ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 607 หอมเจ็ดลี้
ตอนที่ 607 หอมเจ็ดลี้
ซุ่นจื่อหยิบหนังสือมารีบเปิดดูอย่างรวดเร็ว
เสี่ยวเฉวียนจื่อมองเขาด้วยความสงสัย “อาจารย์ เขียนว่าอย่างไรเหรอ” คุณชายเดินหน้าบึ้งออกไปแล้ว
ซุ่นจื่อจ้องหนังสือ ไอ้บ้าเอ๊ย ใครมันเป็นคนเขียนล่ะเนี่ย
“ไปสืบมา เล่มนี้มาจากไหน ใครเป็นคนเขียน”
เสี่ยวเฉวียนจื่อหันตัวกำลังจะไป
ซุ่นจื่อตะโกนเรียก “เดี๋ยวก่อนๆ สืบมาด้วยว่าหนังสือเล่มนี้ขายให้ใครไปบ้าง ต่อไปถือว่าเป็นหนังสือต้องห้าม ห้ามขายอีก”
ลู่พั่นที่อยู่ภายในห้องนอนถอดเสื้อออก นั่งเปลือยท่อนบนอยู่บนเตียง
เขายิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ประเด็นคือเก็บรายละเอียดได้ดีมาก เขียนแม้กระทั่งตอนนั้นซ่งฝูหลิงแต่งตัวอย่างไร บรรยายจนสามารถจินตนาการเห็นภาพได้ ราวกับยืนอยู่ตรงหน้า
เขายังไม่เคยเห็นพั่งยาแต่งตัวเป็นผู้ชายเลยด้วยซ้ำ
เส้นขนบนใบหน้าของพั่งยาก็เขียน
อย่างแต่งเป็นชายในชุดดำ ผิวขาวผ่อง
ให้ตายเถอะ ลู่พั่นกัดฟันกรอด ไฟโกรธโหมกระพือยากที่จะดับลง
“คุณชาย บ่าวจะให้คนไปจับตัวคนเขียนมา จากนั้นบ่าวจะเอาแส้เฆี่ยน คุณชายนั่งดูอยู่ข้างๆ เขาเอามือเฮงซวยข้างไหนเขียน บ่าวก็จะเฆี่ยนมือข้างนั้น บังอาจเขียนอะไรเลอะเทอะ”
ลู่พั่นหน้าบึ้ง
ซุ่นจื่อร้อนใจ ไม่เอาสิคุณชาย ทำเย็นชาใส่บ่าวแบบนี้มันไร้เหตุผลสิ้นดี
ลองขยับเข้าไปใกล้ “คุณชาย จับตัวมาก็ยังไม่หายโมโหใช่ไหม แต่คนคนนี้ก็ยังไม่ถึงขั้นต้องโยนลงแม่น้ำให้ปลากินหรือเปล่าขอรับ”
ขณะพูดก็ทำท่าจะเดินออก “เช่นนั้นบ่าวจับเขาไปโยนให้ปลากินแล้วกัน”
“หยุดก่อน”
เดิมทีลู่พั่นหงุดหงิดพอสมควร พอถูกซุ่นจื่อกวนประสาทแบบนี้ก็โมโหจนเกือบหลุดหัวเราะ เห็นเขาเป็นคนอย่างไร
ส่วนซุ่นจื่อคิดไว้เรียบร้อยแล้ว
เช้าวันพรุ่งนี้เขาจะแอบให้คนคุมรถม้าพาอ้อม แบบที่ไม่บอกคุณชายก่อน
แสร้งทำเป็นบังเอิญ ให้คุณชายเห็นกับตาว่าคนที่แต่งเรื่องเล่าเล่มนั้นมีสภาพซอมซ่อขนาดไหน
เพราะในสายตาของซุ่นจื่อ เขาคิดว่า คุณชาย ถ้าคุณชายโกรธเพราะแม่นางฝูหลิงถูกเอาไปเขียนในหนังสือ มันก็มีเหตุผลอยู่หรอก
