ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 606 เจ้าจงใจใช่หรือไม่
ตอนที่ 606 เจ้าจงใจใช่หรือไม่
ในเวลาเดียวกัน ลู่พั่นกลับถึงจวน
เขาห้ามฉินหมอมอเข้าไปรายงาน ยืนฟังท่านย่ากับท่านแม่คุยเรื่องความรู้สึกที่มีต่อท่านย่าของฝูหลิงอยู่หน้าม่านมุก
เขาได้ยินท่านย่าพูดเกี่ยวกับเรื่องที่เขาเคยออกหน้าช่วยคนพวกนั้นไว้หลายครั้ง ฟังจากคำพูดของท่านย่าของฝูหลิง ความรู้สึกที่คนพวกนั้นมีต่อเขาคือ
ไม่ว่าเขาจะมีฐานะที่สูงส่งร่ำรวยขนาดไหน ถ้าช่วยคือน้ำใจ ไม่ช่วยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ส่วนเขาที่เป็น ‘ขุนนางใหญ่’ คนนี้นิสัยดี เลือกที่จะปกป้องพวกเขาหลายครั้ง คนพวกนั้นถึงจดจำน้ำใจของเขาเอาไว้
สะสมมาแต่ละครั้งจนมีมากถึงขั้นที่ทำให้พวกเขานำเสบียงไปส่งให้โดยไม่บอกปัด ตอนนั้นไม่มีคนท้อถอย มีแค่พวกผู้หญิงในบ้านที่เป็นห่วงจนร่ำไห้
นี่คือคำพูดที่มีต่อเขา
ยังมีเกี่ยวกับ ‘ม้าพันลี้’
ที่แท้ท่านย่าก็รู้เรื่องที่อาซ่งจะเปิดร้านรับขนย้ายข้าวของ
วันนี้ถึงได้ถามท่านย่าของฝูหลิง “ได้ยินว่าลูกสามของท่านจะเปิดร้านรับขนของหรือ”
ท่านย่าของฝูหลิงตอบว่า นอกจากกังวลเรื่องระยะทางที่ไกล เรื่องอื่นก็เห็นด้วยหมดที่จะเปิดกิจการแบบนี้ เพราะแอบมีความคิดเห็นแก่ตัวอยู่หน่อย
นางบอกว่านางทิ้งญาติไว้ที่บ้านเกิด เป็นลูกๆ ของครอบครัวพี่สาว ต้องพึ่งพาตัวเอง บางทีชาตินี้นางอาจไม่ได้กลับบ้านเกิดแล้ว คงตามหากันไม่เจอ
ถ้าพวกลูกสามมีโอกาสได้ขนของไปที่บ้านเกิด ไม่แน่อาจช่วยนางตามหาได้
มีเรื่องติดค้างอยู่ในใจแบบนี้ ถึงแม้ท่านย่าของฝูหลิงจะไม่ได้บอกสาเหตุที่แน่ชัดให้ท่านย่าฟัง แต่กลับสรุปคร่าวๆ ให้ฟังว่า
“เจอเรื่องลำบากไม่ทิ้งญาติพี่น้อง คนที่ช่วยก็คือญาติที่ดี ต้องจดจำไว้ในใจ ข้าน้อยเคยเจอเรื่องลำบาก ได้พี่สาวคนนี้ช่วยให้ก้าวผ่านมาได้ ตอนนี้ข้าน้อยมีชีวิตที่ดีขึ้น ก็เลยอยากตามหาลูกๆ ของนาง”
เวลานี้ท่านย่าได้พูดกับท่านแม่ว่า
“ฟังดูนะ มีน้ำใจไหมล่ะ…
…ช่วงหลายปีมานี้พวกเราเห็นตระกูลใหญ่ๆ รุ่งเรืองดับลงไปตั้งเท่าไหร่ แต่เมื่อใดที่เกิดปัญหา พวกคนมีการศึกษาเหล่านั้น จะมีสักกี่คนที่ช่วยลูกหลานของสหายคนสนิทจากใจจริง…
