ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 600-1 ข้านอนที่จวนผู้สำเร็จราชการ
ตอนที่ 600-1 ข้านอนที่จวนผู้สำเร็จราชการ
ซ่งฝูเซิงขมวดคิ้วเล็กน้อยเดินเข้ามาในบ้าน
เฉียนเพ่ยอิงถามว่าเป็นอะไร ใครมาหาอีก แต่ห้ามไปกินเหล้าแล้วนะ
“ไม่ได้มาหาข้าหรอก เมื่อครู่คนของจวนผู้สำเร็จราชการมาบอกว่า ท่านแม่ถูกดึงตัวไว้ที่นั่น วางใจได้ เห็นว่าจะให้อยู่กินข้าวเย็นก่อนค่อยพากลับมาส่ง”
เฉียนเพ่ยอิงยัดฟืนเข้าเตา รีบยืนขึ้น “ทำไมไปที่นั่นล่ะ ไหนว่าไปพบคุณหนูสาม”
“คุณหนูสามมีธุระด่วน เหล่าฮูหยินของจวนผู้สำเร็จราชการคงเห็นว่าท่านแม่อายุมากแล้ว ไม่อยากให้มาเสียเที่ยว อายุเยอะเหมือนกันพอดี พอคุยกันได้ก็เลยเรียกเข้าไป”
สองสามีภรรยาคุยกันระหว่างเดินเข้าห้อง
พอเข้าไปในห้องซ่งฝูเซิงก็นั่งที่ขอบเตียง รู้สึกไม่สบายใจ
“ท่านแม่ไปที่แบบนั้น จะพูดเหลวไหลหรือเปล่า กลัวจะทำเสียมารยาท”
เฉียนเพ่ยอิงเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนพลางพูด
“วันๆ ท่านแม่ตะโกนคุยจนชิน ไม่เคยไว้หน้าใครทั้งนั้น กลัวจะไปทำใส่คนที่นั่น…
…บ่าวรับใช้ของจวนใหญ่โตแบบนั้น ได้ยินว่าฉลาดมาก เลือกปฏิบัติ…
…แถมท่านแม่ยังนิสัยโผงผาง กลัวจะไปต่อปากต่อคำกับพวกบ่าวรับใช้ พูดไม่ดีขึ้นมาเดี๋ยวได้ขายหน้า”
ในละครเป็นแบบนั้น บ่าวรับใช้บางคนไม่ธรรมดา ชอบดูถูกคนยิ่งกว่าพวกเจ้านายเสียอีก
ในที่สุดซ่งฝูหลิงก็หยุดเขียน เหลวไหลไปกันใหญ่แล้ว
“ท่านพ่อท่านแม่ หยุดว่าท่านย่าของลูกนะ…
…ท่านย่าไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น…
…นางมีหัวใจที่รักความก้าวหน้า…
…ท่านย่าของลูกก็เป็นคนที่รู้จักชื่นชมกับสิ่งสวยงาม รู้จักวางตัวเหมือนกัน…
…ขอเพียงแต่จวนผู้สำเร็จราชการไม่เอาทองมากองเต็มห้องให้ท่านย่าเยี่ยมชม ท่านย่าก็ไม่มีมาดหลุดหรอก”
ท่านย่าหม่าไม่รู้หรอกว่าทำบรรดาลูกชายลูกสะใภ้ตกใจขนาดไหน
พอทุกคนได้ยินว่าท่านย่าหม่าไปเป็นแขกที่จวนผู้สำเร็จราชการก็เริ่มสบประมาทนางสารพัด
ถ้าเวลานี้ท่านย่าหม่ามาได้ยิน จะต้องพูดแน่ว่า “มิน่าพวกเจ้าถึงเป็นได้แค่ ‘คนผ่านทาง’ ในใจข้า ที่ข้าเอ็นดูหลานสาวคนเล็กเป็นพิเศษมันก็มีสาเหตุอยู่หรอกนะ”
…
ตอนที่ยื่นมือออกไปชี้ทิวทัศน์ที่งดงาม ก็เผยให้เห็นนิ้วเรียวงามกับสร้อยข้อมือมุกขององค์หญิงใหญ่
นางสวมชุดธรรมดา เครื่องประดับที่สวมใส่ก็เป็นแบบเรียบง่าย นี่ถือว่าถ่อมตัวมากแล้ว
อีกทั้งหลังออกมาจากห้องชมดอกไม้ก็พาท่านย่าหม่าเดินเล่นในสวน องค์หญิงใหญ่บอกให้ท่านย่าหม่าเดินเคียงข้างกัน เวลาพูดก็ใช้คำว่า ‘พวกเรา’
คนสูงวัยอย่างพวกเรา คนที่เป็นย่าแล้วอย่างพวกเรา
