ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 608 ข้าไม่อยากโต โตแล้วไม่มีนิทาน
ตอนที่ 608 ข้าไม่อยากโต โตแล้วไม่มีนิทาน
ซ่งฝูเซิงมองผิวน้ำในแม่น้ำ หูก็ฟังเสียงตะโกนของคนบนเรือ สูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า หมุนไหล่ออกกำลังกาย
สักพักก็หมุนคอ
รอบตัวเขามีเหล่าชายฉกรรจ์
คนเหล่านี้อยู่ที่ริมแม่น้ำกำลังรับปลาของคนในหมู่บ้าน รับแป้งทอดที่ห่อด้วยกระดาษไขที่พวกยายหวังตั้งใจเอามาส่งให้ไปวางในเข่งบนเกวียน ระหว่างนั้นก็คุยกันอย่างสนุกสนาน
ซ่งฝูเซิงกำชับพวกฝูกุ้ย
แรงงานชุดแรกได้มาพอประมาณแล้ว รับสมัครช่วงสองสามวันสุดท้ายนี้ก็ไม่ต้องไปตระเวนรับสมัครตามเมืองอื่นหรือหมู่บ้านละแวกใกล้ๆ อีกแล้ว
ต้องลงลึกไปอีก
เอาจดหมายแนะนำที่นายอำเภอออกให้นั่งเกวียนไปแถวเขตพื้นที่ห่างไกลอย่างแท้จริง
ถึงแม้พวกเราจะลำบากหน่อย แต่ก็ต้องหาคนงานเอาไว้หลายๆ ที่ จะได้ไม่ขาดแคลนแรงงาน แต่คิดๆ ดูแล้วคนที่อยู่หมู่บ้านห่างไกลน่าจะต้องการโอกาสทำงานมากกว่า และก็อาจจะได้แรงงานที่แข็งแรงอดทนต่อความยากลำบากได้ดีกว่า
หา ไปที่ไกลๆ เหรอ
พวกฝูกุ้ยพยักหน้าต่อเนื่อง “ไม่มีปัญหา”
เมื่อเทียบกับทำให้คนหนุ่มที่ยากจนยิ่งกว่าได้เลี้ยงดูทั้งครอบครัวได้ อย่าปล่อยให้พวกเขาที่อยากทำงานแลกเงินต้องหมดโอกาส ไปหลายๆ เส้นทางหน่อยก็ไม่เป็นไร
ซ่งฝูเซิงถามพวกฝูกุ้ยกับหวังจงอวี้ “ช่วงนี้เจอเรื่องยุ่งยากอะไรไหม”
เอาแค่หัวข้อนี้ก็ทำซ่งฝูเซิงหัวเราะแล้ว
เพราะฝูกุ้ยบอกว่า มีสารพัด
มีผู้ใหญ่บ้านบางคนที่อยากกลั่นแกล้งพวกหนุ่มๆ ที่จะไปทำงาน จงใจไม่รับรองให้
พวกเราเลยบอกว่า เพื่อป้องกันเรื่องอย่างหลี่เจิ้งเจตนากลั่นแกล้งแบบนี้ พวกเราก็มีเงื่อนไขที่สอง ในเมื่อหลี่เจิ้งไม่รับรอง เช่นนั้นก็ไปให้สิบครอบครัวในหมู่บ้านช่วยรับรองให้
ถ้าแม้แต่ความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในหมู่บ้านสักสิบครอบครัวยังไม่มี เช่นนั้นก็ขอโทษนะ แสดงว่าคนคนนี้ไม่ได้เรื่องจริงๆ
บางหมู่บ้านพอเห็นมารับสมัครคนทำงาน ตอนนี้หมู่บ้านพวกเขาก็เลยมีขาย ‘หนังสือรับรอง’ แลกกับอาหารหรือเงินนิดหน่อย
และยังมีพวกที่ทำมาตีสนิทพวกฝูกุ้ย
เพียงแต่เป็นเรื่องยากที่จะมาตีสนิทกับ ‘เก้าสกุล’ เพราะแรกเริ่มเดิมทีไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ ‘รากเหง้า’ ไม่อยู่ที่นี่ หากคิดจะเข้าทางญาติพี่น้องปู่ย่าตายายย่อมไม่ได้
ก็เลยปรากฏเหตุการณ์แบบที่ว่า เมื่อก่อนตอนเปิดแผงขายอาหาร ตั้งร้านอยู่ไม่ไกลกัน หรือไม่ก็พูดว่าเคยมากินบะหมี่ที่ร้าน
ไม่เกินจริงเลยสักนิด ทำมาตีสนิทแบบนี้พวกเขารู้สึกอึ้งมาก
ต้องทราบก่อนว่าตอนนี้ ‘ม้าพันลี้’ หาคนงานได้ง่ายมาก ประการแรก เป็นเพราะสงครามเพิ่งจบ ผู้คนลำบาก อีกประการหนึ่งที่สำคัญที่สุดเช่นกันคือ ให้ค่าตอบแทนดี
ในยุคสมัยนี้ เงินเดือนที่ซ่งฝูเซิงให้ถือว่าสูงแล้ว ขนของไปเที่ยวหนึ่งก็ตั้งหนึ่งถึงสองเดือน เงินสวัสดิการต่างๆ ยิ่งดีเข้าไปใหญ่
