ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 599 ขอแค่ไม่ต้องรู้สึกละอายใจไปร้อยปี
ตอนที่ 599 ขอแค่ไม่ต้องรู้สึกละอายใจไปร้อยปี
บ่าวรับใช้ของจวนผู้สำเร็จราชการล้วนผ่านการฝึกมาแรมเดือนแรมปี
ก่อนที่บ่าวรับใช้ทุกคนจะเริ่มทำงานจริงล้วนเคยถูกสั่งสอนว่า
“การกระทำทุกอย่างของพวกเจ้าล้วนเป็นตัวแทนของจวนผู้สำเร็จราชการในสายตาของคนนอก…
…ไม่ว่าจะอยู่ข้างนอก หรือมีแขกมาที่จวน เมื่อพวกเจ้ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหรือเผยให้เห็นสีหน้ายิ้มเยาะ คนที่น่าขบขันหาใช่ใครอื่น แต่เป็นหน้าตาของจวนผู้สำเร็จราชการ”
อีกทั้งในส่วนควบคุมดูแลบ่าวรับใช้ยังได้มีการตั้งรางวัลและลงโทษ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่ท่านย่าหม่ามาครั้งนี้
แต่ละเรือนจะมีการอบรมสั่งสอนเป็นพิเศษ นี่คือแขกที่เหล่าฮูหยินต้องการเจอ
คำสำคัญคือ ‘เหล่าฮูหยิน’
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าแขกที่มาจะแต่งตัวอย่างไร พูดอะไร ก็ยังคงเป็นแขกสำคัญ
เก็บความคิดที่ไม่ถูกไม่ควรของพวกเจ้าไปเสีย แล้วปรนนิบัติด้วยความระมัดระวัง
ท่านย่าหม่านั่งนิ่งอยู่บนเกี้ยว
แต่ต่อให้เกี้ยวมั่นคงแค่ไหนก็ยังมีกระท่อนกระแท่นบ้าง เพราะอย่างไรก็ใช้คนหาม
ถ้าตอนนี้บนศีรษะของนางมีเครื่องประดับก็คงจะแกว่งไปมา แต่ว่านางไม่มี
นางสวมเสื้อสีกรมท่า กระโปรงจับจีบสีน้ำตาล รองเท้าผ้าสีดำแบบที่สตรีชาวสวนใส่ ผมหวีเรียบมันเงา
หญิงรับใช้สูงวัยที่เป็นหัวหน้าดูแลสองคนขนาบซ้ายขวาด้วยท่าทางเดินคุ้มกันไปส่งท่านย่าหม่า
ด้านหลังของพวกนางสองคน มีสาวใช้ที่แต่งตัวแบบเดียวกันจำนวนสิบสองคน
ขบวนเกี้ยวนี้ เมื่อเดินผ่านเรือนอื่นระหว่างทางไปเรือนของเหล่าฮูหยิน ไม่ต้องสนว่าจะผ่านตรงไหน บรรดาเด็กรับใช้ติดตาม สาวใช้ บ่าวรับใช้ชาย หญิงรับใช้สูงวัย ใครก็ตามที่พบเห็นต่างต้องหยุดทำความเคารพแล้วหลีกทางให้
ส่วนท่านย่าหม่าที่นั่งอยู่บนเกี้ยวก็ทำให้หญิงรับใช้สูงวัยสองคนนี้รู้สึกชื่นชม
หญิงรับใช้สูงวัยสองคนนี้เป็นหัวหน้างานของเรือนเหล่าฮูหยิน อยู่ภายใต้การควบคุมของฉินหมอมอ
