ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 604 เปิดทางให้
ตอนที่ 604 เปิดทางให้
ในสายตาของซ่งฝูเซิง เขากังวลที่สุดเรื่องคนข้างนอกจะทำให้ลูกสาวของเขาเสื่อมเสียชื่อเสียง เพราะเกี่ยวข้องกับ ‘เส้นทางเลื่อนตำแหน่ง’ ของเขา
หากก่อนหน้านี้เขาหลับหูหลับตาทำงานในพระคลังหลวงต่อไป
พระคลังหลวงเป็นหน่วยงานที่มีเงินมีอำนาจ
หากได้เลื่อนตำแหน่งเร็ว แต่กลับไม่มีภูมิหลัง ไม่ได้ผ่านการสอบจอหงวน ก็เป็นได้แค่คนไม่มีแม้แต่อันดับซิ่วไฉ
ยิ่งคนที่เขาขวางทางมีมากขึ้น คนอื่นก็จะยิ่งไม่ยินยอมต่อการเลื่อนตำแหน่งของเขา
เราจะไปนั่งอธิบายให้คนนอกฟังได้อย่างไรว่าความจริงเป็นอย่างไร ในความเป็นจริง คนบางคนไม่ได้สนด้วยซ้ำว่าความจริงเป็นอย่างไร ต่อให้แสดงให้เห็นตรงหน้าก็ไม่มีประโยชน์ โมโหจนตบปากอีกฝ่ายสักสองสามฉาดก็ยังเป็นเหมือนเดิม
พวกเขาก็แค่ใช้คำพูดที่น่าขยะแขยงที่สุดมาปิดบังตัวเองที่ไร้ความสามารถในการทำงาน หรืออาจใช้ข้ออ้างนั้นปิดบังความอิจฉาริษยา
ด้วยเหตุนี้ ซ่งฝูเซิงกลัวจริงๆ ว่าคนนอกจะเอาไปพูดว่า ดูสิ พ่อของคนนั้นน่ะประจบสอพลอเก่ง รู้จักหาช่องทางตีสนิทกับ ‘ตระกูลลู่’ มีเหรอจะให้ลูกสาวแต่งงานกับใครส่งเดช
โชคดีที่ไม่มีใครรู้ว่าตอนแรกสุดรู้จักกับแม่ทัพเล็กได้อย่างไร เป็นเพราะหมี่โซ่วดึงดันจะเอาเห็ดไปให้เขาให้ได้ จากนั้นก็ได้ติดต่อกันอีกครั้ง
ไม่อย่างนั้นคงได้มีคนข้างนอกพูดว่า ดูสิเด็กอายุไม่กี่ขวบที่ซ่งฝูเซิงเลี้ยงไว้ก็เจ้าเล่ห์ เอาอย่างมาจากลุงตัวเอง แล้วลูกสาวแท้ๆ ของเขาจะธรรมดาเหรอ
ขนาดเด็กไม่กี่ขวบยังไม่เว้น มีความคิดสกปรกกับเด็ก
ต่อมาถ้าเขาปฏิเสธพวกคนธรรมดาที่มาดูตัว
คนข้างนอก ‘ดูสิ เป็นอย่างที่พูดไหมล่ะ เขาต้องการเก็บลูกสาวเอาไว้ปีนบันไดขึ้นสวรรค์’
นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำไมเมื่อครู่พอพูดถึงเรื่องนี้ ซ่งฝูเซิงก็หลุดปากออกมาว่า ‘หมาเห็นยังมองเป็นขี้ ไม่จำเป็นต้องไปเสียเวลาจัดการคนพวกนี้หรอก’ เขาไม่ได้กำลังฟ้องลู่พั่น
เพราะพอเจอก็หนีให้ไกล เดินกันคนละเส้นทาง รังเกียจ รีบไสหัวไปให้ไกลๆ
ทางซ่งฝูเซิงพูดไม่หยุด พูดความจริง หลุดปากพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ส่วนหมี่โซ่วนั่งเงียบ
หมี่โซ่วนั่งอยู่ที่โต๊ะด้านหลังลู่พั่น กำลังนึกโมโหตัวเองที่ช่วงไม่กี่วันมานี้ขี้เกียจ คิดในใจ ข้าต้องตั้งใจอ่านหนังสือ
