ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 611 ลูกผู้ชายต้องแข็งแกร่ง
ตอนที่ 611 ลูกผู้ชายต้องแข็งแกร่ง
ช่วงนี้ชีวิตของซ่งฝูเซิงราบรื่นปกติสุขดี
เหล่าสุยกับลูกชายคนโตกลับมาแล้ว ไม่ต้องอยู่ในสถานะถูกเกณฑ์เป็นทหารอีกต่อไป
เหล่าสุยรู้ช่องทางนำเข้าสินค้าหนังสัตว์จากทางเหนืออย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว พอกลับมาก็คุยให้เขาฟัง ไปโดยไม่สูญเปล่าเลยจริงๆ ซ่งฝูเซิงก็เลยร่วมหุ้น กลายเป็นเถ้าแก่ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจหนังสัตว์
ส่วนเจ้านายเฉิน ตอนนี้ภัตตาคารไม่ใช่เส้นทางหาเงินหลักๆ ของเขาอีกต่อไปแล้ว กำลังทุ่มเทนำเสนอสินค้าอย่างน้ำพริก บะหมี่เผ็ด ให้กับภัตตาคารร้านค้าที่อยู่ในความดูแลของฮ่องเต้ทั้งหมด ซ่งฝูเซิงก็ร่วมหุ้นด้วยเช่นกัน คนหนึ่งลงแรง อีกคนผลิตสินค้า
ม้าพันลี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง อาศัยช่วงย้ายเมืองหลวงฟันกำไรเหนาะๆ
ประเด็นคือ การค้าที่ใหญ่ขนาดนี้ พวกเราพูดตามตรง ก็ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร
หลักๆ คือก่อนหน้านี้ครอบครัวของพวกเราลงทุนซื้อบ้านไว้หลายหลัง เงินส่วนที่เหลือล้วนได้มาจากซ่งฝูโซ่วที่ได้มาหนึ่งพันตำลึงฟรีๆ ใช้เงินนั้นสร้างขบวนล่อขึ้นมา
ตอนนี้ถึงแม้ ‘ม้าพันลี้’ จะเปิดแค่เส้นทางไปกลับระหว่างเมืองเฟิ่งเทียนกับเมืองหลวง ยังไม่เปิดเส้นทางอื่น ทำไม่ไหว ส่งขบวนออกไปทุกวัน แต่หลังผ่านพ้นการย้ายเมืองหลวงเสร็จก็ไม่ได้กังวลว่ากิจการจะซบเซา
เพราะเขาเหล่าซ่งอาศัยประโยชน์จากตอนทำงานในพระคลังหลวง ทำให้รอบรู้หลายเส้นทาง
นั่นล้วนเป็นสิ่งที่คนอื่นใช้เงินก็หาซื้อมาไม่ได้ เว้นเสียแต่คนที่อิจฉาตาร้อนจะมีประสบการณ์หรือไปสำรวจด้วยตัวเอง ใช้เท้าวัดระยะทาง
แต่โดยทั่วไป รู้หนึ่งเส้นทางยังพอว่า ยังจะสามารถรู้เส้นทางทั้งหมดได้อีกเหรอ ยิ่งไปกว่านั้นมีใครบ้างที่ในบ้านมีเส้นทางของยุคปัจจุบันเอามาเสริมกัน
ดังนั้นเมื่อกิจการมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทยอยเปิดเส้นทางอื่นๆ ไม่ใช่แค่ไปเมืองหลวง ซ่งฝูเซิงเชื่อว่าวันหน้าม้าพันลี้จะดียิ่งๆ ขึ้นไป