ทั้งสองคนสังเกตเห็นว่า ไม่ว่าท่านย่าหม่าจะเห็นใคร เห็นทิวทัศน์แบบไหน ก็ไม่ได้มองด้วยความอยากรู้อยากเห็น นั่งอย่างสง่างามอยู่บนเกี้ยว หลังเหยียดตรง มองตรงไปข้างหน้า
ไม่หรอก พวกเจ้าอาจเข้าใจผิดแล้ว
ท่านย่าหม่าอยากมองสำรวจใจจะขาด อยู่มาจนอายุปูนนี้แล้วยังไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้
จวนผู้สำเร็จราชการ ผู้สำเร็จราชการ
แต่ว่านางยุ่งอยู่
กำลังใช้ความคิด ยุ่งยิ่งกว่าขามาเสียอีก มีเวลาสำรวจที่ไหนกัน
ระหว่างทาง
ข้าเป็นใคร ข้าอยู่ที่ไหน
เมื่อครู่พวกนางพูดว่าอีกเดี๋ยวข้าจะได้เจอใครนะ
ข้าไปเจอองค์หญิง แล้วต้องเรียกว่าอะไร
ไอ๊หยา ข้าไม่รู้แม้แต่คำเรียกอีกฝ่าย นั่นสิ ข้าจะเรียกว่าองค์หญิงได้อย่างไร
ไว้กลับไปต้องให้หลานสาวคนเล็กช่วยสอนเสริมแล้ว หลักๆ เอาเรื่องที่เวลาเจอคนแต่ละระดับต้องเรียกอย่างไร ดูซิ ตอนนี้อยู่บนเกี้ยวทำตัวไม่ถูกแล้ว งงไปหมด
อีกอย่าง สะใภ้เล็กสกุลสวี่บอกว่า องค์หญิงต้องการคุยกับนางด้วย
ท่านย่าหม่ากลุ้มใจอย่างหนัก
คุยอะไรล่ะ องค์หญิงเกิดนึกครึ้มยังไม่เท่าไหร่ แต่สร้างความลำบากให้นางเหลือเกิน เราจะปล่อยให้องค์หญิงเป็นฝ่ายชวนคุยก่อนไม่ได้
เช่นนั้นคุยเรื่องเมื่อก่อนดีไหม
แต่ชีวิตเมื่อก่อนก็ซ้ำกันทุกวัน วันๆ ก็ขุดดิน ขุดแล้วขุดอีก ชะตากรรมเหมือนวัวสีน้ำตาลในหมู่บ้าน จะเงยหน้าก้มหน้าก็ต้องทำงาน
เล่าเรื่องลี้ภัยเหรอ
ลี้ภัยยิ่งไม่มีอะไรให้พูด
เหมือนเอาตะกร้าสานไปตักน้ำ ทิ้งบ้านทิ้งที่นาหนีออกมา อีกอย่าง นั่นเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจตรงไหน
เช่นนั้นอดีต เรื่องที่แล้วมา เล่าไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าไม่ไหวก็เล่าเรื่องจินตนาการถึงในอนาคตแล้วกัน
วันหน้านางอยากมีชีวิตที่ร่ำรวย อย่างน้อยก็มีเสบียงกักตุนในบ้านที่กินได้ถึงสองปี แบบนั้นต่อให้เกิดภัยพิบัติก็ไม่ต้องกลัวแล้ว
มีเงินไม่ขาดมือ เงินเหลือใช้พวกนี้ นางต้องการเยอะมาก
เยอะถึงขั้นที่ว่าสร้างบ้านหลังใหญ่ที่โอ่อ่าเสร็จ มีร้านค้าในเมือง ครอบครัวก็ยังมีเรือกสวนไร่นาอีกมากมาย อยากซื้อเครื่องประดับสักกล่องให้ตัวเองก็ไม่ต้องเสียดาย
เวลาพวกหลานสาวออกเรือน หรือแต่งหลานสะใภ้เข้ามา ตอนที่มาคำนับให้นาง นางที่เป็นผู้อาวุโสก็จะเปิดกล่องแล้วมอบเครื่องประดับให้อย่างภาคภูมิใจ