แต่ถ้าในความโกรธของคุณชายมีความไม่มั่นใจปะปนอยู่ด้วย อันนั้นมันไม่จำเป็นเลยจริงๆ
ถ้าคุณชายมีความคิดแบบนี้ก็เท่ากับประเมินพวกเขาสูงเกินไป หรือไม่ก็ดูถูกตัวเองเกินไป มันเทียบกันไม่ได้จริงไหม
ไม่ต้องเปรียบเทียบอะไรให้ไกลตัว เอาแค่หน้าตาของคุณชายก็ได้ ใครจะสู้ไหว
เช้าตรู่วันต่อมา
ลู่พั่นไปประชุมราชสำนักช่วงเช้า เขาอ่านหนังสืออยู่ในรถม้า ไม่รู้ว่ารถม้าวิ่งอ้อมไปถนนเส้นเล็ก
พอรถหยุด ยังคิดว่าถึงสะพานนั้นที่หน้าวังหลวงแล้ว จึงเตรียมลงจากรถม้า
ซุ่นจื่อเปิดม่าน ยิ้มกว้างพลางพูด “คุณชายมาดูสิขอรับ คนที่เขียนหนังสือเล่มนั้นก็คือเขา”
ซุ่นจื่อชี้ไปตรงจุดหนึ่งที่อยู่ไกลๆ ทันใดนั้นก็หงุดชะงัก
เห็น ‘เอี้ยคัง’ ที่อยู่ในชุดธรรมดาปรากฏตัว หลังจากที่ถูกเจ้าของร้านหนังสือเรียกออกมา
ชุดของเขาขาวสะอาดสะอ้าน ร่างกายซูบผอมแต่ผึ่งผาย
หลักๆ คือหน้าตา เรียกได้ว่าสูสีกับคุณชายเลยทีเดียว เอ้ย ถุยๆ!
ซุ่นจื่อ หน้าตาไม่เป็นสับปะรดเลยต่างหาก
‘เอี้ยคัง’ มองมาทางรถม้า
ลู่พั่นที่อยู่ในรถม้าสวมชุดประชุมราชสำนัก แหวกม่านกำลังมองมาทางเขา
ชั่วขณะที่ทั้งสองคนมองกันและกัน ‘เอี้ยคัง’ ชะงัก หลบสายตามองสำรวจของลู่พั่นก่อน แอบสงสัยอยู่ในใจ
หลังจากที่ยืนนิ่งไม่กี่วินาที คราวนี้เขาจงใจหันหน้ามา ไม่หันข้างแอบชำเลืองมองด้วยความสงสัยอีกต่อไป
‘เอี้ยคัง’ มองมาทางรถม้า ทำความเคารพอย่างตั้งใจ
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงมองเขา แต่แขนเสื้อของชุดราชสำนักนั่น รวมถึงรถม้าที่มีม้าลากถึงสี่ตัว มีบ่าวรับใช้ มีองครักษ์ส่วนตัว ก็แสดงถึงสถานะที่สูงส่งแล้ว ควรเป็นเช่นนั้น
สิ่งที่ตอบเขากลับมาคือ ลู่พั่นปิดม่านลง “ไป”
เสี่ยวเฉวียนจื่อ “อาจารย์เป็นอะไร นับตั้งแต่กลับมาจากสนามรบก็ชอบทำตัวผิดปกติ ฮี่ๆ ข้ายังรู้สึกว่าข้าใกล้แทนที่อาจารย์ได้แล้วนะ”
ซุ่นจื่ออยากถีบ “ไปไกลๆ เลย”
นี่คือช่วงเช้าของลู่พั่น
เวลานี้ ช่วงเช้าของหมู่บ้านเหรินจยา นี่ต่างหากที่เรียกว่ากลิ่นอายของการใช้ชีวิต
ควันจากการทำอาหารลอยกรุ่นออกมาจากแต่ละบ้านตั้งแต่เช้าตรู่
