ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 590 ความกระอักกระอ่วนล้นจอ
ตอนที่ 590 ความกระอักกระอ่วนล้นจอ
ระหว่างที่สบตา ซ่งฝูหลิงก็ลุกขึ้น เอาแขนเสื้อที่พับไว้ลง วางพู่กันบนแท่นฝนหมึก
“คุณชายลู่ เชิญนั่งก่อน” ทำท่าเชื้อเชิญให้ไปนั่งบนเตียงในบ้านนาง ใบหน้ามีรอยยิ้มตามมารยาท
ขณะเดียวกันนางก็รีบกระเถิบมาที่ขอบเตียง
เอาตะกร้าเข็มกับด้ายของแม่ รวมถึงพวกผ้าที่ตัดเสื้อผ้าให้ซื่อจ้วงย้ายไปไว้ด้านข้าง นางเก็บของอย่างคล่องแคล่ว
ลู่พั่นหยุดอยู่ที่เดิม
สายตามองตามการเคลื่อนไหวของซ่งฝูหลิง
สายตาเดี๋ยวก็อยู่ที่ใบหน้าด้านข้างที่แดงระเรื่อของนาง
เดี๋ยวก็มองตามหลังซ่งฝูหลิง มองเส้นผมที่ระถึงเอวของนาง
มองผมยาวดำขลับของนาง ดูเหมือนนางจะสูงขึ้นหนึ่งกำปั้น
เฉียนเพ่ยอิงพูด “ฝูหลิง รีบไปชงชามาเร็ว” พลางเดินเข้ามา
ลู่พั่นรีบละสายตาจากซ่งฝูหลิงไปมองด้านข้างก่อนที่เฉียนเพ่ยอิงจะเข้ามา
“ลู่พั่น นั่งสิ ไอ๊หยา” เฉียนเพ่ยอิงพูดจบ ยังไม่ทันที่ซ่งฝูหลิงจะได้เตือน นางก็รู้สึกตัวได้ก่อนว่าตัวเองพลั้งปากพูดผิดไป
ปกติคุยกันส่วนตัวเรียกลู่พั่นๆ พอเจอตัวจริงเลยเผลอเรียกไปด้วย
ลู่พั่นมองเฉียนเพ่ยอิง “ท่านน้า เรียกข้าว่าหมินหรุ่ยได้หรือไม่ ชื่อรองของข้า หมินหรุ่ย”
เฉียนเพ่ยอิงยิ้มออกมาทันที หน้าแดงเล็กน้อย
นางก็เปิดใจ พูดไปตามตรง
“พ่อฝูหลิงเคยเตือนข้าหลายครั้งว่าห้ามเรียกชื่อตรงๆ มันไม่ดี…
…แต่พูดตามตรง ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ก็แค่ไม่ชินกับการเรียกว่าคุณชาย เรียกท่านแม่ทัพก็ฟังดูห่างเหินเกินไป…
…พออ้าปาก ก็หลุดเรียกชื่อตรงๆ ขอโทษด้วย เช่นนั้นข้า”
“ท่านน้า หมินหรุ่ย”
“ได้ หมินหรุ่ย นั่งสิ” เฉียนเพ่ยอิงเงยหน้ายิ้มให้เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่
คิดดูแล้วกัน ทั้งๆ ที่เหล่าซ่งก็ไม่ได้เตี้ย ปกติก็ไม่ได้รู้สึกว่าห้องนี้เล็ก
พอลู่พั่นมากลับรู้สึกเหมือนไปตรงไหนก็หมุนตัวไม่ได้
“ข้าดูแล้วเหมือนเจ้าจะผอมลง ได้ยินว่าบาดเจ็บใช่ไหม เป็นอย่างไรบ้าง อาการหนักด้วยใช่ไหม วันนั้นพ่อฝูหลิงยังแอบเป็นห่วงอยู่ บอกว่าไว้วันไหนเจ้ามาจะได้ถามไถ่อาการดู แต่ไม่ประจวบเหมาะ วันนี้เขาออกไปแต่เช้าแล้ว”
ลู่พั่นชี้ที่บาดแผล ตั้งแต่บ่าซ้ายมาจนถึงใต้รักแร้ขวา “ขี่ม้าไม่ได้”
