ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 595-1 เคมีเข้ากัน
ตอนที่ 595-1 เคมีเข้ากัน
พอซุ่นจื่อออกมาจากห้องก็รีบจัดการทันที
เรียกบ่าวรับใช้ในเรือนคุณชายที่ปากปิดสนิทและรู้หนังสือเข้ามาสองสามคน “ไป รีบไปหาหนังสือเรื่องเล่าแบบที่ผู้ชายทำขายหน้าต่อหน้าผู้หญิงมา”
“ท่านซุ่นจื่อ เอาแบบขายหน้าอย่างไรหรือขอรับ”
ซุ่นจื่อนับนิ้ว
“พาสาวออกไปข้างนอก สีหน้ากระอักกระอ่วน ควักเงินไม่มีจ่าย อายจนหูเหอแดงไปหมด…
…ทำเป็นขี้โม้ต่อหน้าสาว แต่กลับถูกแฉคาที่…
…อยากแสดงพลังของชายชาตรี แต่กลับใช้แรงป่าเถื่อนทำลายข้าวของของผู้หญิง…
…ถูกแม่ไล่ตี หยิกหู แต่ผู้หญิงกลับบังเอิญมาเห็นพอดี…
…เอาเป็นว่า ตกน้ำ สะดุดหน้าคว่ำ มีผักติดฟัน ถอดรองเท้าขึ้นเตียงแต่ถุงเท้ากลับเป็นรู อยู่ๆ เสื้อผ้าก็ขาดแคว่ก พยายามอวดเก่งต่อหน้าสาว แต่กลับสอบไม่ผ่านแม้แต่ซิ่วไฉ อะไรซวยๆ ทั้งหลายแหล่ เอาแบบนั้นแหละ”
พวกบ่าวรับใช้ฟังแล้วก็งง
ท่านซุ่นจื่อ พวกเราแค่อยากถามว่า ท่านไปหาอ่านมาจากที่ไหน
ซุ่นจื่อปาดเหงื่อบนศีรษะ คิดในใจ “ข้าก็พูดมั่วไปเช่นนั้นแหละ
“เข้าใจหรือยัง อย่างช้าพรุ่งนี้บ่ายต้องเอามาให้ข้า ยิ่งเยอะยิ่งดี”
“ขอรับ”
พวกบ่าวรับใช้รีบออกไปทางประตูมุมของจวนผู้สำเร็จราชการ อยากอาศัยตอนที่ฟ้ายังไม่มืดสนิทไปค้นหาหนังสือทั้งหมดที่เกี่ยวกับผู้ชายขายหน้าในร้านหนังสือทุกแห่งของเมืองเฟิ่งเทียน
ค้นแล้ว ค้นอีก
ย่อมมีเถ้าแก่ของร้านหนังสือแบบนั้น สวมเสื้อคลุมถือตะเกียงมาแอบถาม “ทำไมจะเอาหนังสือแบบนั้น เอาเท่าไหร่”
“มีเท่าไหร่ข้าก็เอา ไม่ต้องพูดเรื่องเงิน นั่นเป็นเรื่องรอง มีหรือเปล่า”
มีเถ้าแก่ของร้านหนังสือเล็กๆ ที่ชื่อว่า ‘ร้านเป่าเหวิน’ พอได้ยินคำพูดยืนยันแบบนั้น หลังจากส่งบ่าวรับใช้ของจวนผู้สำเร็จราชการไปแล้วก็รีบปิดร้านถือโคมไฟไปเคาะประตูที่ถนนด้านหลังที่ไม่ไกลจากที่นี่
“เจ้าหยางรอง เจ้าหยางรอง”
มีเด็กหนุ่มหน้าตาดีเดินออกมาเปิดประตู เขาเป็นลูกคนที่สอง หยางรอง ซึ่งก็คือ ‘เอี้ยคัง’ ที่เฉียนเพ่ยอิงเคยบอกว่าหล่อ
เถ้าแก่ร้านหนังสือบอกเขาว่าไม่ต้องคัดลอกหนังสือหาเงินแล้ว บอกว่าตอนนี้มีงานที่ดีกว่า
“…ข้ารู้ว่าเจ้าร้อนเงินเพื่อเอาไปสอบ ไหนจะซื้อกระดาษซื้อหมึก ต้องใช้เงินทั้งนั้น อยากลองดูไหม…
…แต่ว่างานด่วนนะ เจ้าต้องวางเรื่องท่องตำราในมือเสียก่อน อดหลับอดนอนคืนนี้ อย่างช้าพรุ่งนี้บ่ายต้องส่งมอบแล้ว…
…ถ้าเกิดเป็นที่ถูกใจแล้วเอาไป เจ้าอดนอนหนึ่งวันหนึ่งคืนนี้อย่างน้อยๆ ก็ได้หนึ่งตำลึงสองตำลึงแล้ว คุ้มมาก”