กิจการนี้กิจการนั้น ช่วงนี้มีเงินเข้าทุกวัน นั่งอยู่ในบ้านก็มีเงินเข้า
พวกลูกค้ารายใหญ่ขอให้ส่งใบรับประกันสิ่งของอยู่ตลอด เพื่อป้องกันข้าวของเสียหายหรือแตกหัก ของยิ่งมูลค่าสูง เงินประกันก็ยิ่งสูงตาม
ซ่งฝูเซิงมีลูกน้องเก่งๆ มากมาย แต่ละคนเคยลงสนามรบ เดินทางไกล เนื่องจากเส้นทางไปเมืองหลวงฮ่องเต้เปิดทางให้ก่อนแล้ว ปลอดภัยขั้นสุด ไม่ต่างจากเดินทางท่องเที่ยว
คนคุมบัญชีคือหนิวจั่งกุ้ยกับเอ้อร์เนียนปาของบ้านฝูกุ้ย ซ่งฝูเซิงก็เบาใจไปได้หลายเรื่อง
ต่อมาก็บ้านใหม่
เดิมทีดึงคนจาก ‘เก้าสกุล’ มาจำนวนหนึ่ง เช่น ทางโรงเพาะปลูกพริกก็ต้องมีพี่ใหญ่ของเขาคอยคุม ถึงแม้แรงงานสร้างบ้านจะได้คนในหมู่บ้านมาช่วยก็ยังไม่พออยู่ดี
โดยเฉพาะคนหนุ่มในหมู่บ้านจำนวนหนึ่งก็ไปทำงานกับ ‘ม้าพันลี้’ เหมือนกัน อีกทั้งช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่เพาะปลูกงานยุ่งที่สุด ต่อให้คนอื่นจะอยากมาช่วย แต่ก็ต้องเอาเรือกสวนไร่นาของบ้านตัวเองก่อน
แต่ยังไม่ทันที่ซ่งฝูเซิงจะได้กลุ้ม พวกชาวบ้านที่ลี้ภัยก็มา
คนเหล่านี้ล้วนอพยพมาจากสถานที่เกิดภัย
ครั้งนี้หมู่บ้านเหรินจยาไม่ได้ถูกจัดสรรให้เป็นที่พักของผู้ลี้ภัย ในหมู่บ้านสร้างบ้านสำหรับใช้ทางการทหาร ไม่เหลือที่ให้รับแล้วจริงๆ
แต่หมู่บ้านละแวกนั้นอย่างหมู่บ้านอู่ฝู หมู่บ้านซานหยาง รับผู้ลี้ภัยไว้เยอะมาก
ตรงนี้ต้องขอพูดถึงหน่อย เนื่องจากเมื่อก่อน ‘เก้าสกุล’ ก็ลี้ภัยมาเหมือนกัน แต่ตอนนี้รวยไม่ไหว
มีชาวบ้านลี้ภัยมากลุ่มใหม่ ไม่กล้าบอกว่าหมู่บ้านที่รับไว้ปฏิบัติต่อพวกเขาดีเหมือนกันหมด แต่อย่างน้อยหมู่บ้านละแวกนี้ก็ดีกับพวกเขาใช้ได้ ดูคาดหวังว่าในบรรดาคนที่ลี้ภัยมาจะมีคนเหมือน ‘ซ่งฝูเซิง’ อีกสักคน
ส่วนชาวบ้านลี้ภัยที่มาใหม่ไม่ได้ได้รับการจัดสรรที่ดินมากนัก เผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องก่อร่างสร้างตัวใหม่อีกครั้ง ซ่งฝูเซิงก็เลยรับสมัครพวกแรงงานชายฉกรรจ์จากชาวบ้านลี้ภัย ให้พวกเขามาช่วยสร้างบ้าน
แบบนี้คนทำงานก็จะมีข้าวกิน แถมยังได้เงินตอบแทน พอเข้าหน้าหนาวก็จะมีเงินซื้อผ้าห่ม