“เช่นนั้นก็ต้องฟังคำท่านหมอ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวได้มีอาการหลงเหลือไปทั้งชีวิต อย่าเพิ่งรีบร้อนขี่ม้าเลยนะ”
“ท่านน้าไม่ต้องเป็นห่วงมากนัก ข้าดื่มยาทุกวัน”
“อ่อ เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
“ท่านอาล่ะ”
“วันนี้ท่านอาของเจ้าไปทำหนังสืออะไรก็ไม่รู้ ข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจ…
…เขาอยากเปิดร้านแบบมีแรงงานคน ประมาณว่ารับจ้างขนส่งของไปตามที่ต่างๆ…
…ก่อนหน้านี้ครอบครัวเรามีซื้อบ้านไว้หลายหลัง ที่อื่นก็มีหลายแห่ง เอาไว้เป็นที่แวะพัก…
…แล้วก็เรื่องสร้างบ้าน ฝูหลิงกับหมี่โซ่วเอาภาพเครื่องเรือนมาให้ดู ท่านอาของเจ้าตามใจสองคนนั้น ช่วยไม่ได้ นี่ก็เลยจะออกไปสั่งทำกับช่างไม้ด้วย…
…ทำเครื่องเรือนต้องสั่งทำล่วงหน้า ก็ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาเมื่อไหร่”
“ภาพอะไร ให้ข้าดูได้หรือไม่”
เฉียนเพ่ยอิงกับลู่พั่นอยู่ห่างกันหนึ่งเมตร นางนั่งที่ขอบเตียงพลางพูด “เขาเอาภาพแบบไปแล้ว ไม่เช่นนั้นไว้คราวหน้าได้ไหม”
พอได้ยินว่าคราวหน้า ดวงตาของลู่พั่นก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ได้”
หยุดเล็กน้อย จากนั้นก็เสนอความคิด “ไม่อย่างนั้น พรุ่งนี้ข้าจะส่งช่างไม้มาให้สองสามคน อย่าออกไปหาเลย จะได้ไม่เสียเวลา ให้พวกเขามาทำที่นี่”
เฉียนเพ่ยอิงรีบส่ายมือ “ไม่ต้องหรอก ยุ่งยากเกินไป ก่อนหน้านี้ท่านอาของเจ้ารู้จักกับใต้เท้าเว่ยที่พระคลังหลวง เห็นบอกว่าใต้เท้าคนนั้นช่วยหาช่างฝีมือดีให้แล้ว”
ซ่งฝูหลิงที่ต้มน้ำอยู่ข้างนอกรู้สึกแปลกใจมาก
ลู่พั่นอยู่กับแม่ของนางคุยเยอะไม่เบา ขัดกับภาพลักษณ์
ในขณะที่ซ่งฝูหลิงกำลังชงชาขู่ติงในกา ซุ่นจื่อที่อยู่ด้านนอกก็ตะโกนขึ้น “ฮูหยิน ฮูหยิน เนื้อกุ้งพวกนี้วางไว้ตรงไหนดีขอรับ”
เฉียนเพ่ยอิงรีบออกมา
พอออกมาดูก็ตกใจนิดหน่อย แม่สามี ลุงซ่ง และก็พวกบ่าวรับใช้ไปไหนกันหมดแล้ว
ซุ่นจื่อเลิกคิ้วในใจ
ท่านลุงซ่งถูกเขาไล่ไปนานแล้ว
บอกให้พาพวกเฉวียนจื่อไปช่วยสร้างบ้านที่ฝั่งนู้น
ส่วนท่านย่าหม่าน่ะ นั่นก็ต้องไล่ไปเหมือนกัน
ไม่อย่างนั้น อีกเดี๋ยวคุณชายออกมาเดินเล่น รอบตัวมีคนไม่เกี่ยวข้องเยอะแยะ แล้วแม่นางฝูหลิงจะเป็นคนนำทางได้อย่างไร อย่างไรเสียนางก็เป็นสตรี หากไม่ถึงคราวจำเป็น ห้ามไปข้างนอกกับบุรุษตามลำพัง
