ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 589 สบตากัน
ตอนที่ 589 สบตากัน
เริ่นจื่อฮ่าวสงสัย ท่านแม่ทัพมาได้อย่างไร
แล้วก็ ข้าพูดอะไร ข้าเปล่า ข้าไม่ได้พูดอะไรเลยนะ
แต่ต่อให้งงขนาดไหน เริ่นจื่อฮ่าวก็รีบลงไปทำความเคารพแบบทหาร ก้มหน้า คุกเข่าหนึ่งข้าง
เมื่อไม่มีผ้าม่านปิดบังก็เผยให้เห็นภายในรถม้าทั้งหมด
ลู่พั่นอยู่ในชุดผ้าเนื้อธรรมดาสีเทาอมฟ้า ตรงเอวคาดเข็มขัดลายเมฆมงคล ห้อยหยกแขวนสีดำหนึ่งชิ้น แบบเดียวกับปิ่นหยกที่ปักอยู่บนศีรษะ ไม่ได้พกแม้แต่ถุงหอม
มือข้างหนึ่งวางอยู่บนเข่า มืออีกข้างกำหลวมๆ หลังยืดตรง ดวงตาสุกใส สีหน้าไร้อารมณ์
ซุ่นจื่อเหลือบตาขึ้นเล็กน้อยสังเกตด้วยความระมัดระวัง คิดในใจ
ดูจากสีหน้าอย่าคิดว่าคุณชายไม่โมโห ถึงขั้นกระชากม่านแล้วนะ
เขามั่นใจและแน่ใจว่า คุณชายโมโหคำพูดเมื่อครู่ของเริ่นจื่อฮ่าวมากแน่ๆ
ลองคิดเอาแล้วกันว่ามันเรื่องอะไร
ตอนอยู่ร้านหนังสือ เถ้าแก่ฉีรายงานว่ามีคุณชายจากสองจวนมาถามว่าแม่นางซ่งเป็นลูกสาวบ้านไหน (คุณชายร่างอวบที่เคยนั่งด้านซ้ายมือของซ่งฝูหลิง)
ตอนนั้นคุณชายได้ฟังก็ไม่พอใจสุดๆ รู้ทั้งรู้ว่าถูกเชิญขึ้นชั้นสามย่อมไม่ใช่สตรีทั่วไป ก็ยังจะบังอาจมาสืบ
แล้วนี่ยังไม่ทันจะได้เจอนางก็มีคู่แข่งโผล่มาอีกหนึ่งราย
จึ๊ๆ ใครจะไปคาดคิดว่าเด็กสาวที่ใบหน้าสกปรกมอมแมมในตอนนั้นจะถูกท่านซ่งเลี้ยงดูจนมีเสน่ห์มากขึ้นทุกวัน
ซุ่นจื่อนึกถึงตรงนี้ก็เกือบหลุดมือตบปากตัวเอง ให้ตายเถอะ ทำไมข้ายังจะกล้าวิจารณ์สภาพในตอนนั้นของว่าที่ฮูหยินน้อย ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรืออย่างไร ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ข้าเคยเห็นมาก่อน
ทันใดนั้นก็มีเสียงของลู่พั่นดังมาจากในรถม้า “ไป”
ทุกคนถึงได้รีบลุกขึ้น
ก่อนซุ่นจื่อขึ้นม้ายังได้ขยิบตาให้คนคุมรถม้า ม่านหลุดแล้ว เจ้าขยับไปนั่งตรงกลางหน่อย
เสี่ยวเฉวียนจื่อมองส่งอาจารย์คุ้มกันคุณชายล่วงหน้าไปก่อน ส่วนเขาจงใจหยุดอยู่ที่นี่ ชี้เริ่นจื่อฮ่าวที่ยืนงงอยู่ข้างเกวียนลา “ทำไมเจ้าถึงได้ซื่อบื้อยิ่งกว่าข้าอีกนะ”
ข้าว่าข้าความรู้สึกช้าแล้ว นึกไม่ถึงว่าเจ้าโง่กว่า
ถ้าไม่เห็นว่าเจ้า ข้า อาจารย์ ซื่อจ้วง พวกเราสี่คนเคยกินนอนมาด้วยกัน แถมยังเคยล่องทะเลด้วยกัน ข้าถึงขั้นอยากส่งเจ้าไปเลี้ยงม้าที่ทางเหนือแล้ว
“มีอะไรเหรอ”
เสี่ยวเฉวียนจื่อตอบ “ข้าบอกเจ้าได้แค่สั้นๆ เจ้าไม่ต้องสนว่าทำไม แต่ลูกสาวของท่านซ่งไม่ใช่คนที่เจ้าจะอาจเอื้อมได้ วันหน้าเจอนางก็อยู่ให้ห่างๆ เข้าไว้ ส่วนที่เหลือเจ้าไปคิดเอาเองแล้วกัน”
“ไป” เสี่ยวเฉวียนจื่อควบม้าไล่ตามขบวนไป
เริ่นจื่อฮ่าวที่ยืนอยู่ที่เดิมเงียบไปสักพัก ทันใดนั้น “เออะ!”
