ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 610 ดอกไม้ที่รอเบ่งบาน ดูอย่างเขาบ้างสิ
ตอนที่ 610 ดอกไม้ที่รอเบ่งบาน ดูอย่างเขาบ้างสิ
เนื่องจากความระส่ำระสายในบ้านเมืองทำให้หยุดพักการสอบจอหงวนไปเกือบสิบปี เมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ ย้ายกลับเมืองหลวง ก็กลับมาให้ความสำคัญกับความรู้อีกครั้ง ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคนเก่ง
ประกาศที่เร่งส่งถึงบรรดาผู้ใฝ่เรียนใต้หล้านี้ ทำให้ผู้ใฝ่เรียนที่ผมเริ่มหงอกจำนวนมากต่างหลั่งน้ำตา
พวกเขารอมานานเหลือเกิน
และก็ทำให้ผู้ใฝ่รู้อย่างลู่พั่นมีโอกาสได้ลงสนามสอบ
เพราะครั้งล่าสุดที่มีการสอบจอหงวน พวกเขายังเป็นเพียงเด็กน้อย เมื่อถึงวัยที่ลงสนามสอบจอหงวนได้กลับมีการพักสอบ
…
ภายในร้านขนมเค้กแห่งความสุขของย่าหม่า
เปิดร้านอีกครั้งแล้ว อีกทั้งยังเปิดมาหลายวันแล้ว
ซุ่นจื่อมาคุยกับท่านย่าหม่าด้วยตัวเอง เปิดเผยไปตามตรง ‘ตอนนี้ร้านนั้นเป็นของคุณชายแล้ว ว่างอยู่ ท่านรีบมาจัดการเถอะ’
ตามคาด ตอนนั้นท่านย่าหม่าแค่กะพริบตาสองที จากนั้นก็ไปรวบรวมพรรคพวก
มีซุ่นจื่อคอยให้ความร่วมมือ ซื้ออิฐ สร้างเตา ทำเตาอบขนาดใหญ่ภายในร้าน เรียกต้าเต๋อจื่อกลับมา เปิดร้านขนมเค้ก สวมผ้าโพกหัวสีชมพู บางครั้งก็พา ‘อาจารย์ใหญ่’ เอ้อร์ยาไปอบขนมที่ร้านด้วย แบบที่ใครก็ห้ามไม่อยู่
ซ่งฝูหลิงไม่รู้ว่าเปลี่ยนเจ้าของแล้ว นางยังคงคิดว่าร่วมเปิดร้านกับลู่จือหว่าน
ลู่จือหว่านไปแล้ว พวกนางกลับยิ่งเอาใจใส่มากกว่าเดิม
ท่านย่าหม่าคิดคำพูดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ต่อให้วันหน้าหลานสาวรู้ว่าเปลี่ยนเจ้าของแล้ว นางก็จะกัดฟันพูดไปว่า
ย่าไม่เคยคิดเลยนะว่าวันหน้าร้านของเขาจะเป็นร้านของเจ้า
ไม่เคยคิดว่าวันหน้าเงินของเขาจะเป็นเงินของเจ้า
ยิ่งไปกว่านั้นไม่เคยคิดเลยว่ากำไรที่แบ่งให้เขาวันหน้าจะเป็นกำไรของเจ้า
ย่ารู้ว่าพวกเจ้าไม่ได้เป็นอะไรกัน เจ้าไม่ต้องย้ำบ่อยๆ หรอก
ย่ากับคุณชายลู่เป็นแค่คนร่วมกันเปิดร้านธรรมดาๆ
ธรรมดากับผีสิ
เนื่องจากร้านขนมตั้งอยู่บนถนนเส้นที่ครึกครื้นที่สุดของเมืองเฟิ่งเทียน ท่านย่าหม่าจึงรู้ข่าวไวกว่าใครเพื่อน