ซ่งฝูหลิงที่อยู่ในห้องครัวโดยมีเพียงม่านกั้นก็เงียบไปเหมือนกัน
เป็นครั้งแรกที่ซ่งฝูหลิงได้ยินพ่อพูดเรื่องพวกนี้
นางกำชายเสื้อแน่น จากนั้นก็กำมือ ต้องให้พ่อตั้งใจอ่านหนังสือ
ท่านย่าหม่าที่ต้มน้ำอยู่ก็ได้ยินแล้ว หันไปมองด้านหลังของหลานสาวคนเล็ก จากนั้นก็เติมฟืนเข้าเตาไปอีกหน่อย
ท่านย่าหม่ามองเปลวไฟพลางถอนหายใจเบาๆ ที่แท้ลาออกก็เพราะเรื่องพวกนี้ ช่วงที่ลูกชายไปรับราชการอยู่ข้างนอก นางเห็นแค่มีแจกเนื้อแจกเงินก็หลงดีใจ มีเกียรติ พอถามเขา เขาก็ตอบว่าก็ดี
ภายในห้อง ซ่งฝูเซิงบอกลู่พั่น “ดูเจ้าสิ พูดแค่นี้อย่าทำหน้าแบบนั้น เจ้าอุตส่าห์มาทั้งที อันที่จริงข้าไม่เสียดายเลยสักนิด สอบจอหงวนเอาก็ได้”
พูดถึงตรงนี้ ทันใดนั้นซ่งฝูเซิงก็ทำจมูกฟุดฟิด “เจ้าดื่มมาเหรอ เนื้อตัวมีบาดแผลดื่มได้เหรอ”
ลู่พั่นปรับสีหน้าให้เหมาะสม ข่มความโมโหในใจ เขาตอบ “ไม่เป็นไรท่านอา เคยดื่มกับพวกแม่ทัพมาแล้วตอนอยู่เมืองชิงเฉิง ท่านหมอมีปรับยาเพื่อไม่ให้หักล้างต่อฤทธิ์ยา”
“แล้วตอนนี้บาดแผลเป็นอย่างไรบ้างแล้ว ต่อให้ไม่มีผลกับแผลก็ต้องระวัง”
“ข้าจะถอดให้ท่านดูแล้วกัน”
หา?
ซ่งฝูเซิงแค่ถามไถ่ ไม่ได้อยากดู
แต่อีกฝ่ายจะถอดให้ได้ “ท่านแม่ เดี๋ยวค่อยเอาน้ำชาเข้ามานะ”
“อื้อ อื้อ!” ท่านย่าหม่าตะโกนตอบ
สักพักก็เกิดเสียงหัวเราะขึ้นในห้อง ซ่งฝูเซิงถามว่าตอนนั้นเนื้อเปิดถึงกระดูกเลยใช่ไหม ลู่พั่นถึงนึกขึ้นมาได้ ถามหมี่โซ่วว่ากลัวไหม
หมี่โซ่วตะโกน “ไม่กลัว นี่คือตราเกียรติยศที่บ่งบอกถึงความกล้าหาญของลูกผู้ชาย”
ลู่พั่นกับซ่งฝูเซิงก็เลยหัวเราะ
ซ่งฝูเซิงแกล้งดุ “ไปฟังมาจากไหนอีกล่ะ”
“ฟังมาจากตอนพี่สาวคุยกับพี่เถาฮวาเรื่องบาดแผลของพี่เถี่ยโถว”
รอยยิ้มของลู่พั่นชะงัก พี่เถี่ยโถว นี่ใครอีกล่ะ
“เถี่ยโถว เจ้าจำไม่ได้เหรอ ตอนนั้นเขาก็ตามข้าไปส่งเสบียงด้วย ตอนนี้กลายเป็นคนในครอบครัวข้าแล้ว หมั้นกับพี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของฝูหลิง ก่อนหน้านี้ก็มีได้คู่กันไปหลายคน เด็กๆ พวกนี้ดีใจกันยกใหญ่ ได้กินลูกอมมงคลไปหลายวัน”
“หมั้นตอนอายุเท่าไรหรือ” ลู่พั่นสวมเสื้อผ้าพลางถาม
ตอนที่ไม่กล้ายื่นแขนขวาออกไปมาก หมี่โซ่วตาไวเลยเข้าไปช่วยดึงแขนเสื้อให้พี่ชาย