เขาคิดไปคิดมา ทันใดนั้นสมองก็ปรากฏความคิดหนึ่งอันน่าตกใจมาก
ความคิดนั้นก็คือ
คนที่พวกเราคิดว่าสวย ท่านแม่ทัพก็คิดว่าสวยด้วยหรือเปล่า เขาอยากจับเข้าจวนงั้นเหรอ
แย่แล้ว เมื่อครู่ข้าพูดว่าจะไปสู่ขอ พวกเจ้าว่าชีวิตข้าจะจบเห่ไหม
แต่เมื่อเทียบกับอนาคต ทำไมกลับยังคงรู้สึกเสียดายหลังจากยอมรับความจริงล่ะ
อย่างท่านแม่ทัพ มีเหรอว่าอยากได้สตรีแบบไหนแล้วจะไม่ได้ วันหน้าอยากเอาเข้าจวนสักกี่คนย่อมได้ แต่ในใจข้ามีแค่คนเดียว นั่นคือสตรีที่ข้าอยากแต่งไปเป็นเมีย คนที่จะรักจริงไม่ทิ้งกัน ฮือออ
แล้วใครไม่รักจริง
ภายในรถม้าที่กำลังมุ่งหน้า ลู่พั่นเหลือบมองของขวัญที่เขาเตรียมไว้ให้พั่งยาโดยเฉพาะ
หลังจากที่เขาหงุดหงิดเล็กน้อยก็ไม่ได้สนใจอีก
พวกคนที่อยากมาสู่ขอไม่เพียงพอให้เขารู้สึกกลัวเลยสักนิด เขาเองก็ทราบเรื่องที่พี่สาวคนโตไม่พอใจที่เขาชอบ ‘ลูกสาวครอบครัวชาวสวน’ อย่าว่าแต่พี่สาวคนโตเลย ต่อให้ท่านปู่ไม่ยินยอม ก็ดึงดูดความสนใจจากเขาไม่ได้
เรื่องที่กลัวคือ ในใจของฝูหลิงมีเขาหรือไม่
หากมีเขา ก็จะต้องทำให้คนรอบตัวเขาเห็นกับตาว่า เขากับฝูหลิงไปกันรอด รักมั่นยืนยาว มีลูกหลานสืบสกุล
ซึ่งก็หมายความว่า สิ่งสำคัญในตอนนี้ก็คือ อีกประเดี๋ยวจะเริ่มพูดกับนางอย่างไร นี่เป็นโจทย์ยากในใจลู่พั่น
ไม่เคยคิดหนักเท่านี้มาก่อน
เขาคิดไว้มากมาย แต่กลับพบว่าสมองว่างเปล่า ถึงขั้นที่ลืมคำพูดที่คิดไว้ดีแล้วตอนกำลังจะเข้าหมู่บ้านเหรินจยา
หมู่บ้านเหรินจยา
พวกป้าอ้วนตื่นเต้นกันอีกแล้ว ปากเคี้ยวกากนม ยิ่งเคี้ยวยิ่งเพิ่มความเร็ว
ไอ๊หยาแม่จ๋า ใครมาอีกล่ะเนี่ย
แม่สามีของนางที่มีผ้ากันเปื้อนอยู่ตรงเอวเดินออกมากำลังจะหยิกหูนาง “เจ้าออกมาแอบอู้อีกแล้ว” ป้าร่างอวบกลับรีบเคี้ยวกากนมแล้วพูดขึ้น “ท่านแม่ ดูนั่นสิ!”
