ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 602-2 ย่าหัวใจจะวาย
ตอนที่ 602-2 ย่าหัวใจจะวาย
ท่านย่าหม่ารีบใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา
ทำไมมันถึงได้ไวขนาดนี้ เพิ่งจะคิดนั่นคิดนี่ไม่เท่าไหร่ก็มาถึงแล้ว
ร้องไห้จนน้ำมูกไหล นางรีบสูดน้ำมูก เกือบป้ายบนรถตามความเคยชิน รีบชักมือกลับ ป้ายน้ำมูกบนกระโปรงสีน้ำตาลแทน จากนั้นก็ลงจากรถม้า
ที่ด้านนอกรถม้ามีคนมามุงอยู่จำนวนหนึ่ง ต่างรู้ว่าวันนี้ท่านย่าหม่าได้ไปพูดคุยกับองค์หญิง ทางจวนผู้สำเร็จราชการส่งคนมาบอกที่หมู่บ้าน
ซ่งฝูไฉลูกชายคนโตของท่านย่าหม่ามีแต่กลิ่นพริกทั้งตัว ถอดผ้ากันเปื้อนออกพลางพูดกับคนควบม้าสองคน บ่าวรับใช้อีกสองคนอย่างเป็นกันเอง เพื่อแสดงความขอบคุณที่พาแม่ของเขามาส่งบ้าน
รถม้าไม่อยู่นาน พวกบ่าวรับใช้ของจวนลู่ทำความเคารพท่านย่าหม่าอย่างนอบน้อมพลางพูด “เหล่าฮูหยิน ถ้าอย่างนั้นพวกบ่าวขอตัวกลับก่อน”
คนในหมู่บ้านฟังแล้วก็งง เหล่าฮูหยิน พวกบ่าว ไอ๊หยา สุดยอด ไปจวนผู้สำเร็จราชการมารอบเดียว ดูซิท่านย่าหม่ามีตำแหน่งกลับมา
จนกระทั่งรถม้าวิ่งออกจากหมู่บ้านไป บรรดาสาวใหญ่หญิงวัยชราก็ล้อมกันเข้ามา แย่งกันถามใหญ่
ยายหวัง “ได้เจอองค์หญิงจริงๆ เหรอ นางหน้าตาเป็นอย่างไร”
พี่สะใภ้ใหญ่เก่อเอ้อร์นิวถาม “เจ้าไปที่นั่นทำไม”
พวกสะใภ้เก้า “รีบเล่าให้พวกเราฟังเร็วว่าในจวนนั้นมีอะไรบ้าง ขอเปิดหูเปิดตาหน่อย”
มีแรงเหลือสนใจพวกเจ้าที่ไหนกัน
ท่านย่าหม่าเดินไปทางบ้านซ่งฝูเซิงพลางตะโกนสรุปสั้นๆ ให้ทุกคน “จวนผู้สำเร็จราชการใหญ่ถึงขั้นที่พายเรือได้ องค์หญิงสวยและใจดี ข้าถูกเชิญไปกินรังนก นอนกลางวัน องค์หญิงพาข้าไปฟังเพลงในสวน เดินเที่ยวรอบๆ”
โบกมือพลางตะโกนไปแบบนี้ เท้าก็เดินไปทางบ้านลูกชายคนสามไม่หยุด
เหอซื่อ สะใภ้ใหญ่ของนางเรียกอยู่ด้านหลัง “ท่านแม่ มีหมั่นโถวอยู่ในหม้อนะ ถ้าหิวก็กินรองท้องหน่อย ข้าช่วยพวกพ่อต้าหลังใส่น้ำพริกเสร็จ เดี๋ยวจะกลับบ้านไปซักผ้า ท่านแม่ไม่ต้องช่วยนะ” นางก็แค่ส่ายมือให้ ท่าทางรีบร้อน
คนในหมู่บ้านมองตามหลังท่านย่าหม่าพลางทำเสียงจึ๊ อะไรกัน ทำไมดวงดีแบบนี้
หน้าบ้านซ่งฝูเซิง
ก่อนท่านย่าหม่าเปิดประตูเข้าไปได้สูดลมหายใจเข้าลึกก่อน จากนั้นถึงผลักประตู
ปรากฏว่าภาพที่เห็นกลับทำให้นางหลับตาลง
สวยงามเกินไป นางไม่อยากดู ดับฝันเหลือเกิน
ซ่งพั่งยากับหมี่โซ่วกำลังกินข้าวกันอย่างมูมมาม แถมยังใช้กะละมังเล็ก
ฮูหยินสูงศักดิ์บ้านไหนใช้กะละมังกินข้าวกันบ้าง