‘เอี้ยคัง’ ยกมือคารวะขอบคุณในน้ำใจของเถ้าแก่ก่อน จากนั้นถึงขยับเข้าไปใกล้เพื่อฟังเงื่อนไข
เขากลับเข้าห้องเริ่มฝนแท่งหมึก
‘เอี้ยคัง’ นั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ กำลังครุ่นคิดว่าจะเขียนงานตามสั่งนี้อย่างไรดี
เวลาหนึ่งคืนกับอีกครึ่งวัน เขียนเรื่องเล่าออกมาได้ไม่ยาวนัก
แถมยังมีเงื่อนไขที่ว่า ผู้ชายต้องขายหน้าต่อหน้าผู้หญิง
อยากให้เรื่องสั้นนี้ถูกซื้อไปอย่างราบรื่น ถือเป็นการทดสอบฝีมือการเขียน
ถ้าอย่างนั้นเขาควรเขียน ‘เรื่องอับอาย’ อย่างไรดี
สมองของ ‘เอี้ยคัง’ ปรากฏภาพของซ่งฝูหลิงในวันนั้นทีละนิดๆ
วันนั้นที่ร้านหนังสือ อยู่ๆ ก็มีสตรีนางหนึ่งมา
อันที่จริงเขาเห็นตั้งแต่นางเพิ่งขึ้นมาที่ชั้นสองแล้ว แค่มองปราดเดียวก็ตะลึง
ภายใต้แสงไฟจากตะเกียง ‘เอี้ยคัง’ ขยับพู่กัน เริ่มเขียนตั้งแต่แรกเห็น
เขียนว่าใบหน้าด้านข้างของสตรีคนนี้กำลังอ่านหนังสืออย่างจริงจัง แค่นางขยับเพียงเล็กน้อยก็ชวนให้หัวใจของเขาสั่นไหวได้
พอนางเก็บของเดินออก เขาก็รีบตามไปทันที
เห็นนางพูดพร้อมรอยยิ้มกับผู้หญิงที่อยู่ข้างกาย นางแต่งตัวเป็นชาย กระโดดขึ้นรถม้าอย่างคล่องแคล่ว ชั่วขณะที่หวดแส้เขาก็ยิ่งควบคุมหัวใจไม่ให้เต้นแรงไม่ได้
เขาแบกหนังสือที่หนักอึ้งวิ่งตามด้านหลังรถม้า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามไม่ทัน เห็นเพียงนางสะบัดแขนเสื้อควบม้า เขาเหลือเพียงเหงื่อท่วมศีรษะ
เมื่อกลับถึงบ้านก็ได้ยินแม่กำลังถูกพี่สะใภ้บ่นอยู่พอดี
บ่นว่าช่วงหลายปีมานี้ลำบากยากเข็ญขนาดไหนในการส่งเขาเรียน
ถามว่าทำไมไม่ตอบตกลงสกุลเจิงที่กำลังหาลูกเขยอยู่
ถึงแม้สตรีแซ่เจิงผู้นั้นจะไม่ค่อยสวย แต่สกุลเจิงร่ำรวย อย่ามัวแต่สนเรื่องศักดิ์ศรี
ต่อให้วันหน้าถูกใจลูกสาวของบ้านที่มีหน้ามีตาหน่อย แต่จะแค่อาศัยเงินรับจ้างซักผ้าไปสู่ขอหรือ มีไม่พอหรอก ต่อให้เขาดีกว่าคนแถวนี้ แต่พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็ไม่มีทางตอบตกลง แล้วนับประสาอะไรกับที่เขาไม่ได้ดีเลิศเลอเท่าใดนัก
ท่านแม่โมโหจนผมหงอก “เจ้าจะบ่นข้าไม่เป็นไร แต่อย่ามาว่าลูกชายข้า ลูกชายข้าไม่ดีตรงไหน”
“ลูกชายคนรองของท่านทะเยอทะยาน พวกเราเป็นแค่ชาวบ้านตัวเล็กๆ จะออกเรือนหรือแต่งเมียมันก็แค่การหาคู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกันไปตลอด แล้วเขาล่ะ บ้านเราฐานะแบบนี้ ควรจะทำเพื่อปากท้อง เขาล่ะ มัวแต่เจ้าบทเจ้ากลอน”