แม่สามีของนางหรี่ตาเพ่งมองไป
จากนั้นแม่ผัวกับลูกสะใภ้ก็พากันตะโกนแข่งกัน “ท่านลุงซ่ง อาสาม อากงซิ่น!”
ไม่ได้เรียกหัวหน้าตระกูลเริ่น เพราะเริ่นโหยวจินสอนหนังสือให้พวกเด็กๆ อยู่ ห้ามรบกวน เวลาสอนตั้งใจมาก ไปเรียกเขา เขาจะโกรธ
ดังนั้น เดี๋ยวนี้เวลาในหมู่บ้านมีเรื่องอะไรก็จะไปหาอาสามสกุลเริ่นกับอากงซิ่นที่มีหน้ามีตาหน่อย
ถึงแม้เริ่นกงซิ่นจะไม่ใช่หลี่เจิ้งแล้ว แต่ก็รู้ว่าควรทำอย่างไร เรื่องรับแขก โดยเฉพาะถ้ามีคนใหญ่คนโตหรือคนนอกหมู่บ้านมา เริ่นกงซิ่นรับมือได้ดียิ่งกว่าใครในหมู่บ้าน
ถ้าเป็นเรื่องของฝั่งนู้นก็ต้องเรียกท่านลุงซ่ง
ไม่เรียกหัวหน้า ข้อแรก เพราะหัวหน้าต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบ ถ้าไม่มีเรื่องใหญ่โต ห้ามรบกวนยิ่งกว่าหัวหน้าตระกูลเริ่น
ข้อสอง วันนี้หัวหน้าไม่อยู่บ้าน
คนอื่นในหมู่บ้านไม่รู้ แต่ห้องทำอิฐนมกับห้องทำเนื้อหยองอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เช้าตรู่พวกผู้หญิงก็หอบฟืนมากันแล้ว เห็นหัวหน้าควบเกวียนออกไปกับซ่งฝูกุ้ย
เมื่อครู่คุยกันยังพูดอยู่ว่า ไม่รู้ว่าไปไหนกัน ทำไมไม่อยู่บ้านอ่านหนังสือ คนทั้งหมู่บ้านเป็นห่วงเรื่องอ่านหนังสือของหัวหน้านะ
ส่วนซุ่นจื่อที่ขี่ม้าเข้าหมู่บ้านมาก่อน เวลานี้ได้ลงจากม้า กำลังคุยกับอาสามสกุลเริ่นที่เป็นตัวแทนของหมู่บ้าน
มีสองเรื่อง
ห้ามปล่อยข่าวออกไปว่าแม่ทัพติ้งไห่มา ถ้าคนอย่างพวกนายอำเภอมาก็ไล่กลับทันที ไม่พบ พวกเราแค่มาเยี่ยมเยียน ไม่อยากให้ใครรบกวน
คนในหมู่บ้านก็ห้ามมามุงดู มีอะไรทำก็ไปทำ
อาสามสกุลเรินกับเรินกงซิ่นที่วิ่งเหยาะเข้ามารีบจัดแจงทันที “คุกเข่าอยู่ด้านข้าง แค่มองๆ ก็พอแล้ว มองอยู่ไกลๆ ห้ามเข้าไปใกล้”
พวกผู้ชายหลายคนออกมาจากห้องทำเนื้อหยอง รวมถึงพี่ใหญ่ของซ่งฝูเซิงก็ออกมาช่วยดูแลความเรียบร้อยด้วย บอกให้ทุกคนแหวกทาง อย่ามาออรวมกัน อย่าเที่ยวตะโกนเรียกแม่ทัพส่งเดช ตื้นตันก็เก็บเอาไว้ในใจ
คนในหมู่บ้านจะไม่รู้สึกขอบคุณได้อย่างไร รู้สึกยิ่งกว่าชาวบ้านในเมืองเฟิ่งเทียนเสียอีก
ถ้าไม่มีแม่ทัพติ้งไห่ จะมีหมู่บ้านเสบียงทหารแห่งนี้เหรอ
