ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 617 ข้าจะไม่เป็นพี่ชายไปอีกหลายปี
ตอนที่ 617 ข้าจะไม่เป็นพี่ชายไปอีกหลายปี
“เอ๊ะ ลูกแม่ เห็นหรือเปล่า เด็กหนุ่มที่เดินอยู่หลังพ่อเจ้าน่ะ เข้าไปตรวจก็เดินตาม ถอดรองเท้าก็ถอดตาม”
“อ๋อ เห็นแล้ว มีหันมามองด้วย หน้าตาใช้ได้เลยทีเดียว”
เฉียนเพ่ยอิงยิ้ม เข้าไปกระซิบข้างหูลูกสาว “เขานี่แหละ ‘เอี้ยคัง’ ที่แม่บอก จึ๊ คนที่อยู่ในร้านหนังสือนั่นไง”
เฉียนเพ่ยอิงรู้สึกแค่ว่าช่างมีวาสนาต่อกัน นึกไม่ถึงว่าเด็กคนนี้จะอยู่สนามสอบซิ่วไฉเดียวกับเหล่าซ่ง
“เยี่ยมไปเลยท่านแม่ ไม่ดูท่านพ่อแต่กลับส่องหนุ่มหล่อ”
…
อาจเพราะตามติดเกินไป ‘เอี้ยคัง’ ก็เลยพลอยได้อยู่ในสายตาไปด้วย
เวลานี้ตรงโต๊ะหน้า ‘ห้องสอบ’ ต้องต่อแถวเพื่อยื่นตั๋วแลกข้อสอบ
พอมาถึงซ่งฝูเซิงกลับหยุดชะงัก
ซ่งฝูเซิงเงยหน้าก็เห็นมือข้างหนึ่งของผู้คุมสอบถือตั๋ว มืออีกข้างถือสมุดรายชื่อตรวจสอบ อาจเพราะสังเกตเห็นว่าคนรับรองของเขาเป็นกลุ่มเดียวกับลู่พั่น จากนั้นก็หันไปกระซิบกับผู้คุมสอบที่อยู่ข้างๆ พูดโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน “คนต่อไป”
คนต่อไป ‘เอี้ยคัง’ เดินขึ้นหน้า
ซ่งฝูเซิงลากตะกร้าหลบไปด้านข้าง
เขาเข้าไม่ได้เหรอ ยังจัดการของเขาไม่เสร็จเลยนะ ไม่มีคนให้เลขที่นั่งแล้วเขาจะไปนั่งตรงไหน
‘เอี้ยคัง’ ยื่นตั๋วเสร็จ ได้ข้อสอบมาอยู่ในมือ
เวลานี้ผู้คุมสอบที่ก่อนหน้านี้พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยถึงได้ยื่นเลขที่นั่งให้ซ่งฝูเซิง บอกว่าให้เอาข้อสอบเข้าไปข้างในก่อน
ซ่งฝูเซิงลากตะกร้าหันกลับมา เขาเข้าใจทันที ดูท่าที่นั่งของเขาจะถูกสลับกับเด็กหนุ่มคนนั้น เดิมทีเขาน่าจะได้ที่นั่งไม่ดี
เป็นไปตามที่คิด เด็กหนุ่มคนนั้นแบกตะกร้าเข้ามา หาเลขที่นั่งแล้วนั่งลง ที่นั่งของเขาอยู่ใกล้กับห้องส้วมมาก
ส่วนที่นั่งของซ่งฝูเซิงอยู่ติดหน้าต่าง อากาศถ่ายเท แดดส่องให้ความอบอุ่น
คิดว่าเด็กหนุ่มคนนั้นก็คงรู้ว่าตัวเองถูกสับเปลี่ยนที่นั่ง แต่ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร ซ่งฝูเซิงพบว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเอาแต่มองเขาอยู่บ่อยๆ ทั้งยังพยักหน้าให้อย่างสุภาพ
“มีอะไร”
ซ่งฝูเซิงยกมือขึ้น เกือบหลุดพูดออกไปว่า ‘ครูครับ ผมมีธุระนิดหน่อย’ เขารีบเปลี่ยนคำพูด “ใต้เท้า คือข้า”