ท่านย่าหม่าดึงผ้าโพกหัวเก็บเข้าเก๊ะเงิน พลางถามย้ำกับลูกค้าที่มาซื้อของ “ติดประกาศแล้วจริงเหรอ”
“ติดแล้วจริงๆ ต่อมาก็มีมือปราบมาติดวันสอบ ตัวหนังสือยืดยาว ถ้าบ้านท่านมีคนจะสอบจอหงวนก็รีบไปอ่านรายละเอียดเถอะ”
“เป่าจูเอ๊ย”
“เจ้าค่ะ ท่านย่า”
“รีบมาเฝ้าหน้าร้านหน่อย”
“มาแล้วๆ”
พอท่านย่าหม่าออกจากร้าน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีจากในร้านหนังสือข้างๆ แค่คิดก็รู้ว่าพวกผู้ใฝ่รู้ที่อยู่ในนั้นดีใจกันขนาดไหน นางได้ข่าวยังดีใจ
เร่งฝีเท้า ยกกระโปรงสีน้ำตาลขึ้นแล้ววิ่งเหยาะไปยังกระดานติดป้ายประกาศ
เวลานี้ ตรงนั้นมีคนมุงดูอยู่หลายชั้น มีทุกช่วงอายุ
ท่านย่าหม่ายืนอยู่ตรงนั้นถึงครึ่งชั่วยามกว่า ตัวหนังสือตัวไหนที่นางอ่านออกก็จะจดจำไว้ในใจก่อน
ถ้ามีประโยคไหนที่ใช้ภาษาทางการมาก ไม่ค่อยแน่ใจความหมาย นางก็จะดึงเด็กหนุ่มที่ดูมีความรู้มาถามอย่างละเอียด
ในเวลาเพียงไม่นาน ท่านย่าหม่าก็ได้ ‘คุกคาม’ เด็กหนุ่มไปแล้วหลายคนอย่างต่อเนื่อง
อ๋อ เข้าใจแล้ว
ที่แท้ลูกชายของนางก็ไม่ต้องสอบสนามแรก
ลูกสามของนางได้ถงเซิงมาแล้ว ต้องรอคนอื่นสอบให้ได้ถงเซิงเสร็จก่อน ก็จะเป็นถงเซิงเหมือนลูกชายของนาง จากนั้นก็จะเข้าไปสอบระดับอำเภอด้วยกัน หรือที่เรียกว่าสอบซิ่วไฉ
ถ้าเป็นแบบนี้ อย่างหัวหน้าตระกูลเริ่นในหมู่บ้านที่ได้ซิ่วไฉมาแล้ว หากคิดจะลงสอบจวี่เหรินก็ต้องรอให้พวกลูกชายคนสามของนางสอบซิ่วไฉเสร็จก่อน จากนั้นค่อยลงสนามสอบ
สอบจวี่เหรินเป็นการสอบระดับมณฑลแล้ว ท่านย่าหม่า เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว
ท่านย่าหม่าหยิบสมุดเล่มเล็กที่พกติดตัว จดวันสอบระดับอำเภอกับระดับมณฑลเอาไว้ท่ามกลางสายตาตะลึงของเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆ ไปสอบที่ไหน ต้องเอาอะไรไปบ้าง หนังสือรับรองต่างก็ต้องเอาไป
หนังสือรับรองต้องมีสองฉบับ
หนึ่งฉบับ ลูกของนางต้องไปให้คนที่เข้าสอบซิ่วไฉด้วยกันรับรองกันเองจำนวนสี่คน หากคนใดคนหนึ่งกล้าทุจริตหรือระบุตัวตนเป็นเท็จ การสอบของอีกสี่คนที่เหลือก็จะเป็นโมฆะ
ยังต้องยื่นหนังสือรับรองความประพฤติอีกหนึ่งฉบับ
จะต้องให้เพื่อนบ้านหรือญาติกันรับรองว่ามีความประพฤติดีขณะอยู่ในครอบครัว ไม่มีประวัติด่างพร้อย มีคุณสมบัติเข้าสอบ ครอบครัวมีใครบ้าง ไม่เคยทำผิดกฎบ้านเมือง เป็นต้น