ต่อมาสิ่งสำคัญที่สุดคือ ห้ามใช้เงินเก็บ
ใช้เงินเก็บแล้วมันกลุ้ม อารมณ์เริ่มจะไม่ดีแล้ว ร้านค้าข้างนอกมีเงินเข้าทุกวัน นี่ก็คือชีวิตที่นางวาดฝันไว้หลังจากนี้
หยุดเถอะท่านย่าหม่า เลิกวาดฝันก่อน ไม่ดีหรอก
เอาตามตรงนะ คุยเรื่องพวกนี้กับองค์หญิง สำหรับพวกเรามันเหมือนตือโป๊ยก่ายเพ้อฝันอยากแต่งกับหญิงงาม แต่สำหรับพวกเขา ฟังจบแล้วคงได้หัวเราะไม่หยุด
เพราะเหตุผลที่กล่าวมา ทำให้ท่านย่าหม่านั่งเรียบร้อยอยู่บนเกี้ยว ไม่หันมองทางนั้นทีทางนี้ที
“น้อมทักทายท่านยายเจ้าค่ะ”
ไอ๊หยา นี่มันลูกสาวบ้านไหนล่ะเนี่ย
สาวใช้หลายคนทำความเคารพท่านย่าหม่า จากนั้นสาวใช้ที่เสมือนดอกไม้เหล่านี้ก็ล้อมพานางเข้าไปในห้องชมดอกไม้
ถึงคราวนางทำความเคารพแล้ว
ท่านย่าหม่าเข้าไปยังไม่ทันได้เห็นใบหน้าขององค์หญิงใหญ่อย่างชัดเจน และก็ไม่กล้าเงยหน้ามองด้วย กลัวเสียมารยาท นางทำท่าจะคุกเข่าปากก็พูดขึ้น
“ข้าน้อยถวายบังคมองค์หญิง”
แค่ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกได้ถึงพลังเต็มเปี่ยม
วันนี้องค์หญิงใหญ่อยู่ในชุดธรรมดา แต่เป็นผ้าฝ้ายแบบที่นุ่มที่สุด ปักดิ้นทองตามขอบตามมุม
ตรงหน้าผากมีผ้าคาดที่ตรงกลางมีหยกกลมหนึ่งชิ้น
“ไม่ต้องมากพิธี เรียกท่านมา วันนี้พวกเราพี่น้องมาคุยเรื่อยเปื่อย”
คำว่าพวกเรา รวมถึงฉินหมอมอที่เข้าไปประคองท่านย่าหม่าตอนทำท่าจะคุกเข่า หัวใจที่ลอยเคว้งมาตลอดทางของท่านย่าหม่าถึงค่อยๆ ตกลง นางเงยหน้าขึ้น
มองไปก็เห็นองค์หญิงใหญ่ที่มีผมสีดอกเลาทั้งหัว หน้ากลม ผิวขาว เป็นลักษณะของผู้ดีมีสกุล มิน่าถึงเป็นองค์หญิง
องค์หญิงกวักมือพลางพูด “มา นั่งสิ”
“อ่า ข้าน้อยขอบพระทัยองค์หญิงที่ประทานที่นั่ง”
“หึหึหึ” องค์หญิงใหญ่กลั้นหัวเราะไม่อยู่แล้ว “ทำไมยังเรียกองค์หญิงอยู่อีกล่ะ เมื่อครู่ก็พูดแล้วว่าพวกเรามาพูดคุยสัพเพเหระกัน ท่านเอาแต่เรียกองค์หญิงๆ แบบนั้นจะคุยกันอย่างไร”
ก้นท่านย่าหม่าแตะแค่ขอบเก้าอี้ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยเรียกพระองค์”
“พระองค์ก็ไม่สิ”
“ไม่เพคะๆ องค์หญิง คำว่าพระองค์จะตัดทิ้งไม่ได้ ให้ข้าน้อยเรียกแบบนี้เถอะ สบายใจหน่อย”