นอกจากนี้ยังมีพวกช่างไม้ผู้เชี่ยวชาญคอยดูพวกเขา ไม่มีทางสร้างมั่วซั่ว ซึ่งช่างไม้เหล่านั้นซ่งฝูเซิงจ้างมาโดยเฉพาะ
สรุปว่า ตอนนี้เขาสบายอกสบายใจมาก ไม่ต้องกังวลแม้แต่เรื่องสร้างบ้าน
เรื่องเดียวที่ทำให้ซ่งฝูเซิงกระวนกระวายก็คือเรื่องสอบ
แต่ก่อนหน้านี้เขาไม่เชื่อเรื่องความซวย ไม่เชื่อที่ลูกสาวยกตัวอย่าง “ลืมแล้วเหรอที่ตอนนั้นฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย รีบร้อนมาก พอประกาศฟื้นฟูก็รีบจัดวันสอบทันที…
…แบบนี้เรียกการทำเป็นกรณีพิเศษ ท่านพ่ออย่าเอาแต่ใจเย็น”
ตอนนั้นซ่งฝูเซิงคิดว่า ต่อให้รีบแค่ไหนก็ต้องรอเข้าหน้าหนาว หรือไม่ก็ปีหน้า ไม่เร็วหรอก
เขาก็เลยเอ้อระเหย
ความจริงพิสูจน์แล้วว่า…
ซ่งฝูเซิงเอามือเช็ดคราบน้ำชาที่เลอะปาก รับสมุดบันทึกที่แม่เขียนตัวหนังสือยึกยือ ในนั้นเขียนวันที่ไว้ชัดเจน
ถ้านับตามปฏิทินสุริยคติตามความเคยชินของคนยุคปัจจุบันก็คือ ต้นเดือนกรกฎาคมสอบถงเซิง คนที่อยู่ตามบ้านนอกก็ต้องไปสอบตามอำเภอที่ตัวเองมีทะเบียนบ้านอยู่
ซ่งฝูเซิงขมวดคิ้ว นี่ถ้าบ้านอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลจากตัวอำเภอมาก แบบนั้นพอทราบข่าวคงต้องออกเดินทางทันที
ปลายเดือนกรกฎาคมผลสอบถงเซิงถึงออก ยังคงพูดเหมือนเดิม คนบ้านไกลก็ไม่ต้องกลับบ้านแล้ว รออีกครึ่งเดือนฟังผล
จากนั้น คนที่ผ่านก็จะลงสนามสอบซิ่วไฉพร้อมเขา
แย่แล้วๆ ต้นเดือนสิงหาคมสอบซิ่วไฉ ซ่งฝูเซิงรีบคำนวณในใจว่ายังมีเวลาเหลืออีกกี่วัน
ไม่ได้การ เขายังเหลืออ่านหนังสืออีกหลายเล่ม ฮ่องเต้รีบร้อนอยากได้คนเก่งแบบเขาขนาดนั้นเลยเหรอ
หมดอารมณ์ดูวันสอบจวี่เหริน
เขาไม่มีอารมณ์ ซ่งฝูหลิงรับสมุดมาดู คิดในใจ ต้องพูดเลยว่ารีบร้อนจริงๆ ตัดเรื่องเวลาที่คนเข้าสอบต้องใช้เดินทาง เวลาอ่านหนังสือ โดยรวมเรียกได้ว่าสอบต่อเนื่องเลยทีเดียว
อย่างพ่อของนาง ต้นเดือนสิงหาคมสอบซิ่วไฉ ถ้าผ่านก็สอบจวี่เหรินเดือนตุลาคม และถ้าผ่านอีกเดือนมีนาคมปีหน้าก็เข้าเมืองหลวง สอบพร้อมจวี่เหรินหัวกะทิจากทั้งประเทศ
นี่ก็แสดงว่าพอผลสอบจวี่เหรินออกหรือขึ้นปีใหม่เสร็จก็ต้องออกเดินทาง