ไม่บอกหรอก เดินไปเลยดีกว่า ไม่ต้องพูดมาก
ครั้งแล้วบรรดาผู้เข้าสอบก็เห็นซ่งฝูเซิงรีบเดินเข้าไปหา ‘เอี้ยคัง’
“ข้าให้”
‘เอี้ยคัง’ รับกระปุกเล็กมาด้วยความสงสัย “อะไรหรือ”
“สาดลงไป พอมีกลิ่นก็สาดใส่ อย่าคิดมากเรื่องนี้ ตั้งใจสอบ”
ซ่งฝูเซิงเป็นห่วง กลัวว่าเด็กหนุ่มจะรู้สึกแย่เพราะเรื่องนี้จนทำให้สอบได้ไม่ดี
หลังจากซ่งฝูเซิงกลับไปนั่งที่อีกครั้ง ‘เอี้ยคัง’ ที่นั่งอยู่ตรงมุมถัดจากเขาไปหลายโต๊ะก็สบตากับเขา ทั้งสองคนยิ้มให้กัน
บรรดาผู้คุมสอบ “…”
มีผู้คุมสอบคนหนึ่งตั้งใจเดินเข้ามาตรวจสอบกระปุกนั้น
จำเป็นต้องทำให้เห็น
ต้องให้ผู้เข้าสอบรู้ว่า พวกเจ้าไม่มีคนรู้จักอยู่ในนี้ ตอนแบ่งสนามสอบพวกข้ากระจายคนที่มาจากที่เดียวกันไปอยู่สนามสอบอื่นๆ แล้ว ต่อให้มีคนรู้จักกันที่ด้านนอกก็ไม่มีประโยชน์
หยิบขึ้นมาดม อืม กลิ่นหอมของนม ว่าแต่มันคืออะไร
เริ่มสอบ
บรรดาผู้เข้าสอบทำท่าเดียวกัน หยิบหมึกกับพู่กัน
ซ่งฝูเซิงถูกลูกสาวฝึกมา หยิบกระดาษข้อสอบขึ้นมาดูก่อนหนึ่งรอบว่าถามอะไรบ้าง เพื่อเตรียมความคิด
พอเปิดดูมุมปากของเขาก็ยกขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
เปิดไปเรื่อยๆ มุมปากก็เริ่มยกสูงขึ้น
จนกระทั่งหน้าสุดท้าย เขากำมือขึ้นมาวางตรงริมฝีปากแล้วกระแอมหนึ่งที มองไปนอกหน้าต่าง
ถ่อมตัวไว้ถ่อมตัว อดกลั้น กลั้นกลับไป อย่ายิ้ม
คนเราน่ะ เอาจริงๆ นะ ได้มาอยู่ยุคโบราณทั้งที ถ้าไม่ร่วมสอบจอหงวนสักครั้งก็ถือว่ามาเสียเที่ยว
คนเราน่ะ เอาจริงๆ นะ ชีวิตหนึ่งถ้าไม่ได้ทุ่มเทสุดชีวิตให้กับสักเรื่อง คงได้เสียใจไปตลอดชีวิต
เคยรู้สึกว่าการเรียนเป็นเรื่องที่ลำบากสุดๆ แต่พออดทนอยู่กับมัน เวลาผ่านไปหวนนึกถึงอีกครั้ง รับรองว่าจะรู้สึกว่าชีวิตมีรสชาติ
คนเราน่ะ…พอเถอะ จิบน้ำสักหน่อย เมื่อเช้ากินเกี๊ยวมันเค็มปาก
เติมพลังก่อนค่อยตอบ ฮ่าๆ ไม่รีบ หนักแน่นดั่งภูผา
ตอนใกล้เที่ยง เนื่องจากวันแรกโดยรวมสอบแค่ความรู้พื้นฐาน คำตอบของซ่งฝูเซิงจึงเหมือนกับ ‘เอี้ยคัง’ ที่นั่งอยู่ตรงมุม เหมือนลู่พั่นที่อยู่อีกสนามสอบอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
เอาล่ะ ได้เวลากินข้าวแล้ว
เขียนจนเมื่อยมือเมื่อยคอ
ซ่งฝูเซิงหยิบซูชิที่ถูกหั่นเป็นคำๆ ออกมา กินหนึ่งคำ อร่อย กัดไส้กรอกหนึ่งคำ โยนเมล็ดอัลมอนด์กับวอลนัทเข้าปากสองเม็ด