อย่างลูกชายของนาง ไม่ต้องสอบถงเซิงแล้วก็เข้าสอบซิ่วไฉได้ทันที เมื่อทำหนังสือรับรองสองฉบับนี้เสร็จก็ไม่จำเป็นต้องยื่นให้ที่อำเภออีก ยื่นที่ศาลาว่าการเมืองเฟิ่งเทียนที่เป็นสนามสอบหลักของซิ่วไฉได้โดยตรง สนามสอบก็คือห้องโถงใหญ่ภายในศาลาว่าการ
เพราะเหตุใดต้องยื่นหนังสือรับรองน่ะหรือ
ท่านย่าหม่าได้ยินเด็กหนุ่มคนนั้นบอกว่า เพราะต้องเอาหนังสือรับรองสองฉบับนี้ไปแลก ‘ตั๋วสอบ’ หากไม่มีตั๋วสอบ ต่อให้เข้าสนามสอบได้ก็ไม่แจกข้อสอบให้
ทางการจะทำข้อสอบตามจำนวน ‘ตั๋วสอบ’
สรุปได้ว่า หากขณะสอบตื่นเต้นเกินไปจนทำข้อสอบเลอะ ปัดน้ำหมึกหกใส่ ขอโทษนะ ไม่มีข้อสอบฉบับใหม่ให้แล้ว
ถ้ายื่นหนังสือรับรองช้า คิดว่าจะไปยื่นตอนสอบเพื่อแลกข้อสอบตอนนั้น ขอโทษนะ ไม่ได้เตรียมข้อสอบไว้ให้ กลับบ้านไปเถอะ
นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านย่าหม่าตั้งใจสืบเรื่องการสอบจอหงวน
เมื่อก่อนตอนที่ลูกชายคนสามสอบถงเซิง นางก็คอยอยู่เป็นเพื่อนเหมือนกัน ช่วยตระเตรียมอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ตอนนั้นมีใจแต่ไร้เรี่ยวแรง หากตามไปสอบในอำเภอด้วยก็ต้องใช้เงินเพิ่มอีกเท่าตัว
ใช้คำพูดของหลานสาวคนเล็กก็คือ ลูกสามของนางเปรียบเสมือนดอกไม้ที่เตรียมเบ่งบานในอนาคต แล้วจะไม่ให้คนเป็นแม่ปกป้องได้อย่างไร
บัดนี้ ในที่สุดโอกาสก็มาอีกแล้ว ในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึง
ครั้งนี้นางจะต้องไปอยู่เป็นเพื่อน ‘ดอกไม้ที่รอเบ่งบาน’ ของนางให้ได้ เตรียมตะกร้าสอบ รออยู่ข้างนอก สอบกี่วันก็รอเท่านั้น
เริ่มตั้งแต่มื้อเช้าก่อนเข้าสอบ นางจะให้ลูกชายของนางได้กินอาหารร้อนๆ ไม่เหมือนตอนสอบถงเซิงปีนั้น ท้องไส้เย็นเฉียบ เข้าไปสอบหลายวันพกแค่หมั่นโถวสองลูก ออกมาเหนื่อยแทบตายยังต้องไปเบียดหาที่นอนอีก
ตรงจุดไม่ไกลจากท่านย่าหม่ามีหญิงสูงวัยคนหนึ่งยืนอยู่ นางก็กำลังตระเตรียมอยู่ในใจให้ลูกชายเหมือนกัน
อันที่จริงหญิงสูงวัยคนนี้มาแอบฟังอยู่สักพักแล้ว นางไม่รู้หนังสือ ท่านย่าหม่าถามอะไรพวกเด็กหนุ่มนางก็ยืนฟังอยู่ข้างหลัง
นางก็คือแม่ของ ‘เอี้ยคัง’
เมื่อครู่พอเห็นประกาศฟื้นฟูการสอบจอหงวน แม้แต่วันก็กำหนดแล้ว นางยังแอบปาดน้ำตาอยู่ตรงนี้ด้วยความดีใจ