เอ๊ะ พอถึงตอนนั้นนางก็ไปเดินเล่นที่เมืองหลวงกับพ่อได้
ซ่งฝูหลิงดวงตาเปล่งประกาย
เฉียนเพ่ยอิงก็ดวงตาเปล่งประกาย โอ๊ย ในที่สุดก็สอบสักที รีบสอบให้เสร็จๆ ไป
สายตาของท่านย่าหม่าจ้องอย่างกับหลอดไฟ ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกชายถึงเงียบไป
“เจ้าสาม ครั้งนี้บ้านเราจะได้ลืมตาอ้าปากกันแล้ว ดูสิขนาดฮ่องเต้ยังให้ความร่วมมือ ย้ายเมืองหลวงแถมยังฟื้นฟูการสอบจอหงวน
แม่ไปสืบมาแล้ว วันที่ผลสอบซิ่วไฉออกเป็นช่วงที่บ้านเราสร้างเสร็จพอดี”
ท่านลุงซ่งที่อยู่ด้านนอกกำลังพูดกับยายไจ๋ด้วยความตื่นเต้น “อะอะอะ เอาหมาของเจ้าไปไกลๆ หน่อย”
ยายไจ๋เสียใจ นับตั้งแต่ครอบครัวซ่งฝูเซิงย้ายมาอยู่ที่นี่ นางก็ต้องเอาหมาไปผูกไว้หลังบ้าน คนในครอบครัวของนางเคยถูกหมาป่ากัดตาย การที่ยอมเอาหมาไปผูกไว้หลังบ้านก็ถือว่าให้เกียรติมากแล้ว อดทนอดกลั้นต่อความกลัวมหาศาล ตอนนี้แม้แต่ผูกไว้หลังบ้านก็ไม่ได้เหรอ
ก็ได้ อดทนหน่อย ว่าแต่เมื่อไรหัวหน้าจะสอบ รีบไปสอบสักที
ในเวลาเดียวกัน พวกหมี่โซ่วต่างก็ส่งเสียงตกใจกันในห้องเรียน เพราะพออาจารย์ประกาศว่า “หยุดสอน จะไปสอบ” ทันใดนั้นก็ทรุดลงไปบนพื้น โชคดีที่แค่หน้ามืดเล็กน้อยก็มีสติกลับมา
พอเป็นแบบนี้เด็กๆ ที่ต้องงดเรียนก็พากันสะพายกระเป๋ากลับบ้าน
เย็นวันนี้เฉียนเพ่ยอิงพูดว่า “ดูอย่างหัวหน้าตระกูลเริ่นสิ อายุตั้งขนาดนั้นแล้ว พ่อรีบตั้งใจอ่านหนังสือเถอะ”
วันต่อมา ซ่งฝูเซิงถือหนังสือ บอกให้ลูกสาวช่วยเก็งข้อสอบให้หน่อย
ลูกสาวของเขากลับพูดแฝงความนัยว่า “ท่านพ่อ สอบซิ่วไฉก็วัดที่ความรู้ทั้งนั้น ตั้งใจท่องไปเถอะ อย่าไปหวังกับการเก็งข้อสอบเลย ดูอย่างลู่พั่นสิ ที่เขาลงสอบจะต้องเป็นเพราะอยากวัดฝีมือแน่นอน แล้วพวกเราจะเข้าไปวัดดวงแทนเหรอ” พกเครื่องรางไปด้วยเลยไหม
เล่นเอาซ่งฝูเซิงโมโหหันเดินกลับเข้าห้อง
คนไม่ชอบเรียนรู้สึกลำบาก รู้สึกเหนื่อย ก่อนสอบจะนอนก็ไม่ได้
ซ่งฝูเซิงหาวปากกว้าง ออกแรงขยี้ตาเช็ดน้ำตาจากความง่วง เบิกตาอ่านหนังสือต่อ
คิดในใจ อยากกอดร่างกายที่ซูบผอมของตัวเอง เมียกับลูกสาวไม่สงสารเขา เขากอดตัวเองก็ได้