ด้วยเหตุนี้ ซุ่นจื่อก็เลยพูดกับท่านย่าหม่าว่า “ช่วยให้คนในหมู่บ้านมาพาม้าพวกนี้ไปกินได้หรือไม่ วิ่งมานานไม่ได้กินไม่ได้ดื่ม”
ฮี่ๆ พวกเขาขนของมาใช้รถม้าหลายคัน ม้าหลายตัวขนาดนี้ พวกคนไม่เกี่ยวข้องก็ต้องมาพาออกไปกินหญ้าทั้งหมด
ส่วนฮูหยิน มีเขาอยู่ ไม่มีทางได้อยู่ว่าง
“ฮูหยิน ดูสิ วิ่งมาตลอดทางมีส่วนที่เสียหายด้วย”
“นั่นสิ เสียดายลูกผีผาพวกนี้”
ซุ่นจื่อทำท่าตกใจ “ฮูหยินรู้จักลูกผีผาด้วยหรือ”
เฉียนเพ่ยอิงนั่งหน้าเข่ง เก็บลูกที่แตกออกมา คิดในใจ ข้าก็เคยกินหมดทั้งนั้นแหละ
แต่พอซุ่นจื่อบอกว่านี่เป็นผลไม้พระราชทาน เพิ่งเก็บออกมารอบแรก
ทางเหนือไม่เหมาะที่จะปลูก จึงถูกปลูกในโรงเพาะชำ เพิ่งเก็บออกมา ฮ่องเต้เลยพระราชทานให้คุณชายมาสี่เข่ง
คุณชายแบ่งลูกผีผาพวกนี้ให้เหล่าฮูหยินหนึ่งเข่ง ให้ฮูหยินหนึ่งเข่ง ให้บ้านท่านตาหนึ่งเข่ง ส่วนอีกหนึ่งเข่งเอามาที่นี่
ซึ่งก็หมายความว่า อันที่จริงคุณชายก็ไม่ได้กิน
เฉียนเพ่ยอิงเลยรีบกลืนคำพูดที่ว่านางเคยกิน นางตอบว่า “ข้าเคยเห็นในหนังสือที่ลูกสาวซื้อมา” กลัวว่าตัวเองที่ไม่มีความทรงจำของยุคโบราณจะพูดผิดไป อย่า ‘เอะอะก็เคยกิน’
“ฮูหยินรู้หนังสือด้วยหรือ”
“รู้นิดหน่อย” ไม่อย่างนั้นเมื่อก่อนเฝ้าพริกกับตอนนี้เฝ้าเหล่าซ่งอ่านหนังสือเบื่อจะตาย ถ้าไม่อ่านหนังสือจะให้ทำอะไร ที่นี่ก็ไม่มีละครให้ดูเสียหน่อย
หัวข้อสนทนานี้ทำให้ซุ่นจื่อรั้งตัวเฉียนเพ่ยอิงไว้ได้สำเร็จ
ทั้งสองคนทำงาน เอาของฝากทั้งหลายเก็บเข้าที่ ซุ่นจื่อก็ชวนเฉียนเพ่ยอิงคุย และก็ถือโอกาสบอกเป็นนัยๆ ว่าของที่คุณชายเอามาให้นี้ไม่ใช่ของที่จะหาซื้อข้างนอกได้ อย่าคิดว่าพวกมันเป็นของทั่วไป
“นกกระทานี่ ฮูหยิน มีแค่ฮ่องเต้ อ๋อง ครอบครัวแม่ทัพ ครอบครัวขุนนางใหญ่เท่านั้นถึงจะกินได้” เชื้อพระวงศ์ จวนผู้สำเร็จราชการ ชนชั้นเหล่านี้กินได้ ถ้าแม่นางฝูหลิงติดใจ ก็ต้องไปกินที่จวนผู้สำเร็จราชการแล้ว
เฉียนเพ่ยอิง ว่าอย่างไรนะ ในยุคปัจจุบัน เลือกร้านปิ้งย่างใต้ตึกสักร้านก็ย่างมาให้หนึ่งถาดแล้ว
“ฮูหยิน แตงหวานนี่ท่านเคยเห็นต้นของมันหรือไม่ นี่ก็เพิ่งเก็บมาเหมือนกัน รับรองหวานทุกลูก ข้าไปตักน้ำในบ่อมาล้างให้ท่านชิมหน่อยเป็นไง เหล่าฮูหยินในจวนชอบกินแตงหวานนี้มาก นายท่านตั้งใจทำสวนขนาดใหญ่สำหรับปลูกแตงหวานโดยเฉพาะเชียวนะ”