…พวกผู้ชายที่มีการศึกษา พูดจามีหลักการมากมายเหล่านั้น กลับสู้หญิงชาวบ้านที่มีจิตใจดีรู้จักตอบแทนบุญคุณไม่ได้”
ท่านแม่ฟังจบก็เงียบไปชั่วครู่ ลู่พั่นได้ยินกับหูว่าท่านแม่เถียงกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่ใช่สู้หญิงชาวบ้านไม่ได้ แต่สู้ท่านย่าของพั่งยาไม่ได้ต่างหาก มีหญิงชาวบ้านไม่กี่คนที่คิดได้แบบท่านย่าของครอบครัวพั่งยา”
“ฮ่าๆ สะใภ้ เจ้าพูดแบบนี้ก็ถูกนะ”
ลู่พั่นยืนอยู่หน้าม่านมุก พลอยยิ้มตามไปด้วย
จากนั้นเขาก็พบว่า ท่านย่าประเมินท่านย่าของฝูหลิงไว้สูงมาก
เป็นต้นว่า ท่านย่าเล่าตั้งแต่เริ่มเจอท่านย่าของฝูหลิง ไม่เพียงแต่จะไม่ด้อยค่าตัวเอง ไม่ได้จงใจประจบสอพลอ อีกทั้งยังรู้จักฟังดนตรี ดื่มด่ำกับทิวทัศน์อันงดงาม
สิ่งเหล่านี้ถือว่าธรรมดามากสำหรับหญิงชราในตระกูลชนชั้นสูง เพราะพบเห็นได้ทุกวัน
แต่สำหรับหญิงยากจนแล้วนั้น กลับเป็นสิ่งที่พบเจอได้ยาก
เพราะนั่นแสดงถึงว่า ชีวิตที่ลำบากไม่ได้กัดกร่อนจนทำให้รู้จักแต่ก้มหน้ามองพื้น นางยังรู้จักสังเกตสิ่งรอบข้าง รู้จักดื่มด่ำโดยไม่มีแบ่งแยกชนชั้น
เป็นต้นว่า ใฝ่รู้
อายุขนาดนี้แล้วยังมีหัวใจที่อยากรู้อยากเห็น สายตาคอยสังเกตสรรพสิ่ง สมองคิดวิเคราะห์อย่างกระตือรือร้น
ซึ่งแสดงออกที่ ท่านย่าเล่าว่า “นางถามข้าว่า ทำไมในจวนของเรายิ่งเดินเข้าไปลึกพื้นก็ยิ่งสูงขึ้น ข้ายังไม่ทันตอบนางก็หัวเราะ นี่สินะที่เรียกว่าไต่เต้า ไว้กลับไปจะเอาไปทำที่บ้านบ้าง ทำคานประตูสูงหน่อย”
แสดงออกที่ท่านย่าเล่าว่า “จากที่อ่านหนังสือไม่ออก ตอนนี้รู้จักอักษรกับตัวเลขที่อยู่บนตั๋วเงินหมดแล้ว ได้ยินว่าอักษรง่ายๆ ก็พออ่านเข้าใจ” ทั้งหมดใช้การท่องจำอย่างเดียว
เอาแค่นี้ ในที่สุดลู่พั่นก็เข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อบ้านถึงบอกเขาว่า ‘คุยกันอย่างออกอรรถรส’
“ท่านย่า ท่านแม่” ลู่พั่นแหวกม่านออก
“อ้อ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ลูกมานานแล้ว ยืนฟังอยู่สักพัก”
“ได้ยินเรื่องบ้านท่านตาก็จะย้ายไหม”
“ไม่ได้ยินเรื่องนั้น”
“หมินหรุ่ย เจ้าไปดื่มสุราข้างนอกมาใช่ไหม” สำหรับลู่ฮูหยิน เมื่อใดที่ลูกชายของนางมา คนและเรื่องอื่นๆ ต้องหลบไปให้หมด ไม่มีใครสำคัญเท่าลูกชาย รีบให้สาวใช้ไปต้มน้ำแกงที่ช่วยให้สร่างเมา