ท่านย่าหม่าคิดในใจ
เรียกองค์หญิงไม่ได้ ยังจะให้ตัดคำว่าพระองค์ทิ้งอีก เช่นนั้นจะเหลืออะไรให้ข้าเรียก แบบนี้ไม่เท่ากับสร้างความลำบากให้ข้าเหรอ ข้าต้องมานั่งหาคำใหม่อีก
อีกอย่าง ท่านพูดว่า ‘พวกเรา’ ก็แสดงออกถึงความเป็นกันเองแล้ว ยังจะเพิ่มคำว่า ‘พี่น้อง’ เข้าไปอีก ข้าตกใจ หัวใจเต้นแรงเชียว
อย่างไร ท่านเป็นพี่สาวข้า ข้าเป็นน้องสาวท่าน พ่อข้ากับหลานชายก็เป็นฮ่องเต้อย่างนั้นเหรอ ท่านกล้าเรียก ข้าไม่กล้าหรอกนะ
“ได้ยินหว่านเอ๋อร์เล่าว่า พวกท่านร่วมกันเปิดร้านขายขนม ก่อนหน้านี้ไปได้สวยทีเดียว”
ในขณะที่ท่านย่าหม่ากำลังกลุ้มว่าจะชวนองค์หญิงคุยอย่างไร อยู่ๆ องค์หญิงใหญ่ก็พูดขึ้น
ทางนั้นเริ่มก่อนแล้ว
ถามต่อ
“ได้ยินว่าตอนนั้นท่านเป็นคนจัดการในร้านตลอด ข้าเห็นท่านก็มีผมหงอกบ้างแล้ว”
ท่านย่าหม่าตอบ “เพคะ ปกปิดบ้างไม่ปิดบ้าง เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ผมขาวจะซ่อนอย่างไรก็ซ่อนไม่อยู่เพคะ”
“คนในครอบครัวสบายใจหรือที่ท่านต้องไปๆ กลับๆ ระหว่างในเมืองกับนอกเมือง”
ท่านย่าหม่าตอบ “บอกตามตรง ตอนแรกสุดทำเพื่อประทังชีวิต แต่ตอนนี้พวกลูกชายไม่ยอมแล้วเพคะ มีเตือนๆ บ้าง แต่ข้าน้อยก็ยังอยากทำต่อ”
“อ่อ” ขณะที่องค์หญิงพูดยังได้ชี้ขนมที่วางอยู่ตรงหน้าท่านย่าหม่า เพื่อบอกให้กินไปคุยไป ทำท่าทางเป็นกันเอง ไม่มีวางมาดแม้แต่น้อย
ท่านย่าหม่าไม่ได้กิน พูดความในใจอย่างตั้งใจ “ข้าน้อยจำได้ว่าตอนแรกสุดที่เพิ่งเริ่มทำขนมไปขาย หลานสาวคนเล็กของข้าน้อยเคยพูดให้กำลังใจว่า…”
หลานสาวคนเล็ก คำสำคัญ องค์หญิงใหญ่กับฉินหมอมอเอะใจ นึกไม่ถึงว่าจะราบรื่นขนาดนี้
เสียงของท่านย่าหม่าดังก้องอยู่ในห้องชมดอกไม้
“หลานสาวคนเล็กของข้าน้อยพูดว่า ท่านย่า ท่านย่าอายุเท่านี้แล้วต้องรู้จักวางแผนการเงิน ในช่วงที่ยังมีแรงก็ต้องเก็บเงินให้มากหน่อย…
…ไม่อย่างนั้นเกิดวันไหนล้มป่วยขึ้นมา ไม่มีเงินไม่เท่ากับเป็นเรื่องน่าเศร้าหรอกหรือ พอถึงตอนนั้นต้องแบมือขอลูกชายลูกสะใภ้…
…แต่ถ้าพวกเรามีเอง มันก็ไม่เหมือนกันแล้ว…
…ต่อมาข้าน้อยก็มานั่งคิดทบทวนคำพูดของนาง…