ใช้คำเรียกมาเติมเต็มช่องว่างระหว่างชนชั้นของนางกับท่านย่าหม่า
ส่วนท่านย่าหม่าก็ยิ้มคุยอย่างเป็นธรรมชาติ เดินเหลื่อมไปด้านหลังขององค์หญิงใหญ่ครึ่งก้าว
ด้านหลังตามมาด้วยเกี้ยวสองหลังกับสาวใช้กลุ่มหนึ่ง มีคนจำนวนมากขนาดนี้มองนางอยู่ แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร
ท่านย่าหม่ามีความรู้สึกมั่นใจมาตลอด
นั่นเป็นสิ่งที่หลานสาวคนเล็กคอยเติมให้ชีวิตนางอย่างไม่หยุดหย่อน
หรือบางทีอาจเป็นสิ่งที่เติบโตขึ้นในใจของนางเอง
นั่นก็คือ
องค์หญิง ฮูหยินของผู้สำเร็จราชการ ท่านใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไม่เคยต้องทุกข์ร้อนเรื่องกินนอน
ส่วนข้ามีชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ทำสวนยังไง เป็นเสาหลักให้ลูกๆ ผ่านช่วงชีวิตที่ลำบากมาได้ยังไงทั้งที่ตัวเองเป็นหญิงหม้าย เร่ขายขนม เข้าซอยนั้นออกซอยนี้ พาพวกผู้หญิงในหมู่บ้านช่วยกันทำอิฐนมส่งไปให้ทหารแนวหน้า ทั้งหมดนี้คือชีวิตที่ข้าประสบมา
“จวนผู้สำเร็จราชการแห่งนี้ มันถูกเรียกแบบนี้ แท้จริงแล้วก็คือบ้านหลังหนึ่ง…
…เหมือนชาวบ้านอย่างพวกท่าน…
…เพียงแต่ข้ากลับไม่สามารถออกไปเดินเล่นข้างนอกได้ตามใจเหมือนกับพวกท่าน…
…บางครั้งยังไม่มีอิสระเท่าพวกท่าน…
…ก็เลยต้องสร้างบ้านให้ใหญ่หน่อย เพื่อให้ข้ามีที่ให้เดินเล่น มีทิวทัศน์เยอะหน่อย ข้าจะได้ไม่รู้สึกเสียดายที่ออกไปข้างนอกไม่ได้”
องค์หญิงใหญ่ชี้บอกให้ท่านย่าหม่าดูน้ำพุขนาดเล็กที่อยู่บนภูเขาจำลอง
ปากท่านย่าหม่านั้นพูดว่า “สวยมาก ได้ยินเสียงน้ำไหลก็รู้สึกเหมือนฤดูใบไม้ผลิมาแล้ว” แต่ในใจกลับคิดว่า ก้อนหินพวกนี้ เอาไปสร้างบ้านได้ตั้งกี่หลัง
เห็นแม่น้ำ สระขนาดใหญ่ ไกลสุดลูกหูลูกตา บนนั้นยังมีเรือหินจอดอยู่หนึ่งลำ ท่านย่าหม่ายืนอยู่บนสะพาน แบบนี้ต้องเลี้ยงเป็ดเลี้ยงห่านเยอะหน่อย เลี้ยงปลาก็ได้ เลี้ยงปลา
องค์หญิงใหญ่ยิ้มพลางชี้ไปที่ริมสะพาน
“ไป พวกเราลงสะพานกัน ไปนั่งที่ศาลารับลมทางด้านนั้น”
ทั้งยังบอกท่านย่าหม่าว่า
“ข้าน่ะ ชอบฤดูนี้มาก ถ้าไม่ไปนั่งเรือก็จะนั่งจิบชาที่ศาลาแห่งนี้ ฟังเสียงขลุ่ยจากทางด้านนั้น ต้องอยู่คนละฝั่งด้วยนะ เสียงลอยมาจากไกลๆ ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ฟังแล้วรู้สึกสบายใจดี”
ท่านย่าหม่ายิ้มพลางบอกองค์หญิงใหญ่ว่า “ข้าน้อยก็ชอบแบบได้ยินมาจากที่ไกลๆ เหมือนกัน ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง…
…ตอนนี้กำลังสร้างบ้านกันอยู่…
…บ้านเดิมที่เคยอยู่ถูกรื้อหมดแล้วยกเว้นห้องทำขนม ครอบครัวลูกสามของข้าน้อย ก็เลยย้ายเข้าไปอาศัยในหมู่บ้านชั่วคราว…
…บ้านที่เขาอยู่ไม่ไกลจากบ้านที่ข้าน้อยไปขอยืมอาศัย…
