ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 605-2
ตอนที่ 605-2
ริมแม่น้ำ
ท่านย่าหม่าจูงหลานสาวมาที่นี่
ซ่งฝูหลิงพูดอย่างจนปัญญา “ท่านย่า ไม่ใช่อย่างที่ท่านย่าคิด พวกเราสองคนไม่มีอะไรจริงๆ สิ่งที่ท่านย่าเห็นมันไม่ใช่ความจริง เข้าใจไหม”
“ไม่เข้าใจ สิ่งที่ย่าเห็นไม่ใช่ความจริง เช่นนั้นอะไรคือใช่…
…พั่งยา ย่าจะบอกให้นะ เจ้าแก้ตัวไม่ขึ้นหรอก อย่ามัวมาทำกลบเกลื่อนกับย่าด้วย”
ท่านย่าหม่าพูดแบบนี้เพราะมีหลักฐาน
“ทำไมถึงพูดแบบนี้น่ะเหรอ เพราะแค่เจ้าถลึงตา เขาก็ไม่กล้าส่งเสียงแล้ว…
…ย่าอยู่มาจนอายุปูนนี้แล้ว ใช่ว่าจะไม่เคยถลึงตาใส่ปู่ของเจ้า ย่าเองก็ไม่ได้ตาบอดนะ…
…อีกอย่าง เขาเคยฆ่าคนวางเพลิง ทำไมต้องกลัวเจ้าด้วย เขาเป็นถึงแม่ทัพ…
…ถ้าเขากลัวเจ้าจริง ทำไมก่อนหน้านี้ตั้งนานไม่กลัว แถมยังสะบัดขาเตะหน้าเจ้ากระเด็น”
ซ่งฝูหลิง
เออนั่นสิ ถ้าท่านย่าไม่พูดก็เกือบลืมไปแล้ว
คนอื่นคือตบหน้า แต่พอมาถึงนางกลับซวยยิ่งกว่า เตะหน้านางทีเดียวกระเด็นเข้าพื้นที่พิเศษ
แต่ว่า เอาเถอะ ยอมหยวนๆ ให้ “ท่านย่า อันที่จริงหวีนั่นเขาเอามาให้ข้า ข้าไม่รับคราวก่อน เขาเลยทิ้งกระเป๋าแล้ววิ่งหนีไป”
“ตอนนั้นเขาว่าไง เจ้าทำเขาโกรธเหรอ” ในสายตาของย่าหม่า ลู่พั่นน่าจะโมโหแล้วเดินจากไป
“อะไรเล่า ข้าก็บอกแล้วว่าเขาวิ่งหนีไป วิ่งหนี แบบหนีไปเลย!”
ท่านย่าหม่าเอามือจับตรงหัวใจ กวาดตามองซ่งฝูหลิงตั้งแต่หัวจรดเท้า เก่งจริงๆ หลานสาวของนางช่างเก่งจริงๆ
เดิมทีคิดว่าเตรียมใจมาดีแล้ว นึกไม่ถึงว่าระหว่างพั่งยากับลู่พั่นจะโลดโผนกว่าที่นางคิด
“ไม่ได้ เจ้าจะพูดโพล่งออกมาแบบนี้ไม่ได้ ย่ารับไม่ได้”
“ไม่มีแล้ว” ซ่งฝูหลิงคล้องแขนท่านย่าหม่า พูดแฝงความนัย “ท่านย่า ข้าบอกแค่ท่านย่านะ ข้ายังไม่ได้บอกท่านแม่เลยด้วยซ้ำ ไม่แม้แต่คำเดียว ถ้ามีอย่างอื่นอีก ข้าก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องปิดบังใช่ไหมล่ะ ถูกท่านย่าจับได้ขนาดนี้แล้ว หมดแล้วจริงๆ ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาคิดกับข้าแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่”
ท่านย่าหม่าออกแรงตีมือหลานสาวที่คล้องแขนนางอยู่ “เจ้าไม่รู้ แต่ย่ารู้”
หา?
