข้างเล็กน้อย ไม่ค่อยอยากรับ
หลานข้าเยอะแล้ว อย่าเรียกอาเลย
เริ่นกงซิ่นเช็ดน้ำตาด้วยความดีใจ “เอาอย่างนี้ เดี๋ยวต้องไปคุกเข่าคำนับที่ห้องโถงบ้านท่านอา” ไม่สิ ยังไปไม่ได้
บ้านอาเจ้ากำลังสร้างอยู่ ยังไม่มีห้องโถง
“มากินข้าวบ้านเราสิ ท่านผู้เฒ่า ขอร้องล่ะ มากินข้าวบ้านข้า เจ้าสามกลับมาแล้ว พวกเรามารวมตัวกันหน่อย” เริ่นกงซิ่นจับตัวท่านลุงซ่งมาปรึกษา ไม่กล้าปรึกษาซ่งฝูเซิง
เวลานี้เองซื่อจ้วงก็เดินเอ้อระเหยกลับมา
ท่านลุงซ่งสะบัดเริ่นกงซิ่นออก ไม่ไปบ้านเจ้าหรอก เด็กบ้านข้ากลับมาแล้ว ลุงซ่งถือกระบอกยาสูบเข้าไปต้อนรับด้วยความดีใจ
คุณชายน้อย
ซื่อจ้วงนั่งยองลงตรงหน้าหมี่โซ่ว
มือข้างหนึ่งของเฉียนหมี่โซ่วจับพู่กันอันเล็กของขวัญจากซื่อจ้วง มืออีกข้างลูบศีรษะของซื่อจ้วง “ซื่อจ้วง เจ้าดูตัวใหญ่ขึ้นนะ”
ซ่งฝูเซิงกลับถือพู่กันอันใหญ่เดินออกมาถาม “อะไรนะ เจ้าไม่ทำแล้วเหรอ” ถ้าไม่ใช่เพราะเริ่นจื่อฮ่าวบอก เขาก็คงไม่รู้
หนิวจั่งกุ้ยที่กำลังลูบถุงยาสูบด้วยความทะนุถนอม ท่านลุงซ่งที่รับใบยาสูบไปแล้ว ต่างพากันหยุดนิ่งแล้วหันมามองซื่อจ้วง
“เจ้าตามข้าเข้ามา”
หมี่โซ่วจูงมือซื่อจ้วงด้วยความเป็นห่วง ขยับปากถามโดยไร้เสียง “ทำไมไม่ทำแล้วล่ะ พี่แม่ทัพเล็กดูแลไม่ดีเหรอ”
ซื่อจ้วงส่ายหน้าเล็กน้อย
ทางด้านซ่งฝูหลิงมองกระจกทองแดงพลางกระซิบถามเฉียนเพ่ยอิง “ท่านแม่ ซื่อจ้วงได้เดือนละสิบเจ็ดตำลึงเหรอ”
“อืม สิบเจ็ดตำลึง ไม่น้อยเลยทีเดียว…
…ตอนนั้นพ่อเจ้าก็บอกอยู่ว่า คนที่เข้าหน่วยองครักษ์ได้ต้องเพียบพร้อมทั้งรูปร่าง หน้าตา และความสามารถ…
…เพราะอย่ามองว่าทางนั้นให้แค่เงิน ในหนึ่งปีสี่ฤดูยังมีแจกเสื้อผ้าด้วย แจกนั่นแจกนี่ มีข้าวมีที่พัก พออายุมาก คนที่ผลงานโดดเด่นยังจะได้บ้านด้วย บางคนถึงขั้นได้เมียด้วยนะ…
…ลู่พั่นไปแนวหน้าเท่านั้นพวกเขาถึงตามไป คุ้มกันลู่พั่นแค่คนเดียว เวลาไม่มีสงครามพวกเขาก็แค่ฝึกฝน ไม่มีอันตราย…
…พ่อเจ้าจะไม่โมโหได้เหรอ เขาพูดไม่เป็น งานนี้ใช้แต่แรง ได้เงินเหนาะๆ เหมาะกับเขาจะตาย ปกติก็ให้กลับบ้าน ไม่เห็นต้องเสียอะไร”
ซ่งฝูหลิงฟังจบ ความรู้สึกแรกไม่ได้เสียดายว่าซื่อจ้วงลาออกแล้วจะไปหางานดีๆ แบบนี้ได้ที่ไหน แต่นางกลับคำนวณในใจทันทีว่า ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนของลู่พั่นเป็นเงินเท่าไหร่
ได้ยินว่ามีองครักษ์ส่วนตัวหลายร้อยคน ส่วนตัวก็หมายความว่ากินเงินของลู่พั่น คนจ่ายเงินเดือนก็คือเขา คนละสิบเจ็ดตำลึง ฟังดูเหมือนไม่มาก แต่หลายร้อยคนหนึ่งเดือนเป็นเงินตั้งเท่าไหร่