…เมื่อก่อนข้าน้อยก็มักพูดอยู่เสมอว่า ไม่อยากเป็นภาระให้ลูกๆ แต่จะใช้วิธีไหนได้บ้าง ต้องทำงานหาเงิน วางแผนการเงินให้ตัวเอง…
…วันหน้า ต่อให้ต้องนอนอยู่บนเตียงขยับไม่ได้ อย่างมากลูกชายลูกสะใภ้ก็แค่ช่วยออกแรง ข้าน้อยควักเงินรักษาตัวเองได้ จะให้ดีไม่ต้องให้ลูกสะใภ้ดูแลเปล่าๆ พวกนางก็จะได้เต็มใจช่วยดูแลข้าน้อย หึหึ”
ดังนั้นย่าหม่าเลยเล่าให้องค์หญิงใหญ่ฟังช่วงที่นางเอาขนมมาขายในเมืองไปๆ กลับๆ มีความหวัง ใช้คำพูดของหลานสาวก็คือ หาเงินไว้ใช้ยามชรา
ฉินหมอมอยิ้มพลางก้มตัวเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนชาร้อนให้ท่านย่าหม่า
องค์หญิงใหญ่ได้ฟังก็สงสัย “ในหมู่ชาวบ้าน เงินของพวกลูกชายไม่ใช่ว่าควรให้ท่านที่เป็นผู้อาวุโสของบ้านเป็นคนดูแลหรือ”
“ตอนนี้ครอบครัวของข้าน้อยไม่ใช่แบบนั้นเพคะ พวกเขาหาเงินเองเก็บกันเอง ข้าน้อยกับหลานสาวคนเล็กทำขนมขายเก็บเงินกันเอง พวกเขาก็ห้ามมายุ่งเหมือนกัน”
เพื่อไม่ให้องค์หญิงใหญ่สับสนกับครอบครัวอื่น ท่านย่าหม่าจึงได้พูดเสริม
“แต่ว่าครอบครัวอื่นก็น่าจะนำเงินมารวมกันเพคะ อันที่จริงเมื่อก่อนครอบครัวของข้าน้อยก็ทำแบบนี้…
…ตอนนั้นช่วยไม่ได้ ทำงานปีสองปีเก็บเงินรวมกันยังได้แค่เศษเงิน ยังจะแบ่งอะไรได้อีก เอามารวมกันเป็นก้อนถึงประทังชีวิตอยู่ได้…
…เวลาเกิดเรื่อง ก็ไม่ต้องแบ่งว่าใครเป็นคนหามา ควักจ่ายอย่างเดียว…
…ตอนนี้ หึหึ พระองค์เพคะ ครอบครัวของข้าน้อยพอมีเงินเหลือเก็บบ้างแล้ว พวกลูกชายก็มีชีวิตที่ดีขึ้น…
…มีการคำนวณอย่างละเอียด ควบคุมบัญชี อะไรที่ต้องจ่ายก็ไม่ได้ประหยัด อะไรที่ควรซื้อก็ซื้อไป ยังมีมาถามข้าน้อยด้วยซ้ำว่าต้องการอะไรหรือไม่ แต่ข้าน้อยไม่อยากยุ่งด้วยแล้ว…
…อีกทั้งพวกลูกสะใภ้ก็มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ละครอบครัวต่างมีชีวิตของตัวเอง ข้าน้อยวางใจ ก็ไม่ต้องไปยุ่งเรื่องเงินๆ ทองๆ ของพวกเขาอีก”
มีความคิดเป็นกลาง ไม่ด้อยค่าตัวเอง นี่ก็คือความประทับใจแรกที่องค์หญิงใหญ่กับฉินหมอมอมีต่อท่านย่าหม่า
นี่เพิ่งจะหัวข้อสนทนาแรกเองนะ
ฉินหมอมอรู้สึกว่านางควรออกไปสั่งเตรียมอาหารกลางวันกับอาหารเย็นแล้ว นางคิดว่าองค์หญิงใหญ่คงคุยกับท่านย่าหม่าได้ถึงเย็น