“ก็ครั้งนั้นที่ย่ากับพ่อเจ้าเถียงกัน ย่ายังสอนเจ้าอยู่เลยว่า พวกเราเป็นไส้เดือนอย่าคิดอะไรที่มันเกินตัว แต่ว่าครั้งนั้น ย่าตั้งใจแต่งตัวให้เจ้าเกินไปหน่อย แต่งเสียสวยขนาดนั้น เขาต้องแอบชอบตั้งแต่ครั้งนั้นแน่นอน”
ซ่งฝูหลิงตะลึง แต่งเหมือนสัญญาณไฟแดงน่ะนะ…แต่มันก็สะดุดตาจริงแหละ
“เอาล่ะ เช่นนั้นก็ตามนี้”
“ตามนี้อย่างไร หยุดนะ ย่าช่วยเจ้าเก็บความลับ เจ้าต้องบอกมาให้หมด เจ้าคิดอย่างไรกับเขา”
“ข้าจะคิดอย่างไรได้ เพิ่งเคยเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง”
คราวนี้กลายเป็นท่านย่าหม่าที่ตะลึง ตีหลังมือพลางพูดด้วยความตกใจ “เจ้ายังอยากเจออีกหลายครั้งเหรอ สมัยย่ากับปู่เจ้าเคยเจอกันแค่ครั้งเดียวก็เข้าพิธีแล้ว”
“ข้ายังเด็ก”
“เจ้าไม่ชอบเขาเหรอ” ไม่น่านะ หล่อเสียขนาดนั้น อาศัยแค่หน้าตาก็หาข้าวกินสบายแล้ว ขนาดคนแก่อย่างนางยังชอบมอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าเดิมทีเขาเป็น ‘เซียน’ อยู่บนสวรรค์
“ก็ไม่เชิง เอาเป็นว่าเพราะพ่อข้ากำลังจะสอบจอหงวน ข้าไม่อยากพูดเรื่องพวกนี้ อีกสามปีห้าปีค่อยมาว่ากัน
อีกสามปีห้าปีเลยเหรอ
ท่านย่าหม่าสะดุ้งตัวเลขนี้
อีกทั้งท่านย่าหม่าสังเกตได้แล้วว่า ฟังไปฟังมา หลานสาวคนเล็กของนางมีบุคลิกของพวกไม่เป็นโล้เป็นพายอยู่นิดหน่อย มีเพียงพวกไม่เอาไหนในหมู่บ้านถึงจะชอบจีบสาวใหญ่ ไม่มีความรับผิดชอบ
จากนั้นท่านย่าหม่าก็เริ่มเส้นทางสั่งสอนหลานสาว “เขารับเจ้าไปเป็นอนุได้ไหม”
“เชิญฝันกลางฤดูใบไม้ผลิได้เลย”
“เขากุมอำนาจอยู่ในมือ เป็นไปได้ไหมที่เขาจะบีบบังคับให้พ่อเจ้ายกเจ้าให้เขาโดยไม่ถามสักคำ”
“ขี้โม้”
“พั่งยาเอ๊ย คำพูดย่าอาจฟังไม่เข้าหู แต่ย่าเป็นย่าเจ้า พวกเราคนในครอบครัวพูดกัน เพราะนี่คือคุณชายลู่ไงล่ะ…
…ถ้าเป็นคนสูงศักดิ์คนอื่นที่เขามาถูกใจเจ้า เจ้าลองคิดดูนะ คนคนนั้นจะปฏิบัติต่อพวกเราที่เป็นชาวบ้านธรรมดาอย่างไร…
…คงบีบคั้นพวกเราให้ยกเจ้าให้…
…เรื่องแบบนี้เห็นบ่อยจะตาย ไม่ใช่แค่บีบพ่อเจ้าให้ยกเจ้าให้แต่งงาน ต่อให้มาสู่ขอย่า ย่าก็ต้องไปเหมือนกัน…
…ส่วนการที่เจ้ากล้าพูดแบบนี้ ไม่กลัวว่าจะมีเรื่องแบบนั้น เพราะมั่นใจไงว่าคุณชายลู่ไม่ใช่คนแบบนั้น…
…เช่นนั้นเจ้าจะมองว่าความรู้สึกที่เขามีต่อเจ้าเป็นเรื่องที่สมควรแล้วไม่ได้”
อย่าเห็นว่าท่านย่าหม่าไม่ได้เล่าเรื่องที่องค์หญิงรู้เรื่องแล้วให้หลานสาวฟัง คิดจริงว่ารอลูกชายสอบจอหงวนเสร็จค่อยเล่าให้พ่อแม่พั่งยาฟัง เรื่องที่หลานสาวคิด อายุน้อยมันไม่เกี่ยวกัน