‘เอี้ยคัง’ ที่อยู่ห่างออกไปหลายโต๊ะมองด้านหลังของอาซ่ง เขาหยิบขนมปังดำออกมา เมื่อครู่ตอนตรวจสิ่งของ ขนมปังดำถูกมือปราบหั่นเป็นสี่ท่อน เขาเอาจิ้มในกระเป๋าน้ำแล้วกลืนลงคอ
ผ่านไปสักพัก ‘อาซ่ง’ ของเขาก็หยิบกล่องผลไม้ออกมา ในนั้นมีผลไม้ที่หั่นไว้แล้ว ประกอบด้วยแอปเปิ้ล แตงโม สาลี่ แตงหวาน พร้อมไม้จิ้มฟันปักด้านบน แถมข้างล่างยังมีถุงน้ำแข็งรองอยู่
ถุงน้ำแข็งเอามาแต่เช้า เมื่อครู่เปิดให้ตรวจดูก่อนเข้ามา ด้วยความรีบร้อนจึงไม่ได้มัดให้แน่น เวลานี้ละลายไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ไม่เป็นไร กล่องที่ใส่เก็บอุณหภูมิได้พอสมควร กินแล้วยังรู้สึกว่าเย็นอยู่
เอาแค่นี้ภรรยาของเขายังต้องเย็บผ้ามาห่อไว้ด้านนอกกล่องเก็บอุณหภูมิอีกชั้น ถึงจะยิ่งมีประสิทธิภาพในการทำความเย็น แม่ของเขาถึงขั้นจะให้พกไอศกรีมมาสองแท่ง แต่เขาห้ามไว้
บรรดาผู้คุมสอบที่ยืนอยู่ด้านหน้ามองซ่งฝูเซิงที่พักผ่อนช่วงเที่ยงอย่างสบายอกสบายใจ “…”
กินดีกว่าอาหารเที่ยงของพวกเขาอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้เข้าสอบคนอื่นๆ
มีใต้เท้าเห็นซ่งฝูเซิงหยิบแตงโมสีแดงเข้าปาก อดกลืนน้ำลายอึกใหญ่ไม่ได้
หลักๆ คือเขาได้ยินเพื่อนร่วมงานที่ตรวจสิ่งของบอกว่า นั่นแช่เย็นด้วยนะ
ยื่นกล่องเล็กให้ ซ่งฝูเซิงเชิดคางเล็กน้อย เพื่อบอกให้รับไว้
ระหว่างผู้เข้าสอบด้วยกันห้ามพูดคุย ตอนที่ให้น้ำหอมยังไม่เริ่มสอบ ถึงแม้ตอนนั้นจะพูดแค่ไม่กี่ประโยค แต่ผู้คุมสอบก็จงใจเดินเข้ามาตรวจสอบ
‘เอี้ยคัง’ รับกล่องผลไม้มาอย่างคาดไม่ถึง เขาจะพูดขอบคุณหรือพูดอย่างอื่นก็ไม่ได้ ทำได้เพียงกำมือคารวะให้ซ่งฝูเซิงที่กำลังฉี่อยู่
ซ่งฝูเซิงปลดกางเกง พยักหน้าเล็กน้อยอย่างไม่เก็บมาเป็นเรื่องเท่าไหร่ จากนั้นก็ตั้งใจฉี่
พอถึงช่วงบ่ายใต้เท้าผู้ว่าฯ ก็มาตรวจสนามสอบพร้อมเจ้าหน้าที่หลายคน
ในที่สุดก็มาถึงสนามสอบนี้ ช่วงเช้าไปที่สนามสอบอื่นมา
ใต้เท้าผู้ว่าฯ เข้ามาก็ทำจมูกฟุดฟิด นี่มันกลิ่นอะไร
เขาเห็น ‘เอี้ยคัง’ กำลังสาดน้ำหอมพอดี ในมือมีกระปุกเล็กๆ สาดไปบนพื้น
ไม่สาดไม่ไหวหรอก
อันที่จริง ‘เอี้ยคัง’ ก็เสียดาย เดิมทีอยากคืนให้ซ่งฝูเซิงในสภาพเดิม แต่ตอนเที่ยงกินเสร็จก็พากันขับถ่าย แถมอากาศร้อน กลิ่นฉี่ฟุ้งกระจายเร็ว ถ้าในบรรดาผู้เข้าสอบมีคนไหนรู้สึกไม่สบายอาจเหม็นจนปวดหัวได้