เหล่าฮูหยินก็ลืมเรื่องท่านย่าหม่าทันที มองหลานชายด้วยสายตาเอ็นดู “ไปดื่มสุรากับใครมาหรือ” นางก็อยากให้หลานชายออกไปผ่อนคลายกับเหล่าสหายบ่อยๆ เหมือนกัน
ไม่เพียงแต่ลู่พั่นจะเล่าเรื่องที่ไปกินข้าวกับใครมา ยังเล่าด้วยว่าเขายังไปที่หมู่บ้านเหรินจยามาอีกด้วย “มีธุระถึงได้ไป”
เหล่าฮูหยินมีรอยยิ้มในดวงตา ไม่มีธุระก็ไปได้เหมือนกัน
ยิ้มจนลู่พั่นรู้สึกเขินอายเล็กน้อย รีบพูดเรื่องต่อไป “จริงสิท่านแม่ ท่านแม่ไปพร้อมกับท่านย่าหรือพวกท่านยายก็ได้”
“แล้วเจ้าล่ะ”
ลู่พั่นคิดในใจ ข้าโตแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ
“ช่วงนี้ลูกต้องเตรียมตัวสอบจอหงวน และยังต้องรักษาตัว หลังสอบจอหงวนลูกจะไปฝึกทหาร ฝ่าบาทจะต้องมอบหมายงานอย่างอื่นให้ลูกแน่นอน พอถึงตอนนั้นลูกก็ไม่อยู่จวน ท่านแม่อยู่ในจวนคนเดียวลูกก็เป็นห่วง”
“เจ้ารำคาญแม่เสียแล้ว”
“ไม่ใช่”
“ถ้าอย่างนั้นอีกสักระยะเจ้าต้องไปเยี่ยมพวกเราที่เมืองหลวงด้วย”
“ลูกทราบ”
เหล่าฮูหยินกับลู่ฮูหยินยิ้มออกมา ประจวบเหมาะพอดี อัครเสนาดีลู่ได้เดินจากเรือนหน้ามาที่เรือนหลังในเวลานี้
เพียงชั่วพริบตา บ่าวรับใช้ในเรือนของเหล่าฮูหยินก็เดินเข้าๆ ออกๆ ยกอาหารนานาชนิดเข้ามา
ลู่พั่นดื่มเป็นเพื่อนท่านปู่อีกเล็กน้อย เล่าแผนอนาคตให้ท่านปู่ฟัง
อัครเสนาบดีลู่ไม่เห็นด้วยที่หลานชายจะสอบจอหงวน ไม่เท่ากับไปแย่งที่นั่งคนอื่นหรือ ถึงแม้กระดาษคำตอบจะปิดชื่อ ไม่รู้ว่าของใคร แต่ถ้าหลานชายปรากฏตัวที่สนามสอบ จะทำให้คนคุมสอบทำงานกันลำบาก
เอาแค่เรื่องนี้ ยังไม่ทันที่ลู่พั่นจะอธิบายว่าแค่อยากไปลองดู เหล่าฮูหยินก็พูดขึ้น “แย่งใครรึ” แย่งได้ก็แสดงว่าพวกเขาไม่มีความสามารถ คนพวกนั้นก็ต้องหล่นไปอยู่อันดับท้ายๆ เองมิใช่หรือ
ลู่ฮูหยิน “ท่านพ่อ ข้าคิดว่าหมินหรุ่ยตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือมาหลายปีขนาดนี้ ก็คงอยากลองไปลงสนามสอบดู” ลองดูว่าตัวเองอยู่ระดับไหน และก็จะได้รู้ข้อบกพร่องของตัวเอง
อัครเสนาบดีลู่ “ได้ๆๆ” เขาอยู่ในบ้านนี้ แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นแบบนี้