เฉียนเพ่ยอิงจะตอบอะไรได้ พูดได้เพียงว่า “ล้างมาสองลูกสิ เจ้าก็ชิมด้วย”
ซุ่นจื่อดีใจมาก รอให้พูดแบบนี้อยู่ ฮูหยินใจกว้างเหมือนท่านซ่งจริงๆ
กัดนึ่งคำ หวาน “ฮูหยิน ได้ยินว่านกคาบปากแดงก็คือหมายถึง ลูกหานเถา นกคาบมันไว้ในปากแล้วบินไป หานเถาก็หวานมากเหมือนกัน”
เฉียนเพ่ยอิงเหลือบมองในเข่ง อ๋า ที่แท้หานเถาก็คือเชอร์รี่หรอกเหรอ สมัยโบราณเรียกชื่อนี้ “เช่นนั้นก็ล้างมากินกัน ของแบบนี้วางทิ้งไว้นานไม่ได้ เอามาชิมให้หมด”
“อื้อ ได้เลยขอรับ”
ภายในบ้าน ลู่พั่นดื่มชาขู่ติง ฝืนกลืนลงคอ “…”
ซ่งฝูหลิงหลุบตาเล็กน้อย บ้านข้ามีชาต้าหงเผา ชาจินจวิ้นเหมย ชาเถี่ยกวนอิม แต่ให้เจ้าดื่มไม่ได้หรอก ข้อแรก เจ้าดื่มแล้วมันจะเปลี่ยนกลับมาไม่ได้อีก ข้อสอง เจ้าฉลาดเกินไป ดื่มเข้าไปเดี๋ยวก็ถามว่าเอามาจากไหน ดังนั้นดื่มอันนี้ไปแล้วกัน
“ในบ้านมีแค่นี้ แก้ร้อนในได้ ถ้าคุณชายลู่ไม่ชิน ข้าเปลี่ยนเป็นนมดีหรือไม่”
“ฝูหลิง ออกไปเดินเป็นเพื่อนข้าหน่อย” ทันใดนั้นลู่พั่นก็พูดขึ้น
ฝูหลิงเหรอ
ซ่งฝูหลิงรู้สึกแปลกๆ พิกล “…”
และยิ่งแปลกเข้าไปอีกเมื่อออกจากบ้านไป แม่ของนางที่ถูกซุ่นจื่อพูดเตือนได้กำชับนางว่า “ใช่ อย่าเอาแต่อยู่ในบ้านเลย พาคุณชายไปดูกำแพงฝั่งนู้นสิ ปู่ทวดกับย่าของลูกไม่อยู่ แม่ยุ่งอยู่ เจ้าพาไปสิ”
ส่งนางไปกับลู่พั่น
ตอนลู่พั่นเดินผ่านรถม้าที่นั่งมาได้หยิบกระเป๋าเป้ขึ้นมาสะพายที่บ่า ในนั้นมีของขวัญอยู่
ซ่งฝูหลิงมองเขา แล้วก็มองอีกทีอย่างรวดเร็ว
ลู่พั่นที่ถูกมองสองครั้งนี้ ดูภายนอกเหมือนปกติ แต่ในใจกลับเขินอย่างบอกไม่ถูก
เขาเลียนแบบอาซ่ง บอกให้ช่างตัดเย็บทำกระเป๋าสะพายบ่าให้โดยเฉพาะ
เขารู้สึกว่าสะพายแล้วสะดวกดี จะได้ไม่ต้องมีเสียงกรุ๊งกริ๊งที่ช่วงเอว ทั้งยังใส่ของได้เยอะ
ซ่งฝูหลิงรักษาระยะห่างกับเขาสองเมตรอยู่ตลอด ชี้สะพาน ชวนคุยไปเรื่อย จะให้เดินอย่างเดียวก็ไม่ได้หรือเปล่า หันกลับไปยิ้มพลางพูดเตือน “คุณชายลู่ ขึ้นสะพานสิ ขึ้นสะพานก็จะเห็นกำแพงแล้ว”
ขณะที่กำลังคิดว่าอีกเดี๋ยวขึ้นสะพานไป นางก็จะอธิบายความคืบหน้าในการสร้างบ้าน แต่กลับไม่นึกว่าคำพูดของคุณชายท่านนี้จะทำให้นางสะอึก
ลู่พั่นบอกว่า “ข้าไม่ขึ้นสะพาน”