พอมีลมพัดกลิ่นหอมของนมก็โชยไป…
ตรงนั้นอยู่ใกล้ห้องส้วม
เมื่อใต้เท้าผู้ว่าฯ เดินไปตรงที่ไม่ไกลจากซ่งฝูเซิง เขาก็ทำจมูกฟุดฟิดอีกครั้ง
แล้วนี่กลิ่นอะไรอีก
ซ่งฝูเซิง ข้าทาน้ำมันสมุนไพร
ใต้เท้าผู้ว่าฯ จงใจหยุดตรงหน้าโต๊ะของซ่งฝูเซิง มองกระดาษคำตอบของเขาโดยไม่ทำให้รบกวน
เมื่อเช้าก็มีการทำแบบนี้ในสนามสอบอื่นๆ
อย่างเช่น ใต้เท้าผู้ว่าฯ เคยหยุดดูตรงโต๊ะของติงเจียน ยืนขมวดคิ้วมองอยู่ข้างโต๊ะของซย่าเหวินอวี่และหลินโส่วหยาง
แต่พอไปถึงสนามสอบที่ลู่พั่นอยู่ ใต้เท้าผู้ว่าฯ ไม่ได้ยืนมองข้างโต๊ะ เขายืนสังเกตลู่พั่นอยู่ด้านหน้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ดังนั้นอย่าเห็นว่าไม่พูดอะไร แต่ในใจของผู้ว่าฯ ก็รู้จักซ่งฝูเซิงคนคนนี้
ดูเสร็จเขาก็พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ไปกระซิบข้างหูผู้คุมสอบที่อยู่ตรงประตู
ใต้เท้าผู้ว่าฯ มองไปด้านนอก หรี่ตามอง ‘กระโจมนั่งรอ’ ที่อยู่ไกลออกไป คนที่อยู่ตรงนั้นบ้างก็นั่งบ้างก็ยืน เขาก็เคยเห็นในสนามสอบอื่นๆ
ทันใดนั้นเขาได้กำชับลูกน้องแล้วนั่งเกี้ยวออกไป
ภายในกระโจมนั่งรอ ผู้คนกำลังนั่งพัดพลางฟังเสียงจักจั่นร้อง โดยเฉพาะช่วงบ่ายที่ร้องกันโหดมาก
อากาศร้อนจนจะไม่สบายได้แล้ว
อยู่ๆ ก็มีคนเดินเข้ามาหา ขัดจังหวะท่านย่าหม่าที่กำลังฟังคนพวกนั้นเล่าการเก็บเกี่ยวของแต่ละพื้นที่
“ท่านย่า ดูเหมือนเขาจะเป็น”
“เจ้าหน้าที่ทางการ” ไม่รอให้ซ่งฝูหลิงพูดจบ ท่านย่าหม่าก็พูดแทรกขึ้นมา
คนคนนี้มีกลิ่นอายคนของทางการ
ถูกต้อง ในสายตาของซ่งฝูหลิง คนคนนี้มาเพื่อสัมภาษณ์ย่าของนาง
เฉียนเพ่ยอิงกระซิบถามลูกสาว “คนนั้นคุยอะไรกับย่าของลูกเป็นการส่วนตัวน่ะ สัมภาษณ์เสร็จราชสำนักจะให้รางวัลหรือมีนโยบายอะไรไหม”
ซ่งฝูหลิงนึกถึงความเป็นไปได้อยู่อย่าง ดวงตาเปล่งประกายขึ้นมาทันที “ท่านแม่ ดีไม่ดี ท่านย่าอาจได้ถูกเขียนลงในบันทึกอำเภอ เป็นบันทึกของแต่ละท้องที่ บอกว่าในหนึ่งปีเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง มีทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ขนบธรรมเนียม บุคคล วัฒนธรรม การศึกษา สิ่งของที่ทำขึ้นได้ เอาเป็นว่ามันคือหนังสือประมาณนี้ ผ่านไปอีกหลายปีก็จะถูกคนรุ่นหลังเปิดอ่าน”
หา? กรี๊ดดด
ซ่งฝูหลิงพูดจบยังแอบตื่นเต้นเอง