…เย็นวันหนึ่ง ข้าน้อยได้ยินสะใภ้สามเป่าขลุ่ยน้ำเต้า มีแต่เพลงที่ไม่เคยได้ยิน…
…ก็ไม่รู้เพราะอะไร ข้าน้อยเลยรีบยกโต๊ะออกไปนั่งที่ลานบ้าน เทเหล้ากินอยู่คนเดียว…
…นางเป่ามาจากทางนั้น ก็ไม่รู้ว่าเป่าไปกี่เพลง แต่ทางข้าน้อยนั่งจิบเหล้าไปฟังเสียงขลุ่ยของนางไป นิ้วก็เคาะโต๊ะเบาๆ หึหึ”
“หืม สะใภ้สามของท่านก็เก่งในเรื่องดนตรีด้วยหรือ”
ท่านย่าหม่าถ่อมตัว “ไม่เชิงเก่งอะไร ก็แค่เล่นเป็นนิดหน่อย ลูกสามของข้าน้อยเป็นผู้มีการศึกษาเล่าเรียน เลยพอรู้บ้าง ครอบครัวฝั่งพ่อแม่ของสะใภ้สามค่อนข้างมีฐานะ ก็เลยคงพอเข้าใจบ้าง หลานสาวคนเล็กของข้าน้อยเก่งกว่าพ่อแม่ของนางหน่อย”
เฉียนเพ่ยอิง ขอบคุณที่ท่านถ่อมตัว เม้าท์กัน ทำไมเม้าท์มาถึงข้าได้ล่ะ
ที่นางเรียนขลุ่ยน้ำเต้าเป็นเพราะได้โปรโมชั่นต่างหาก
ตอนนั้นวันหยุดสุดสัปดาห์ต้องพาลูกสาวไปเรียนเปียโน รอทีก็หลายชั่วโมง นั่งหาวแล้วหาวอีก
คุณครูของที่นั่นเลยถามว่า “คุณแม่อยากเรียนอะไรหน่อยไหมคะ ผู้ปกครองบางคนมาเฝ้าลูกก็เลยถือโอกาสเรียนไปด้วย ไม่อย่างนั้นรออยู่ด้านนอกก็เบื่อเปล่าๆ ถ้าคุณแม่เรียนจะมีส่วนลดค่าเรียนให้ด้วยค่ะ”
เพราะแบบนี้ นางก็เลยเรียนขลุ่ยน้ำเต้า คิดว่าซื้อขลุ่ยน้ำเต้าก็ยังถูกกว่าเครื่องดนตรีชนิดอื่น
ส่วนเพลงที่เล่นได้ก็มีอย่างเช่น ฤดูใบไม้ผลิของแคว้นเหนือ ความรักของสตรี ไผ่หางหงส์ใต้แสงจันทร์ ทางใต้ของเมฆหลากสี หัวใจเย้ายวน
ส่วนเพลงอื่นลืมไปนานแล้ว สองสามปีหลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่านางเอาขลุ่ยน้ำเต้าไปยัดไว้ที่ตู้ไหนแล้ว
ปรากฏว่าวันนั้น เหล่าซ่งเข้าไปในพื้นที่พิเศษช่วยนางหาของ หยิบออกมาจากซอกมุม อยากให้นางเป่าให้ได้ บอกว่าอ่านหนังสือน่าเบื่อ อยากผ่อนคลายหน่อย
ส่วนท่านย่าหม่าที่ได้ยินเพลงในวันนั้น ยังมีแอบวิ่งมาชะเง้อตรงหน้าบ้านลูกชายคนสาม มองด้านหลังเฉียนเพ่ยอิงที่กำลังเป่าขลุ่ยน้ำเต้า ทันใดนั้นนางก็รู้สึกว่า มิน่าเจ้าสามกับเมียถึงได้รักใคร่กันดี
ลองคิดดูดีๆ เฉียนซื่อมีคำพูดคำจาดี ทำงานก็ใช้ได้ ใจกว้าง ไม่เคยหาเรื่องชวนทะเลาะเหมือนผู้หญิงคนอื่นในหมู่บ้าน
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีท่าทางอวดดีแบบพวกคุณหนูใหญ่หรือสาวใหญ่ของครอบครัวร่ำรวย
เฉียนซื่อใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นจริง ถือจอบถือเสียมได้ ทนความลำบากไหว การเอาอกเอาใจก็ไม่แพ้พวกผู้หญิงที่ร้องรำทำเพลงพวกนั้น
วันนั้นท่านย่าหม่าก็เลยได้อาศัยเสียงดนตรี อาศัยเหล้า วิเคราะห์สิ่งต่างๆ มากมาย เดี๋ยวก็ดีใจ เดี๋ยวก็โศกเศร้า เดี๋ยวก็หัวเราะออกมาอย่างสบายใจ