“ท่านย่า กลับมาแล้วเหรอ กินข้าวหรือยัง ในหม้อยังมีกับข้าวอยู่นิดหน่อย”
เฉียนหมี่โซ่วกอดกะละมังข้าว เชิดใบหน้าน้อยๆ ขึ้น “ท่านย่า ท่านไปที่จวนนั้นไม่เกิดเรื่องที่ชวนอึดอัดใช่ไหม”
ท่านย่าหม่าเดินขึ้นหน้า มองข้าวสวยกับเนื้อผัดพริกขาวที่อยู่ในกะละมังของหลานสาวก่อน จากนั้นก็มองว่าหมี่โซ่วกินเผ็ดแบบนั้นหรือเปล่า ค่อยยังชั่ว ของหมี่โซ่วเป็นถั่วฝักยาวผัดเนื้อ
อายุยังน้อย กินเผ็ดไม่ได้
ส่วนพริกขาว เมื่อปีที่แล้วสะใภ้สามเอาพริกเขียวทั้งลวกทั้งตากแดด ตากจนเป็นสีขาว จากนั้นก็ตัดออก เอาเกลือหมักในถังใบใหญ่แล้วปิดไว้
พริกแบบนี้เก็บไว้ได้นาน เอามาผัดกินก็อร่อย
“ย่าซื้อชามมาให้แล้วไม่ใช่เหรอ ชามข้าวล่ะ วันหลังห้ามใช้กะละมังกินข้าวอีก หมี่โซ่วก็ด้วย ต้องสร้างนิสัยที่ดีตั้งแต่เด็ก”
ซ่งฝูหลิงพูดด้วยความตกใจ “ท่านย่าเป็นอะไร ชามส่วนใหญ่เอาไปส่งข้าวบนเขาหมดแล้ว อีกอย่างข้าก็ไม่อยากล้างชามเยอะด้วย” ทำไมอยู่ๆ ก็พิถีพิถันขึ้นมา
ท่านย่าหม่าเก็บกะละมังข้าวที่หลานสาวกินเสร็จ ไม่ตอบ ชิงเข้าบ้านไปล้างชามก่อน
วันหลังหลานสาวห้ามล้างชาม
“ท่านย่า?”
ท่านย่าหม่าหลบสายตาจี้ถามของหลานสาว “แล้วพ่อแม่เจ้าล่ะ”
“ท่านพ่ออ่านหนังสือเสร็จก็ไปดูบ้านที่ฝั่งนู้นแล้ว ส่วนท่านแม่กับพวกป้ารอง เวลานี้ก็ไปส่งข้าวกันไม่ใช่เหรอ”
“อืม”
ไปส่งข้าวเวลานี้จริงๆ
พวกเขาเริ่มลงมือทำสวนกันแล้ว
ปีที่แล้วปลูกถั่วตรงพื้นที่ร้างมาหนึ่งปีเพื่อให้ดินอุดมสมบูรณ์ ปีนี้ก็จะได้ปลูกข้าวโพดปลูกข้าวฟ่างมากหน่อย ส่วนบนเขาก็ปลูกพวกผักได้
ตอนนี้อีกฝั่งของแม่น้ำยังคงวุ่นอยู่กับการสร้างบ้าน ยิ่งต้องการคนช่วย
พวกเด็กหนุ่มในหมู่บ้าน ตอนกลางวันหลังจากเสร็จงานทำสวนที่บ้านตัวเอง ตกเย็นก็จะไปช่วยสร้างบ้านที่ฝั่งนู้น ตกดึกพวกนางมีโจ๊กให้กินหนึ่งมื้อ
ซ่งฝูหลิงรู้สึกไม่ชอบมาพากล คิดไว้ว่าหอบฟืนเสร็จค่อยชวนท่านย่าคุยอย่างละเอียด
แต่พอท่านย่าได้ยินว่านางจะไปหอบฟืนก็รีบวางชามลง พุ่งเข้าไปหอบฟืนแทน
หอบฟืนเสร็จก็บอกนางว่า “ไป หมี่โซ่ว ตามย่ามา พวกเราไปเลี้ยงไก่ฝั่งนู้นกัน”
ในความเป็นจริง ท่านย่าหม่าอยากไปหาซ่งฝูเซิงที่ฝั่งนู้น
ที่หน้าบ้าน
ซ่งฝูหลิงมองตามหลังท่านย่าที่กำลังจูงหมี่โซ่ว นางขมวดคิ้วเล็กน้อย…
ทางด้านนี้ ท่านย่าหม่ากับหมี่โซ่วยังไม่ทันขึ้นสะพานก็มีคนตะโกนเรียกนางจากในหมู่บ้าน
คนหนึ่งคือสะใภ้ใหญ่ของนาง
อีกคนเป็นหลานชายคนโตของบ้านอาสามสกุลเริ่น ต้องการวิ่งขึ้นสะพานไปตะโกนเรียกซ่งฝูเซิงที่อยู่ฝั่งนู้น คราวนี้ซ่งฝูเซิงอยู่บ้าน
“ท่านแม่ มีคนของจวนผู้สำเร็จราชการมาอีกแล้ว!”