แต่ท่านย่าหม่าคิดจากใจจริง ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่า ไม่ว่าจะองค์หญิงวัยชราที่คุยกับหญิงชาวบ้านอย่างนางทั้งวัน หรือแม้แต่ลู่พั่น พอนางได้ยินว่าลู่พั่นทำหวีอันนั้นด้วยตัวเอง จึ๊ๆ เราจะมองว่าการที่ฝ่ายนั้นให้เกียรติเราเป็นเรื่องที่สมควรแล้วไม่ได้
พอเห็นเขามาชอบหลานสาว มีคนมาทาบทามพูดคุยเยอะ ก็เลยทำเป็นเล่นตัวอย่างนั้นเหรอ เราจะทำแบบนั้นไม่ได้
คืนนี้ท่านย่าหม่าว้าวุ่นใจเหลือเกิน
เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เป็นต้นว่า นางรู้สึกงง เล้าไก่อย่างพวกเรามีหงส์ทองจริงๆ เหรอ เรื่องประหลาดแบบนี้ชวนฉงนใจได้ง่าย
เหลือเชื่อ
ลู่พั่นชอบหลานสาวของนางตรงไหนกันแน่ ยังไม่ทันอะไร ดูจากท่าทาง แค่นั้นก็หงอแล้ว
ย่าหม่าเอาตะเกียงส่องใบหน้าพั่งยาที่หลับสนิทแล้วถอนหายใจอีกครั้ง ช่างเก่งจริงๆ
ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ดี เด็กคนนี้เวลานอนชอบถีบผ้าห่ม
คืนนี้ท่านย่าหม่านอนที่บ้านลูกสาม นอนห้องเดียวกับซ่งฝูหลิง
ไม่สิ นางคิดไว้ว่าช่วงนี้จะมากินนอนที่นี่แล้ว
ก่อนบ้านสร้างเสร็จ มีเงินซื้อสาวใช้แต่กลับไม่มีที่ให้อยู่ เช่นนั้นนางจะเป็นสาวใช้ให้หลานสาวคนเล็กไปก่อน
ท่านย่าหม่าถือตะเกียงไปนั่งที่เก้าอี้ยาว ห้องเล็กห้องนี้ไม่มีแม้แต่โต๊ะ โต๊ะเขียนหนังสืออยู่ห้องใหญ่
นางสวมเสื้อคลุม อาศัยแสงจากตะเกียงเขียนจดหมายตรงขอบหน้าต่าง องค์หญิง ข้าน้อยกุ้ยฮวา หม่ากุ้ยฮวา แซ่สามีคือแซ่ซ่ง เป็นแม่ของฝูเซิง
เมื่อตอนกลางวันที่คุยกัน ท่านย่าหม่าเคยบอกชื่อตัวเองให้องค์หญิงรู้
ขอถวายบังคมในจดหมาย และต้องขอโทษด้วยที่ช่วงนี้คงไปรบกวนไม่ได้ ในบ้านมีเรื่องต้องทำมากมาย…
เขียนอักษรบางตัวไม่เป็น ท่านย่าหม่าก็วาดกลมๆ ไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปถามหมี่โซ่ว
ถามหลานสาวไม่ได้ นางฉลาดเกินไป
ท่านย่าหม่าคิดไว้ว่า อยู่ดีๆ นางจะพาหลานสาวคนเล็กไปที่จวนลู่ไม่ได้ คู่นี้ยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ อย่างไรเสียลูกสามของนางก็ยังไม่รู้เรื่อง
ข้อแรกกลัวหลานสาวโกรธ ข้อสองกลัวลูกสามโกรธถ้ารู้ในภายหลัง
แต่กลับบ้านมาคิด จะเงียบเอาไว้ก็ไม่ดี เพื่อเป็นการแสดงความจริงใจ ต้องเขียนจดหมายไปบอกกล่าวทางจวนผู้สำเร็จราชการเสียหน่อย
ท่านย่าหม่ารู้สึกว่าลายมือของตัวเองน่าเกลียดมาก แต่ก็อยากจะเขียนเอง เดี๋ยวให้สะใภ้สามห่อพริกขาวส่งไปด้วย
นอกจากนี้ พรุ่งนี้นางจะให้เอ้อร์ยาสอนนางทำขนมเค้กกลม แล้วเขียนว่า ‘เดินทางปลอดภัย โชคดีมีสุข’ อะไรทำนองนี้ ส่งไปพร้อมจดหมาย องค์หญิงจะย้ายไปเมืองหลวงแล้ว
แค่จดหมายฉบับนี้ ท่านย่าหม่าก็เขียนอยู่ครึ่งค่อนคืน เขียนใหม่หลายครั้ง ขยำทิ้งไว้ในเสื้อ
เดี๋ยวต้องเอาไปเผาทิ้ง