“ถามถึงใครล่ะ เถาฮวาเหรอ สิบหก ถึงวัยที่มีคู่ได้แล้วล่ะ ไม่รอให้บ้านเสร็จก่อนก็จองกันไว้ก่อน ท่านแม่ น้ำชาล่ะ”
ลู่พั่นมองตามหลังซ่งฝูเซิงที่ออกไปเรียกเอาน้ำชา จดจำไว้ในใจ อ๋า ที่แท้ในสายตาของท่านอา อายุสิบหกถึงจะมีคู่ครองได้
ที่ด้านนอก ท่านย่าหม่าถือกาน้ำชา ก็ได้ยินคำพูดนี้ นางหันไปมองหลานสาว
ซ่งฝูหลิง “ท่านย่าอย่าเอาแต่มองข้าได้ไหม”
ท่านย่าหม่าเข้าไปส่งน้ำชา ขณะที่ลู่พั่นรับน้ำชาพลางพูดว่า “ขอบคุณท่านย่า” ท่านย่าหม่าไม่ได้พูดจาเว่อร์วังเหมือนเมื่อก่อน เช่น ‘ท่านแม่ทัพมาบ้านเรา ไม่ต้องเกรงใจ’ แต่กลับทำท่าทางผิดปกติ ยิ้มตาหยีพยักหน้าให้ลู่พั่นเล็กน้อยแล้วเดินออกไป
ซ่งฝูเซิงไม่ทันสังเกต
แต่หมี่โซ่วน้อยที่ความรู้สึกไวกลับเอามือเท้าคางนั่งอยู่ที่โต๊ะ ไอ๊หยา ทุกคนสังเกตเห็นความผิดปกติอะไรไหม
ต่อมาลู่พั่นก็ได้เห็นภาพห้องภาพเครื่องเรือนที่ซ่งฝูหลิงวาดด้วยตัวเอง
ซ่งฝูเซิงเอาให้เขาดู
“นี่เป็นบ้านย่าของพวกเขา ตรงนี้บ้านของทุกคน พวกเขารังเกียจที่บ้านข้าสร้างอย่างมีลูกเล่น บ้านข้ามีห้องใต้หลังคาด้วยน่ะ…
…ถามมาแล้ว พวกเขาเป็นชาวสวน สร้างแบบนี้ไม่ได้ กลัวจะไปมีปัญหาถูกสั่งรื้อ และพวกเราก็ไม่มีความจำเป็นต้องขัดต่อข้อกำหนดด้วย ก็เลยมีแค่บ้านข้าที่เป็นแบบนี้…
…ทางนั้นฝนเพิ่งตกไป เป็นดินโคลนหมด ข้าไม่พาเจ้าไปดูแล้วกัน เจ้าดูจากรูปเอา”
ซ่งฝูเซิงยังบอกกับลู่พั่นอีกว่า
“กำแพงนั่น เจ้าก็เกรงใจเกินไป ข้ากลับมาเห็นเจ้าก็สั่งคนให้สร้างเสร็จแล้ว…
…เคยมีแบบอยู่แล้ว น้องสาวเจ้าวาดไว้สองครั้ง…
…ครั้งแรกเพราะฟังคำข้า วาดปราสาท ข้าคิดว่าอยู่ริมเขา ไหนๆ จะสร้างแล้วก็เอาดีหน่อย ขาดก็แค่ทำตาข่ายลวดล้อมแล้ว ปรากฏว่าพอไปสืบดู ไม่ให้สร้างแบบนั้น แบบอันนั้นก็เลยล้มเลิกไป…
…คราวนี้มาครั้งที่สอง เจ้าก็สร้างกำแพงให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว…
…เห็นนี่ไหม เมื่อก่อนอยากใช้พวกก้อนหินทำเป็นกำแพงก็พอแล้ว อันที่จริงก็ไม่ใช่กำแพงหรอก ก็แค่ก่อหินล้อมเป็นห้องๆ เอามาใช้เป็นคอกหมูคอกวัว แถมยังเป็นกำแพงไปในตัว มันก็ประหยัดเนื้อที่ไปใช่ไหมล่ะ…
…ตอนนั้นไม่กล้าคิดว่าจะอนุญาตให้สร้างใหญ่ขนาดนี้ ได้ยินว่าเจ้าไหว้วานให้เถ้าแก่ฉีพาคนมาสร้าง หมินหรุ่ย ขอบใจมากนะ กำแพงอิฐของเจ้าเข้ากันกับบ้านที่มีห้องใต้หลังคาของข้าพอดี”
ลู่พั่นยิ้มให้ซ่งฝูเซิง