หลังจากกินมื้อดึก ขณะที่ลู่พั่นเดินไปส่งมารดากลับเรือน ลู่ฮูหยินก็บอกเขา “ในเมื่อเจ้าไม่ต้องการให้แม่อยู่ด้วย เช่นนั้นแม่ก็จะไป แม่จะรอเจ้าไปเยี่ยม หมินหรุ่ย อันนี้ให้”
อะไรหรือ
โฉนดบ้าน
ลู่ฮูหยินไปเอาโฉนดของร้านขนมจากลู่จือหว่านมาให้ลูกชาย แถมยังถูกลู่จือหว่านทำเจ้าเล่ห์ใส่ บอกว่าต้องยกร้านค้าสองแห่งในเมืองหลวงให้แทน
ไม่เคยทำอะไรที่ขาดทุนเท่านี้มาก่อน แต่จะทำอย่างไรได้ ก็นางคลอดลูกตัวแสบออกมาเอง
ความหมายของลู่ฮูหยินชัดเจนมาก ยกร้านขนมร้านนี้ให้ลูกชายแล้ว เจ้าอยากเอาไปร่วมเปิดกับครอบครัวซ่งก็ทำไป แม่ไม่ยุ่ง ต่อให้เจ้ายกให้ทางนั้นเปล่าๆ นั่นก็เรื่องของเจ้า
แม้แต่เฉิงอี๋เหนียงที่อยู่ข้างกายลู่ฮูหยินยังยิ้ม อี๋เหนียงคนนี้ก็คือคนที่เคยติดตามพ่อของเขา นางทำความเคารพลู่พั่น “คุณชาย เดินระวังด้วย”
ลู่พั่นพยักหน้าเล็กน้อย
เดินกลับเรือนตัวเองอย่างอารมณ์ดี
ซุ่นจื่อที่หายไปครึ่งวัน “คุณชาย ต้องการอ่านเรื่องเล่าหรือไม่ขอรับ”
ถ้าซุ่นจื่อไม่เตือน ลู่พั่นก็เกือบลืมไปแล้ว
เขาไม่จำเป็นต้องอ่านเรื่องขายหน้าของคนอื่นเพื่อปลอบตัวเองอีก
พอคิดได้ จิตใจก็เข้มแข็ง ขายหน้าก็ขายหน้าสิ ไม่ว่าเขาจะหน้าแตกขนาดไหนก็ไม่ได้ไปทำขายหน้าต่อหน้าคนนอก
อีกอย่าง เขากับพั่งยาก็พอกันนั่นแหละ
ดูอย่างวันนี้สิ พอพั่งยาได้ยินว่าอาซ่งกลับมาแล้ว นางก็ตกใจจนหน้าถอดสี
แต่ในเมื่ออุตส่าห์ไปหาหนังสือเรื่องเล่ามาให้แล้ว เขาก็จะอ่านสักสองเล่มแล้วกัน
สองเล่มแรก เขาให้ซุ่นจื่อช่วยคลายผมพลางเปิดอ่านสองหน้าแล้วโยนไว้ด้านข้าง ทนอ่านไม่ไหว
เปิดถึงเล่มที่สี่ คำที่เข้าตาคือ ‘ร้านหนังสือเทียนอี’ ซึ่งก็คือร้านหนังสือของเขา
ลู่พั่นรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที เดิมทีคิดว่าผู้แต่งแค่อ้างอิงสถานที่ที่มีอยู่จริงเพื่อให้คนเข้าถึงอารมณ์ ร้านหนังสือกับภัตตาคารล้วนเป็นชื่อที่มีอยู่จริง ปรากฏว่าพออ่านดูอย่างละเอียด เขาก็มีอารมณ์ร่วมอย่างสิ้นเชิง
ซุ่นจื่อเหลือบมองลู่พั่น ทำไมอยู่ๆ ก็กำหมัดล่ะ “คุณชาย?”
คุณชายค่อยๆ หันมามองเขา
สายตาสื่อความหมายได้ว่า เจ้าจงใจหรือเปล่า
ยิ่งไปกว่านั้น สารเลวคนไหนเป็นคนเขียน