วันต่อมา คำพูดของพี่สะใภ้ก็ถูกพิสูจน์ว่าเป็นจริง เขาทะเยอทะยาน
สตรีที่ทำให้หัวใจเต้นแรงครั้งแรกหาใช่สตรีทั่วไปไม่ นางถูกเชิญขึ้นชั้นสามอันเลื่องลือของร้านหนังสือ
ได้ยินว่าในนั้นมีหนังสือหายากที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนจำนวนมาก และไม่เปิดให้คนนอกได้เข้า
ทุกครั้งที่เขาขึ้นชั้นบนมักจะมองชั้นสามที่ห่างกันแค่ชั้นเดียวด้วยความปรารถนา
ดังนั้น ตอนนั้นที่เถ้าแก่มาเก็บม้วนหนังสือไป เขารู้ว่าจะเอาไปให้แม่นางคนนั้นอ่านคนเดียว จึงไม่ได้ถามอะไร
เขาเห็นเถ้าแก่ส่งนางกลับด้วยความนอบน้อม ได้สัมผัสเพียงพู่กันหัวบานที่อยู่ในมือ
‘เอี้ยคัง’ เขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้ลงบนกระดาษ เขาไม่ได้จงใจเขียนเรื่องอับอาย
แต่กลับเขียนว่า เพราะชาติกำเนิด เป็นชายที่ ‘ยากจน’ จึงทำอะไรไม่ได้เมื่อเจอสตรีที่ถูกใจ ด้วยความต่ำต้อยจึงอยากปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองมากกว่า
ในเวลาเดียวกัน
ภายใต้แสงเทียน ลู่พั่นทนนอนคว่ำต่อไปไม่ไหวแล้ว เขาหลับตาแสร้งทำเป็นหลับอยู่สักพัก แต่กลับไม่มีความง่วงเลยสักนิด
สมองของเขาเดี๋ยวก็ปรากฏใบหน้าของพั่งยา ขมวดคิ้ว สงสัย งุนงง ยิ้มอย่างสุภาพขณะรินน้ำชาให้เขา มองเขาที่กลืนไม่ลงแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย รวมถึงสายตาสำรวจที่มองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
สักพักสมองก็ตัดภาพไปที่ตอนเขาวิ่งหนี
นึกเสียใจทำไมตอนนั้นตัวเองถึงวิ่งหนี
คล้ายกับเป็นสัญชาตญาณ พอนางเอ่ยคำว่า ‘ไม่’ เขาก็รู้แล้วว่าหมายถึงไม่เอาของขวัญ เท้าก็วิ่งออกทันทีโดยไม่ฟังคำสั่ง เฮ้อ
แล้วก็ท่าทางของนางตอนโกรธ
“ท่านล้อข้าเล่นเหรอ”
“ลู่หมินหรุ่ย ข้าจะโยนกระเป๋าทิ้งน้ำ”
ลู่พั่นร้อนตัวอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกหงุดหงิด
เขาฟุบอยู่บนหมอน กำหมัดยันเตียงลุกขึ้นมา นอนต่อไม่ไหวแล้ว
อ่านหนังสือแล้วกัน
โลกนี้มันช่าง จริงๆ เลย
มีแค่การอ่านหนังสือ ทำสิ่งของ สู้รบ ถึงจะเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด
อ่านไปอ่านมาลู่พั่นก็ตั้งสมาธิได้ จริงจังน่าดู
อีกทั้งหนังสือที่เขาอ่านอยู่ไม่ใช่หนังสืออ่านทบทวนสำหรับสอบซิ่วไฉหรือสอบจวี่เหริน แต่เป็นหนังสือเกี่ยวกับปัญหาบ้านเมืองที่สูงกว่าหนึ่งขั้นหรือแม้กระทั่งสองขั้น
ส่วนกังวลเรื่องสอบซิ่วไฉกับสอบจวี่เหรินหรือไม่ นั่นก็แค่ทางผ่านมิใช่หรือ เขาคิดว่าตัวเองสามารถเดาแนวข้อสอบได้มากมาย