และเรื่องที่ทำให้ซ่งฝูเซิงคาดไม่ถึงก็คือ ที่ลู่พั่นมาครั้งนี้ก็มาเพื่อช่วยเขาอีกแล้ว
มันเรื่องอะไรน่ะเหรอ รับจ้างขนย้ายของห้ามพกอาวุธ ระหว่างทางต้องผ่านหลายเมือง ทางการห้ามพกอาวุธอันตรายพวกนั้น อย่างมากก็ได้แค่พกมีดกับพวกกระบองไม้ติดตัว
ตอนนี้ทางเหนือสงบแล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อน มีฮ่องเต้แล้วด้วยเช่นกัน กวดขันเข้มงวดมาก
เมื่อช่วงบ่ายที่ลู่พั่นไปดื่มเหล้ากับพวกใต้เท้ากรมทหารก็เพื่อขอให้ช่วยออกจดหมายให้ซ่งฝูเซิง
ถ้าไม่มีจดหมายนี้ ผ่านไปเมืองไหนไม่ต้องถูกตรวจสอบกันหมดเหรอ
พยายามช่วยอำนวยความสะดวกให้ม้าพันลี้ของซ่งฝูเซิงอย่างสุดความสามารถในขอบเขตที่เขาจะช่วยได้
ลู่พั่นขอจดหมายมาให้ม้าพันลี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้พกพาอาวุธได้ อีกทั้งทำให้วันหลังซ่งฝูเซิงยังพาคนไปขนอาวุธ ‘ปลดประจำการ’ ที่คลังอาวุธได้อีกด้วย ทุกครั้งที่ออกเดินทางก็ยังจะสามารถพกระเบิดติดตัวไปได้สิบลูก
ส่วนเรื่องถูกร้องเรียน ซ่งฝูเซิงยิ่งไม่ต้องเป็นห่วง นี่ไม่ใช่การก่อกบฏ ม้าพันลี้เป็นกิจการรับขนย้ายข้าวของ ลู่พั่นจัดการให้เสร็จสรรพแล้ว
ที่ด้านนอก ท่านย่าหม่ามองหลานสาวคนเล็กอีกครั้ง สายตากำลังพูดว่า ฟังดูนะ เจ้ายังจะไปดุเขา
ที่หน้าบ้านซ่งฝูเซิง
ลู่พั่นรับกระเป๋าสะพายที่คราวก่อน ‘ทำตก’ ไว้ที่นี่ เขาหยิบกล่องที่ข้างในมีหวีออกมายื่นให้หมี่โซ่ว “ให้เจ้าใช้แล้วกัน”
หมี่โซ่วทำหน้าดีใจ หา มีของขวัญให้ข้าด้วยเหรอ อะไรน่ะ ไม่ว่าจะเป็นอะไรข้าก็จะใช้กับพี่สาว
ขณะที่ลู่พั่นยิ้มบอกลาซ่งฝูเซิง ท่านย่าหม่า เฉียนเพ่ยอิงที่เพิ่งกลับมา เขาก็อาศัยความที่ตัวสูงกว่า มองผ่านศีรษะคนเหล่านี้ไปที่พั่งยาที่อยู่ด้านหลังอย่างแนบเนียน
แววตาของเขาอ่อนโยน
ไม่ได้ถือสาที่พั่งยาไม่รับหวีของเขาแล้ว
อย่างไรเสีย วันนี้เขาก็ได้รู้แล้วว่า ที่พั่งยาบอกว่าอายุยังน้อยไม่ได้เป็นการปฏิเสธเขาแต่นางคิดแบบนั้นจริงๆ เพราะอาซ่งสอนมาผิดๆ
ส่วนซ่งฝูหลิงก็ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เพราะนางนึกถึงตัวเองที่มีความคิดไม่ดี ไปเตือนลู่พั่นว่าอย่าบอกพ่อ ห้ามพูดเรื่องนั้น
แต่ทว่าที่เขามา กลับเป็นเพราะช่วยครอบครัวซ่งของพวกนางไว้อีกแล้ว ไม่ได้จะมา ‘ฟ้อง’
ลู่พั่นที่ร่างสูงใหญ่เข้าไปนั่งในรถม้าอย่างอารมณ์ดี