อีกทั้งหากเป็น ‘เวลาเข้างาน’ ม้าพันลี้ก็จะมีอาหารให้กิน หรือแม้กระทั่งคนบ้านไกลก็มีที่ให้พัก
แบบนี้ถือว่าเหลือเงินเต็มๆ สำหรับคนหนุ่มที่มาจากบ้านนอกเลยใช่ไหมล่ะ
ขณะที่ฝูกุ้ยพูดเรื่องพวกนี้กับฝูเซิง เขาแค่มองว่าเป็นการรายงานสถานการณ์ทั่วไป พูดเอาสนุกๆ ไม่ได้เก็บมาคิดมาก
พวกเขาเป็นหัวหน้าตัวเล็กๆ ที่เป็นตัวแทนของ ‘ม้าพันลี้’ มองเรื่องยิบย่อยพวกนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยนานแล้ว แค่มองก็เข้าใจ จัดการแก้ไขกันเองได้
แต่พอฝูกุ้ยเล่าอีกเรื่องหนึ่งกลับแสดงสีหน้าไม่พอใจ
บอกว่าเขา หวังจงอวี้ ซ่งฝูโซ่ว เคยไปที่หมู่บ้านหนึ่งแล้วบอกว่าพวกเขามารับสมัครคนงาน แต่กลับบังเอิญไปได้ยินคนในหมู่บ้านนั้นแอบคุยกันว่าพวกเขาสามคนไม่เหมือนคนดี
โชคดีที่หลี่เจิ้งของหมู่บ้านนั้นรู้หนังสือ และก็รู้เรื่องที่เก้าสกุลมีป้ายพระราชทาน ไม่อย่างนั้นคงได้ถูกคนหมู่บ้านนั้นแอบรายงานไปที่อำเภอแล้ว
ฝูกุ้ยไม่พอใจ แต่ซ่งฝูเซิงกลับขำเป็นบ้า รู้สึกจากใจเลยว่าจะโทษคนหมู่บ้านนั้นก็ไม่ได้
ก็ดูสภาพของสามคนนี้สิ ทรงผมของฝูกุ้ยเป็นแบบนั้น ซ่งฝูโซ่วมีตาเดียว หวังจงอวี้มีบาดแผลที่ก้น ตอนนี้เดินกะโผลกกะเผลก
คนหนึ่งตาบอด คนหนึ่งเดินพิการ อีกคนก็ชอบสะบัดบ๊อบเวลาพูด อยู่ๆ ก็ไปปรากฏตัวในหมู่บ้านอื่น ฮ่าๆๆ
“ไป”
“ไป”
เกวียนวัวหลายเล่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่
“หึหึ ระวังตัวกันด้วย” ซ่งฝูเซิงยิ้มพลางโบกมือให้พวกฝูกุ้ย
ภายในบ้านของซ่งฝูเซิง
เวลานี้คนทั้งหมู่บ้านทำงานกันไปได้เยอะแล้ว ซ่งฝูหลิงเพิ่งตื่นลุกขึ้นมานั่ง
เอาแค่นี้นางยังสะลึมสะลือเหมือนยังไม่ตื่นดี ผมเผ้ายุ่งเหยิง ร่างกายมีผ้าห่มลายดอกพันตัวอยู่ สายตาเหม่อลอย หาวออกมามีน้ำตาเล็ด เอามือขยี้ตา
ท่านย่าหม่าได้ยินเสียงกุกกักจึงแหวกม่านชะโงกหน้ามาดู “ตื่นแล้วเหรอ” ไอ๊หยา ร้อนใจจะบ้าตายอยู่แล้ว ถ้ายังไม่ตื่นอีกคงได้อุ่นกับข้าวเป็นรอบที่สามแล้ว ย่ายังมีงานต้องทำอีกเยอะนะ
“ท่านย่า ท่านแม่ล่ะ”
“ออกไปแล้ว ถามหาแม่ทำไม ย่าอุ่นข้าวไว้ให้แล้ว เสื้อผ้าก็เตรียมไว้ให้ข้างๆ นั่น สวมชุดนั้น เมื่อวานซักให้แล้ว”
ซ่งฝูหลิงไม่ตอบ ค่อยๆ หันศีรษะไปมองนอกหน้าต่าง อาจเพราะมองเห็นไม่ชัด นางค่อยๆ ขยับเอาผ้าห่มออกจากตัวแล้วไปที่หน้าต่าง
แค่ท่าทางแบบนี้ ท่านย่าหม่าก็รู้สึกทนดูไม่ไหว เห็นทีก็ร้อนใจที
“เอ่อ ท่านย่า เข้ามาหน่อย”
“มีอะไรเหรอ”
“คือข้า มีเลือดออกแล้ว ต้องถอดผ้าห่มออกมาซัก” ร่างกายของคนยุคโบราณเวลามีประจำเดือนครั้งแรกจะเปรอะเปื้อนผ้าห่มไปหมด ซ่งฝูหลิงเองก็งง นี่เรานอนดิ้นขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่น่านะ
ท่านย่าหม่ารีบเปิดผ้าห่มของหลานสาวดู “…”
มองเลือดแล้วมองหลานสาว คิดในใจ ยังจะพูดได้หน้าตาเฉย ถึงขั้นจะได้แต่งงานมีลูกแล้วนะ
“รอเดี๋ยว ย่าจะไปเตรียมขี้เถ้าให้”
“อ๋า ไม่ต้อง!”