ไม่อย่างนั้น พวกเด็กหนุ่มคงถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารหมดแล้ว เห็นเริ่นจื่อฮ่าวก้าวหน้าแบบนั้น แต่จะมีสักกี่คนที่โชคดีแบบเขาได้เข้าหน่วยของตระกูลลู่ ว่ากันตามจริง สุดท้ายก็เป็นเพราะพึ่งใบบุญของแม่ทัพติ้งไห่
เริ่นกงซิ่นทำงานค่อนข้างละเอียด เขาเองก็เพิ่งรู้ว่าซ่งฝูเซิงออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว นายใหญ่ไม่อยู่บ้าน จึงรีบปั้นหน้ายิ้มบอกซุ่นจื่อ
ซุ่นจื่อหันมามองเขา เจ้าน่ะรึพ่อของเริ่นจื่อฮ่าว แถมยังจะไปสู่ขอด้วย
ในเวลาเดียวกัน ท่านลุงซ่งกับท่านย่าหม่าเห็นขบวนรถม้าของลู่พั่นก็พากันตบต้นขา แม้แต่ท่าทางตอนตกใจยังเหมือนกัน
นึกไม่ถึงว่าแม่ทัพเล็กจะมาเร็วขนาดนี้
นี่เพิ่งกลับมาได้กี่วันกันเชียว คิดว่าจะงานยุ่งมากเสียอีก
บ้านผู้เฒ่าฟาง ซึ่งก็คือบ้านที่พวกซ่งฝูหลิงยืมอาศัยอยู่ในตอนนี้
ซ่งฝูหลิงกำลังเลือกแนวข้อสอบให้ท่านพ่อท่ามกลางโจทย์มากมาย บางช่วงนางก็มีบททดสอบย่อยทดสอบความรู้พื้นฐาน ถ้าพ่อของนางผ่านได้ก็ออกไป ‘เล่น’ ได้แล้ว ถ้าทำไม่ผ่านก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอว่าต้องท่องหนังสือเล่มไหน
เฉียนเพ่ยอิงนั่งเย็บเสื้อให้ซื่อจ้วงอยู่บนเตียง เสื้อผ้าคับหมดแล้ว ขากางเกงก็เต่อ
“ท่านแม่ ทำไมข้างนอกดูเอะอะจัง”
“ไม่รู้สิ” เฉียนเพ่ยอิงวางตะกร้าเข็มกับด้ายลง “เดี๋ยวแม่ออกไปดูให้”
เฉียนเพ่ยอิงเพิ่งออกไปก็เห็นท่านลุงซ่งกับท่าย่าหม่ากำลังเดินนำพวกบ่าวรับใช้ขนเข่งลงจากรถม้า
ลูกผีผาหนึ่งเข่ง
แตงหวานหนึ่งเข่ง
หยางเหมยสองเข่ง
เชอร์รี่สองเข่ง
นกกระทาสี่กรง
ขากวางสี่ขา
ไข่นกพิราบสี่ตะกร้า พุทราสี่เข่ง ผงรากบัวกล่องยาวสองกล่องใหญ่ ลังไม้คล้ายตู้เย็นที่ภายในบรรจุกุ้งแช่แข็งจำนวนสองลัง
นอกจากนี้ยังมีชะลอมขนาดใหญ่ที่ให้ความรู้สึกโออ่ายิ่งกว่าตอนท่านย่าหม่าเข็นขนมไปขาย ขนมหวานนานาชนิด ชะลอมแล้วชะลอมเล่าทั้งหมดสิบชะลอมถูกวางซ้อนกันสูงมาก
ลู่พั่นแหวกม่านประตู ก้มศีรษะเล็กน้อยเข้าไปในบ้านที่ประตูเตี้ย
ซ่งฝูหลิงถือพู่กันนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ
ดวงตาสบกัน