ซ่งฝูหลิงพูดพึมพำ
เฉียนเพ่ยอิงได้ฟังก็เบี่ยงประเด็นไปตามลูกสาว นางพูด
“ถึงได้บอกอย่างไรว่า บ้านนั้นถ่อมตัวกันสุดๆ รวมถึงคุณหนูสามด้วย…
…ครอบครัวนี้จะต้องมีที่ดินเยอะแน่นอน ไม่ต้องคำนวณเงินที่ใช้จ้างองครักษ์ส่วนตัวหรอก เอาแค่ในจวนของพวกเขาปกติใช้เงินเท่าไหร่ เงินเดือนของพวกบ่าวรับใช้จ่ายทีตั้งเท่าไหร่…
…พวกเราทำงานจนตายคงหาไม่ได้หรอก แล้วดูลู่พั่นมากินข้าวบ้านเรามานั่งคุย ไม่มีวางมาดสักนิด”
“เอาล่ะๆ เลิกพูดเถอะ ลู่พั่นห่างชั้นกับพวกเราเกินไป ไม่พูดถึงเขาดีกว่า แม่จะไปดูพ่อเจ้าหน่อย ไม่รู้ว่าดุซื่อจ้วงหรือเปล่า ไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำสิ กลับบ้านมาก็เหมือนกัน อย่าด่ากันเลย” เฉียนเพ่ยอิงไปที่ห้องเล็กของบ้านปู่ฟางด้วยความเป็นห่วง
บ้านของนางกำลังรื้อถอน ตอนนี้แถบนั้นรื้อหมดยกเว้นห้องทำขนมจนต้องไปพักอยู่ที่บ้านปู่ฟางในหมู่บ้านชั่วคราว ส่วนครอบครัวปู่ฟางก็กลับหมู่บ้านที่เคยอยู่ก่อนหน้านี้ จึงยกบ้านให้พวกเขาอยู่ได้ มีที่ให้ซ่งฝูเซิงอ่านหนังสือ โชคดีที่ไม่ได้ขายบ้านเก่าทิ้งไป
ส่วนพวกซ่งฝูกุ้ยก็ไปอาศัยบ้านอาสามอาเจ็ดสกุลเริ่น บ้านหัวหน้าตระกูลเริ่นกับบ้านสะใภ้สี่
ยังไม่ทันที่เฉียนเพ่ยอิงจะเคาะประตูก็ได้ยินเสียงซ่งฝูเซิงดุซื่อจ้วงอยู่ข้างใน
“ให้เงินมาเต็มๆ จ่ายมาทีก็ตั้งหลายเดือน เก็บไว้ก็สร้างบ้านได้ ยังไม่ทันจะได้แต่งเมียก็เอามาใช้ซื้อของไม่มีประโยชน์ตั้งเยอะแล้ว”
“หยุดเขียนได้แล้ว ข้าเคยพูดเมื่อไหร่ว่าเงินปลิวไปเดี๋ยวมันก็กลับมาใหม่ พูดเมื่อไหร่ว่าต้องติดตามข้าเท่านั้นถึงจะได้แต่งกับเป่าจู เจ้าบ้าเอ๊ย ข้ากำชับบอกให้ตั้งใจทำงานกลับไม่จำ จำแต่อะไรที่ไม่มีประโยชน์”
ที่ด้านนอก เฉียนเพ่ยอิงหันไปมองเป่าจูที่ยืนอึ้งอยู่ เด็กคนนี้เอาใบตารางมาให้ซ่งฝูหลิง
“อะแฮ่ม เลิกพูดเถอะ” ใบหน้าของเป่าจูยังไม่ทันจะแดง หน้าของเฉียนเพ่ยอิงก็แดงก่อน ตะโกนบอกคนข้างใน
ประตูถูกเปิดออก ซ่งฝูเซิงออกมาดู รู้สึกเหนือความคาดหมายและกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
หันไปมองซื่อจ้วง ถูกได้ยินเข้าแล้ว ปรากฏว่าซื่อจ้วงเอาแต่จ้องเป่าจูด้วยสายตาแน่วแน่
ไม่เจอกันนาน สวยขึ้นอีกแล้ว
เป่าจูหลบสายตาของเขาที่จ้องมองมา มือข้างหนึ่งถือใบตาราง ยืนเกร็งทั้งตัว มืออีกข้างกำชายเสื้อแน่น คอแดงไปหมด
ซ่งฝูเซิง เฉียนเพ่ยอิง ซ่งฝูหลิงที่เป็นผู้ชม “…” รวมถึงเฉียนหมี่โซ่วที่วิ่งเข้ามา