นางได้ยินคำว่า ‘อีก’
คนที่สูงศักดิ์ขนาดนั้น คนอื่นอยากขอพบยังยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์ แต่กลับมาหมู่บ้านเหรินจยาบ่อยอย่างกับกินข้าวในชีวิตประจำวัน
เสียงตะโกนของหลานชายคนโตบ้านอาสามสกุลเริ่นกับเหอซื่อตีกันเอง “แม่ทัพติ้งไห่มาอีกแล้ว”
แม่เจ้าประคุณรุนช่อง กำลังถูก ‘ว่าที่หลานเขย’ ทำให้กระวนกระวายใจ แต่เขากลับมาหาถึงที่
ท่านย่าหม่า ไม่ให้เวลานางได้หายใจหายคอบ้างเลย
รีบคว้าหมี่โซ่วที่กำลังจะวิ่งไปต้อนรับ “ฟังย่านะ ตามพวกป้าใหญ่ของเจ้าไปเรียกท่านลุงกลับบ้านก่อน เร็วเข้า รีบวิ่ง อย่างไรเจ้าก็ได้เจอ”
ทำไมลู่พั่นมาในเวลานี้น่ะเหรอ เพราะเขาดื่มมาเยอะ
หลังจากประชุมราชสำนักเสร็จ ลู่พั่นกับพวกติงเจียนก็ไปดื่มกัน พอตกบ่ายก็ไปดื่มกับพวกใต้เท้าของกรมทหาร
ดื่มเหล้ามื้อสอง ซุ่นจื่อกับเสี่ยวเฉวียนจื่อไม่ได้ตามไปด้วย ซุ่นจื่อไปช่วยเขาคิดบัญชี
ลู่พั่นเดาว่า ตอนกินเสร็จขึ้นรถม้า บ่าวรับใช้ที่ติดตามถามเขาว่าจะไปไหน
เขาอาจจะ น่าจะ มีความเป็นไปได้ว่าจะตอบว่า “ไปหมู่บ้านเหรินจยา”
เอาเป็นว่าจำอะไรระหว่างนั้นไม่ได้เท่าไหร่
หลังจากที่เขาฟุบหลับกับโต๊ะเล็กที่อยู่บนรถม้าไปงีบหนึ่งก็พบว่าตัวเองเข้ามาในหมู่บ้านเหรินจยาแล้ว
ส่วนท่านย่าหม่าที่รีบกลับบ้าน นางนึกไม่ถึงอย่างเด็ดขาดว่า ไม่มีเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด มีแต่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่า
ก่อนหน้านี้พูดว่าอะไร ไม่ได้ฟัง มาช้าไปหนึ่งก้าว
แต่คำพูดต่อมานางยืนอยู่หน้าประตูครัว ได้ยินหลานสาวคนเล็กพูดกับแม่ทัพเล็กอย่างชัดเจนว่า
“ท่านบอกข้ามาก่อนว่าต้องการพูดอะไรกับพ่อข้า…
…ถ้าท่านจะพูดเรื่องนั้น หยุดเลยนะ…
…ไม่สิ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร หยุดไปให้หมดก่อนเลย ได้ไหม…
…ตอนนี้พ่อข้าอยู่ในช่วงสำคัญ ข้าไม่อยากให้เขาเสียสมาธิ เขาต้องใช้สมาธิทั้งหมดไปที่การอ่านหนังสือก่อน ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญมากต่ออนาคตของเขาจริงๆ…
…ข้าเห็นท่านก็อ่านหนังสือ ท่านก็จะเข้าร่วมการสอบจอหงวนด้วยใช่ไหม…
…เช่นนั้น ข้าคิดว่าท่านก็น่าจะ…
…ท่านย่า?”
ซ่งฝูหลิงเรียกด้วยความตกใจ
ลู่พั่นหันไปด้วยท่าทีนิ่งเฉย เขาเองก็เรียกตาม “ท่านย่า”
ท่านย่าหม่าเอามือจับตรงหัวใจ ริมฝีปากสั่น