ชีวิตลำบากมานาน ในที่สุดก็ถึงวันที่รอคอยแล้ว
“ลูกแม่” หญิงสูงวัยคนนี้ถือห่อผ้าใบใหญ่เอาชุดที่ถูกส่งมาปะ วิ่งกลับมาจากร้านเย็บผ้าด้วยความดีใจ
ช่วยเย็บปะซ่อมชุดที่ขาดให้คนอื่นก็พอหาเงินได้บ้าง
“เลิกลอกหนังสือได้แล้ว ฟื้นฟูสอบจอหงวนแล้ว เป็นเรื่องจริง”
ขณะพูดน้ำตาของนางก็ไหลอีกครั้ง “เจ้าอย่าเพิ่งกังวลเรื่องเงินสำหรับไปสอบที่เมืองหลวง เดี๋ยวแม่ช่วยหาเอง ก่อนหน้านั้นถ้าสอบซิ่วไฉกับจวี่เหรินไม่ผ่านแล้วจะเข้าไปสอบในเมืองหลวงได้อย่างไร อย่าดื้อ ถ้าไม่พอจริงๆ แม่จะขายบ้านนี้เสีย บ้านเราก็จะมีเงิน ไปเช่าบ้านอยู่เอา”
“ไม่ได้เด็ดขาดท่านแม่ ยังมีพี่ชายพี่สะใภ้กับพวกหลานๆ อีก”
‘เอี้ยคัง’ รีบลุกขึ้น ตื่นเต้นที่กำหนดวันสอบแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคือตกใจ ไม่กล้าให้แม่ขายบ้าน บ้านหลังนี้พ่อของเขาสร้างมาด้วยชีวิต
ปลอบแม่เสร็จ มองแม่ไปทำกับข้าวด้วยความดีใจ สายตาของ ‘เอี้ยคัง’ ก็กลับไปที่หนังสือบนโต๊ะอีกครั้ง
หากครั้งนี้เขาสอบผ่าน ไม่เพียงแต่จะต้องขอบคุณแม่ พี่ชาย พี่สะใภ้ ยังต้องขอบคุณร้านหนังสือสองแห่งด้วย
ขอบคุณเถ้าแก่ของร้านหนังสือเล็กๆ ช่วงหลายปีมานี้อนุญาตให้เขาคัดลอกหนังสือเพื่อหาเงิน หนังสือรวมความเรียงได้หน้าละเหวิน หนึ่งเล่มก็ได้ครึ่งตำลึง
ในระหว่างที่เขาคัดลอกตำราซ้ำไปซ้ำมา เขาก็ได้อ่าน ‘สี่ตำราห้าคัมภีร์[1]’ จนจำขึ้นใจแล้ว
อีกคนที่ต้องขอบคุณคือเจ้าของที่อยู่เบื้องหลังร้านหนังสือเทียนอี
ข้างนอกลือกันว่าเจ้าของร้านนั้นมีภูมิหลังที่ดีมาก
ถึงแม้จะไม่เปิดให้คนนอกใช้ชั้นสาม ไม่รู้ว่าชั้นสามมีหนังสือสะสมอะไรบ้าง แต่หลายปีมานี้กลับเปิดชั้นหนึ่งชั้นสองให้เข้าตลอดสี่ฤดู อนุญาตให้คนที่ซื้อหนังสือไม่ไหวอย่างเขาได้นั่งอ่านหนังสือโดยไม่เสียเงิน
ร้านหนังสือร้านอื่นทำเพื่อผลประโยชน์ แค่ให้เปิดดูเล็กน้อยพอ อยากอ่านต่อก็ต้องซื้อ ถ้าอ่านจบใครยังจะซื้ออีกล่ะ
แต่ร้านหนังสือเทียนอีไม่เป็นแบบนั้น
ซาบซึ้งในบุญคุณ ทำให้เขาได้อ่านหนังสือมากมายที่ซื้อไม่ไหวนอกเหนือจากสี่ตำราห้าคัมภีร์
“เจ้าสาม กำหนดวันสอบแล้วนะ!”
“แค่กๆๆ” ซ่งฝูเซิงถึงกับสำลักน้ำชา
[1] หนังสือเกี่ยวกับแนวคิดของขงจื๊อ