ท่านย่าหม่ามาที่หน้าประตูรั้ว โบกมือไล่พวกสาวๆ ที่สะพายเข่งไว้ด้านหลัง “เลิกส่งเสียงหนวกหูได้แล้ว พั่งยาของข้ายังหลับอยู่นะ ไม่ไปขุดผักป่าแล้ว ต่อไปก็ไม่ไปแล้ว พวกเจ้าไปกันเถอะ”
ท่านย่าหม่าไล่สาวๆ พวกนี้เสร็จก็วิ่งเหยาะๆ ไปดึงตัวหมี่โซ่วที่สะพายกระเป๋าเตรียมไปเรียน ดึงสายกระเป๋าของหมี่โซ่วไม่ยอมปล่อย
ถุยๆ ท่านย่าหม่าถุยน้ำลายใส่นิ้วโป้งแล้วเปิดหน้าสมุด นั่งยองลงตรงหน้าหมี่โซ่ว เดี๋ยวก็ถาม “บอกมาหน่อย คำว่าขอโทษเขียนอย่างไร” อีกเดี๋ยวก็ถาม “พระองค์ล่ะ จวนเขียนอย่างไร”
หมี่โซ่วตอบ “ท่านย่า จะยุ่งยากทำไม เดี๋ยวข้าเขียนให้”
“ไม่เอา”
ก็ได้ หมี่โซ่วหยิบกิ่งไม้แล้วเขียนลงบนพื้น
ท่านย่าหม่ารีบถามอักษรที่เว้นเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องระวังหมี่โซ่วเห็น นั่งเอียงตัวเล็กน้อย
หมี่โซ่วสะพายกระเป๋าวิ่งไปข้างหน้า วิ่งไปได้สองก้าวก็หันกลับมาแล้วพูดขึ้น “ท่านย่า อันที่จริงไม่ต้องแอบข้าหรอก ข้ารู้แล้วว่าท่านย่าเขียนจดหมายหาท่านย่าของพี่แม่ทัพเล็ก”
ท่านย่าหม่าตะลึง “หยุดนะ เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“ก็ท่านย่าถามคำว่าจวน” ท่านย่าจะรู้จักจวนไหนได้ล่ะ หมี่โซ่วกะพริบตา ก็จวนผู้สำเร็จราชการน่ะสิ
“พระองค์อีก” ท่านย่าจะเรียกใครว่าพระองค์ได้ เรียกพี่แม่ทัพเล็กเหรอ ไม่ได้ จวนนั้นมีท่านย่าองค์หญิงอยู่ แถมหลังคำว่าพระองค์ยังมีคำว่า ‘หญิง’ อีก พระองค์หญิง
“ส่วนทำไมท่านย่าต้องเอ่ยขอโทษ ท่านย่าไม่อยากบอก ข้าก็จะไม่ถาม พี่เคยสอนไว้ ต่อให้เป็นคนในครอบครัว เราก็ต้องเคารพซึ่งกันและกัน”
พูดจบก็สะพายกระเป๋าวิ่งออกไป ไม่อย่างนั้นจะไปเรียนไม่ทันแล้ว
ท่านย่าหม่าโบกมือที่ถือจดหมายไว้ “พูดแล้วนะว่าต้องเคารพกัน ห้ามบอกพวกเขาล่ะ”
“รู้แล้ว”
เด็กดี เป็นเด็กดีจริงๆ ท่านย่าหม่าพูดพึมพำชมหมี่โซ่วพลางรีบกลับเข้าบ้าน
ใช้เวลาในช่วงเช้าตรู่ช่วยสะใภ้สามเก็บกวาดลานบ้าน แถมยังต้องอุ่นกับข้าวรอบสองเอาไว้ให้หลานสาว คนอื่นๆ ในบ้านกินกันหมดแล้ว มีแค่พั่งยาที่ยังนอนอยู่
ส่วนงานต่างๆ ของ ‘เก้าสกุล’ รวมถึงครอบครัวลูกชายคนโตลูกชายคนรอง นางไม่ยุ่งนานแล้ว เพราะนางเป็น ‘หัวหน้างานคนสำคัญ’