ต่อมาสองย่าหลานก็ทะเลาะกันเบาๆ
“ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ใช้อันนั้น ข้าจะไปหาท่านแม่ ไม่ต้องใช้ของแบบนี้หรอก เอาไปโยนในเตาเถอะ” กางเกงในที่เย็บจากเศษผ้าเลอะเทอะไปหมด
เดี๋ยวท่านแม่กลับมา ค่อยให้ท่านแม่บอกท่านพ่อว่าให้เข้าพื้นที่พิเศษไปเอาผ้าอนามัย
ท่านย่าหม่า “ทำไมไม่ใช้ล่ะ เจ้าไม่รองไว้จะได้อย่างไร เจ้าอายุน้อยคงไม่รู้ว่า เวลามาครั้งแรกต้องทำอย่างไร ฟังย่า เลือดสกปรกจะไหลออกมาหลายวัน ถ้าไม่รองไว้ เวลาเดินมันก็จะหยดติ๋งๆ”
จากนั้นก็เก็บกางเกงในที่หลานสาวโยนเข้าเตากลับมา “เอะอะก็จะทิ้ง ซักหน่อยก็ได้แล้ว”
“ท่านย่าซักเสร็จ ข้าก็ไม่เอาอยู่ดี”
“ตัวล้างผลาญ เจ้าไม่เอา ย่าเอา ย่าจะไปตัดออกทำเป็นผ้าขี้ริ้ว”
“ท่านย่า ของแบบนี้เอาไปทำผ้าขี้ริ้วได้เหรอ”
ดวงตากลมแป๋วของซ่งฝูหลิงจ้องไปทางห้องครัวพลางตะโกน ทำไมไม่เอาไปทำผ้ารองนึ่งหมั่นโถวเลยล่ะ!
ทันใดนั้นก็มีเสียงเอะอะดังมาจากด้านนอก
เฉียนเพ่ยอิงดันตัวซ่งฝูเซิง “รีบเข้าบ้านเถอะ ทำอะไรน่ะ”
“ข้าต่างหากที่อยากถามว่านางคิดจะทำอะไร เช้าตรู่แบบนี้ เดิมทีข้ากำลังอารมณ์ดี แต่นางจะมาพูดเรื่องสู่ขอ!”
เฉียนเพ่ยอิงทำได้เพียงเกลี้ยกล่อมเขา “เจ้าก็เพลาๆ ลงบ้างเถอะ”
ซ่งฝูเซิงเดินเข้าบ้านพลางหันไปตะโกนทางประตูรั้วด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด “ข้าเพลาลงมากแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ ข้าคงวิ่งตามเอารองเท้าปาใส่ไปแล้ว”
คนในหมู่บ้านที่ไม่ได้ลงสวนต่างรู้กันหมดแล้วว่าเช้าวันนี้มีแม่สื่อมาจากอำเภออวิ๋นจง เพื่อมาพูดสู่ขอลูกสาวของซ่งฝูเซิง แต่ยังพูดได้ไม่กี่คำก็ถูกซ่งฝูเซิงด่าเปิดเปิง
เริ่นกงซิ่นนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าว เอาหัวหอมจิ้มซีอิ๊ว กัดกรวบๆ พอได้ยินเรื่องนี้ก็แสยะยิ้ม “ลูกคหบดีอู่ที่ทำตัวเหยาะแหยะยังคิดจะมาสู่ขอแก้วตาดวงใจของฝูเซิง เพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว คงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ”
ซดโจ๊กครึ่งชามเสียงดังอึกๆ คิดในใจ รนหาที่ตายยิ่งกว่าเขาเสียอีก