หมี่โซ่วเงยหน้ามองคนนี้ เอียงหัวมองคนนั้น ทำไมรู้สึกเหมือนดอกไม้บานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิล่ะ
ในที่สุดซื่อจ้วงก็ยื่นกระจกทองแดงขนาดเท่าฝ่ามือให้เป่าจู เป่าจูรับกระจกแล้ววิ่งหนีไป
เล่นเอาเฉียนเพ่ยอิงดีใจ นางหยิบของจากบ้านเราไป ถ้าไม่มีใจมีเหรอจะรับ ของแพงขนาดนั้น ใช่ไหมล่ะ ก็คือยินยอมสินะ ไว้สร้างบ้านเสร็จต้องไปคุยกับพี่ชายเป่าจูแล้ว
และคนที่ดอกไม้บานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิไม่ได้มีแค่ซื่อจ้วง ยังมีเริ่นจื่อฮ่าวอีกคน
เริ่นกงซิ่นดื่มเหล้า เดี๋ยวก็ร้องไห้เดี๋ยวก็ยิ้ม คีบถั่วฝักยาวเข้าปาก ตะเกียบสั่น ทั้งยังพูดด้วยความเสียดาย “เจ้าสาม แกมาไม่ทันก่อนหน้านี้ที่มี ‘งานนัดดูตัว’ สาวๆ ฝั่งนู้นที่ดีหน่อยถูกจับจองไปหมดแล้ว ตาแก่เริ่นโหยวจินยังแย่งมาให้หลานชายคนรองได้คนหนึ่งด้วย”
เริ่นจื่อฮ่าวถูมือด้วยความเขินอาย “พ่อ ใครบอกว่าคนที่ดีที่สุดถูกจับจองไปแล้ว ลูกสาวอาฝูเซิงยังไม่…” นี่ไม่เท่ากับเก็บไว้ให้เขาเหรอ ฮ่าๆๆ
พี่รองกับพี่สะใภ้รองของเขาฟังแล้วก็อึ้ง อะไรจะเพ้อฝันเก่งขนาดนี้
แต่เริ่นกงซิ่นกลับเบิกตาโพลง ไอ๊หยา นั่นน่ะสิ ซ่งฝูเซิงต้องไม่อยากให้ลูกสาวแต่งไปอยู่ไกลๆ แน่
ไม่แต่งกับคนไกล เลือกคนใกล้ๆ ทั้งหมู่บ้าน ไม่สิ ในระยะสิบลี้นี้ใครจะสู้ลูกสามของเขาได้
“พ่อ พอเถอะ อย่าฟังเจ้าสามพูดพล่ามจนไปล่วงเกินคนอื่นเลย เจ้าสาม แกเพิ่งกลับมาไม่รู้…”
เริ่นกงซิ่นสะบัดมือเหรินจื่อจิ่วออก “แกอยากพูดใช่ไหมว่าเมื่อก่อนบ้านเราไม่ถูกกับบ้านอาซ่งของพวกแก แถมน้องสามของแกยังเคยยกพวกไปบุกบ้านเขา เรื่องนั้นมันผ่านไปแล้ว อีกอย่างตอนนั้นน้องชายแกก็ถูกอัดไม่ใช่เหรอ พ่อก็โมโหจนหมดสติ ผู้ใหญ่ตบเด็กมันไม่เท่าไรหรอกน่า”
เริ่นจื่อฮ่าวรีบพยักหน้า “อาซ่งสั่งสอนถูกแล้ว” วันหน้าถ้าเป็นครอบครัวเดียวกัน ให้เขาคุกเข่าเขาก็จะทำ
เริ่นกงซิ่นวางตะเกียบลง ถูฝ่ามือ คิดว่าถ้าลูกชายของเขารักมั่นในลูกสาวของซ่งฝูเซิง เขาก็จะไปสู่ขอให้
อีกทั้งยังหารือกับเริ่นจื่อฮ่าวตามลำพัง “เราไปสู่ขอ ต้องเพิ่มสิ่งจูงใจ พ่อจะบอกว่า จะสร้างบ้านหลังใหญ่ที่มีเกียรติที่สุดให้พวกเจ้าไปอยู่กันเอง จากนั้นก็ซื้อพวกสาวใช้มาปรนนิบัติลูกสาวของเขา ให้เข้ามาเป็นฮูหยินน้อยของตระกูลเริ่นของพวกเรา”
เริ่นจื่อฮ่าวพยักหน้ารัวๆ “ใช่ ท่านพ่อ เงินที่ข้าได้มาครั้งนี้มากพอจะเลี้ยงดูนาง รับรองว่าจะไม่ทำให้ลูกสาวอาซ่งลำบากแน่นอน”