ทำแต่งานสำคัญๆ เหมือนลูกชายคนสามของนาง
ถูกต้อง พวกยายหวังต้องไปให้อาหารห่าน เป็ด ไก่ หมา ของเก้าสกุล ไม่ได้ว่างตอนเช้าแบบท่านย่าหม่า
ยายหวัง “กุ๊กๆๆ…” กำลังให้อาหารไก่อยู่
เก่อเอ้อร์นิวกับยายรองซ่งรับหน้าที่เก็บไข่ไก่ไข่เป็ด
มีไก่อยู่ตัวหนึ่งวันนี้ไม่ออกไข่ เก่อเอ้อร์นิวโมโหตบตูดไก่ “เอ็งมันขี้เกียจ เอาแต่กินไม่ยอมออกไข่”
ทำงานเหล่านี้เสร็จพวกยายๆ ก็จัดแจงหาที่ยืนคุมพวกลูกสะใภ้ทำอาหารให้พวกคนที่มาช่วยงานวันนี้กิน
ต้องควบคุมปริมาณโดยใช้มือกะเอา
ส่วนพวกชายสูงวัยตอนนี้ก็ลงลานบ้าน เริ่มเก็บกวาดขี้ไก่ขี้เป็ด
สุดท้ายจะเป็นหน้าที่ท่านลุงซ่งถือไม้กระบองสั่งเป็ดตัวที่อยู่หน้าสุด หัวหน้าเป็ดก็จะหันไปสั่งพวกฝูงห่านที่อยู่ด้านหลังให้ออกไปเดินเล่น
ในเวลาเดียวกัน ตรงริมแม่น้ำกลับครึกครื้นยิ่งกว่า
คนในหมู่บ้านไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน หากในบ้านไม่มีงานต้องทำก็จะมาเหวี่ยงแหจับปลาที่ริมน้ำก่อนไปทำสวน
บ้านไหนที่ลำบากหน่อยก็จะมองว่างานนี้เป็นงานที่สำคัญมาก
ยืนบนเรือที่ต่อขึ้นมาเอง พวกผู้ชายตะโกนนับเพื่อเหวี่ยงแห
ตรงริมแม่น้ำ ลมพัดผมบ๊อบของอาฝูกุ้ยพลิ้วไหว เขามองตราชั่ง ปากก็คอยบอกว่าบ้านนั้นได้กี่จิน บ้านนี้กี่จิน
‘ม้าพันลี้’ ของพวกเขาช่วงนี้กำลังไปรับสมัครคนงานตามแต่ละอำเภอ แต่จะไปเปล่าๆ ไม่ได้ เอาปลาไปขายสักหน่อย ก็ได้กำไรในฐานะพ่อค้าคนกลางอยู่บ้าง
ถึงแม้จะได้ไม่เท่าไหร่ แต่ก็พอได้ค่าหญ้าของวัว
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาช่วยขายปลา เรื่องนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรสำหรับบ้านคนมีฐานะในหมู่บ้าน แต่สำหรับคนที่ยากจนกลับสำคัญมาก
ชาวบ้านชาวสวนไม่ได้มีเงินค่าแรงจากการทำงานมากนัก
อีกทั้งในครอบครัวซื้อเกวียนไม่ไหว เดินทางไม่ได้ไกล ใช้ไม้หาบไปขายจะได้สักกี่ตัว
แต่ถ้ามีพวกเขาช่วยก็ไม่เหมือนกันแล้ว
เวลานี้ซ่งฝูเซิงเอาใบสมัครงานมาให้ แรงงานของครอบครัวเขาจำเป็นต้องกรอกใบสมัครนี้และประทับรอยนิ้วมือ ถ้าอยากทำงานยังต้องมีหนังสือรับรองจากหลี่เจิ้งของหมู่บ้าน หรือการรับรองจากสิบครอบครัวขึ้นไป