เริ่นกงซิ่นส่ายมือ “ไม่ต้อง เงินของเจ้า เก็บไว้ต่างหาก วันหน้าเอาไว้ให้เมีย”
“เช่นนั้นพี่สะใภ้รองจะไม่พอใจหรือเปล่า พี่สะใภ้รองก็ลำบากนะ”
“พี่สะใภ้รองของเจ้าเทียบกับลูกสาวของอาฝูเซิงได้เหรอ มาจากครอบครัวไม่เหมือนกัน”
ตรงลานบ้าน เริ่นจื่อจิ่วกับเมียมองหน้ากัน ในที่สุดก็เข้าใจความรู้สึกสับสนของเริ่นจื่อเซิงเมื่อก่อนนี้แล้ว
ตอนนั้นเริ่นจื่อเซิงพูดว่า “ท่านพ่อ พวกเราไม่ได้ทำดีกับพวกเขา ลืมแล้วเหรอที่ตอนนั้นท่านพ่อโกงเสบียงบรรเทาทุกข์ ครอบครัวซ่งเกลียดท่านพ่อจนกัดฟันด้วยความแค้น”
พ่อของพวกเขาตอบว่า “เรื่องมันผ่านไปแล้ว” คิดดูแล้วกัน ทำไมหน้าหนาได้ขนาดนี้ บากหน้าไปต่อ
วันต่อมา
ณ จวนผู้สำเร็จราชการ
ลู่พั่นเลิกประชุมราชสำนักกลับมา ซุ่นจื่อกำลังปรนนิบัติเขาเปลี่ยนไปใส่ชุดผ้าเนื้อธรรมดา
ชุดนี้ช่างตัดเย็บในจวนเพิ่งทำเสร็จสดๆ ร้อนๆ
เล่นเอาช่างตัดเย็บลำบากใจแทบแย่ เพราะซุ่นจื่อบอกว่าต้อง ‘ถ่อมตัว’ เอาให้เหมือนคนทั่วไป อย่าให้เกิดความรู้สึกกดดันจากการแต่งตัว แต่ช่างตัดเย็บก็ต้องพิถีพิถันในการทำด้วย คุณชายใส่แล้วต้องดูดี แบบที่ว่าเห็นแวบแรกดวงตาเปล่งประกาย
นานแล้วที่ไม่ได้เจอแม่นางซ่ง ก็ต้องแต่งตัวให้ดูดีหน่อยหรือเปล่า
ทุกการกระทำล้วนอยู่ในสายตาของเหล่าฮูหยินกับลู่ฮูหยิน
เสี่ยวเฉวียนจื่อเข้ามารายงาน “คุณชาย ผลหมากรากไม้กับขนมที่ทำในจวนถูกขนขึ้นรถม้าหมดแล้วขอรับ แล้วก็รถม้าก็จัดการตกแต่งใหม่แล้วด้วยขอรับ”
ด้วยประการฉะนี้ รถม้าที่ด้านนอกดูเหมือนรถม้าทั่วไปก็ได้วิ่งมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเหรินจยา
ยังไม่ทันเข้าหมู่บ้านก็เจอกับเริ่นจื่อฮ่าวที่กำลังจะควบเกวียนลาไปซื้อของขวัญในเมืองเฟิ่งเทียน
พ่อบอกว่าจะไปขอลูกสาวเขา ไปมือเปล่าไม่ได้ เช่นนั้นก็ต้องซื้อของที่ดีที่สุด
ซุ่นจื่อหยุดม้า “ดูเจ้าสิยิ้มหน้าบาน ได้หยุดดีใจขนาดนั้นเชียว แล้วนี่จะไปไหน”
เริ่นจื่อฮ่าวไม่รู้ว่าลู่พั่นนั่งอยู่ในรถม้า เพราะรถม้าคันนี้ดูธรรมดามาก คิดว่าซุ่นจื่อจะเอาของขวัญไปให้อาซ่งที่หมู่บ้านเหรินจยา
เขายิ้ม คนกันเองทั้งนั้น “บังเอิญจริง อีกเดี๋ยวท่านซุ่นจื่อเจอท่านซ่ง ช่วยเอ่ยชมข้าได้หรือไม่ ข้ากำลังจะเข้าเมืองไปซื้อสุรา พ่อของข้า ฮี่ๆ จะไปสู่ขอกับอาซ่งให้ข้า”
สะ สะ สู่ขอใคร!
“ลูกท่านซ่ง ข้าอยากไปสู่ขอลูกสาวของท่านซ่ง”
ม่านของรถม้าถูกคนด้านในกระชากออก พวกบ่าวรับใช้อย่างซุ่นจื่อกับเสี่ยวเฉวียนจื่อรีบกลิ้งลงจากหลังม้าไปคุกเข่าที่พื้นทันที
เริ่นจื่อฮ่าว “?”