ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 621 เมืองที่ติดฝน
ตอนที่ 621 เมืองที่ติดฝน
แขนซ้ายของลู่พั่นมีเสื้อคลุมกันฝนพาดอยู่ มือขวาถือร่มลงจากรถม้า
ม่านฝนที่ขวางกั้น ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ซ่งฝูหลิงและตะกร้าเตรียมสอบในมือนาง
เขาสาวเท้าเดินเข้าไปหาซ่งฝูหลิง
น้ำที่ท่วมขังบนพื้น ทำให้ชุดตัวยาวและรองเท้าของเขาเปียกชื้น
“พี่แม่ทัพเล็ก”
หมี่โซ่ววิ่งออกมาระหว่างลู่พั่นกับซ่งฝูหลิง
ลู่พ่นก้มตัวตบก้นหมี่โซ่ว “ขึ้นรถม้า”
หมี่โซ่ววิ่งกลับเข้ากระโจมทันที เอาผ้าห่มที่เขาใช้นอนตอนกลางวันกับพัดวางบนตะกร้าเตรียมสอบของท่านลุง แล้วลากวิ่งไปทางรถม้า
หมี่โซ่วเอากระเป๋าวางบนรถม้า ด้วยความที่เป็นเด็ก มือไม่มีแรง เหนื่อยจนหอบแฮ่กๆ เนื้อตัวเปียกปอน แต่กลับเอาตะกร้าเตรียมสอบของลุงวางบนรถก่อน จากนั้นถึงปีนขึ้นรถอย่างคล่องแคล่ว
พอขึ้นไปแล้วเขาก็กวักมือด้วยความร้อนใจ “พี่สาว?”
ไม่ต้องตะโกน พี่สาวของเจ้ากำลังถูกเรียก
ลู่พั่นจ้องใบหน้าของซ่งฝูหลิง กวาดตามอง เห็นสาวน้อยในชุดผู้ชายสภาพเปียกเหมือนไก่ตกหม้อน้ำแกง เขาพูดเสียงแข็ง “คลุมเสีย” ยื่นเสื้อคลุมกันฝนให้ “รับไป” ร่มก็ยื่นให้
“เอ๊ะ เช่นนั้นตะกร้านี่ล่ะ”
ไม่เปิดโอกาสให้ซ่งฝูหลิงได้พูดอะไรมาก
ลู่พั่นยื่นมือข้างหนึ่งออกไปรับตะกร้าเตรียมสอบของหยางหมิงหย่วนมาวางบนพื้น จากนั้นก็ทำท่าเหมือนคุ้มกันเดินไปส่งซ่งฝูหลิงขึ้นรถม้า ใช้ร่างกายที่สูงใหญ่บดบังสายตาของซ่งฝูหลิงกับตะกร้าเตรียมสอบ
“ฟังข้า ขึ้นรถ”
ท่ามกลางสายฝน ซ่งฝูหลิงดูเหมือนจะได้ยินลู่พั่นพูดแว่วๆ
ซ่งฝูหลิงปีนขึ้นรถม้าด้วยท่าทางเงอะงะ ประเด็นคือนางมีทั้งเสื้อคลุมกันฝนและร่ม เท้าเหยียบถูกชายเสื้อคลุม ขณะที่กำลังจะหน้าคะมำขึ้นรถไม่ใช่ปีน ลู่พั่นที่อยู่ด้านหลังก็ใช้มือหนาจับแขนของนาง ช่วยประคอง
เมื่อซ่งฝูหลิงเข้าไปนั่งในรถม้าแล้วแหวกม่านมองออกไปอีกครั้ง ท่านย่า ท่านแม่ ท่านป้า รวมถึงหลี่ซิ่ว ต่างก็ถูกลู่พั่นจัดแจงเรียบร้อย
ลู่พั่นกำลังใช้มือข้างหนึ่งจับแขนย่าของนาง กลัวท่านย่าหม่าจะลื่นล้ม มืออีกข้างก็ชี้รถม้าที่วิ่งเข้ามาไม่หยุดด้านหลัง ซุ่นจื่อพารถม้ามาจากด้านหลัง บอกให้ทุกคนขึ้นรถ
อีกทั้งระหว่างที่ประคองย่าของนาง ซ่งฝูหลิงสังเกตเห็นว่าลู่พั่นยังได้หันไปมองแม่ของนาง พูดอะไรสักอย่าง น่าจะบอกว่าให้ระวังลื่น
ส่วนพ่อของนาง ซ่งฝูหลิงอยู่ไกลขนาดนี้ยังได้ยินเสียงพ่อตะโกนลางๆ “เจ้ามาได้อย่างไร เจ้าสอบเสร็จก็ออกมาเลยเหรอ ไม่ไหว ลมแรงขนาดนี้ ไม่กลัวลูกเห็บ กลัวกระโจมจะพังมากกว่า”
แค่ชั่วประเดี๋ยวเดียวลู่พั่นก็เปียกไปทั้งตัว เขาปล่อยให้น้ำฝนไหลอาบหน้า ไหลเข้าลูกตา “ท่านอาไม่ต้องสนใจ ขึ้นรถก่อน”
“แล้วลูกสาวข้าล่ะ หมี่โซ่วล่ะ”
“อยู่บนรถหมดแล้ว”
ซ่งฝูหลิงกวักมือพลางตะโกนเรียกได้จังหวะพอดี “ท่านพ่อ ข้าอยู่นี่”
ในเวลาเดียวกัน ซุ่นจื่อที่น้ำฝนอาบหน้ากำลังถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว “เจ้าเป็นคนในครอบครัวท่านซ่งรึ ถ้าใช่ก็ขึ้นรถ แต่ถ้าไม่ใช่ก็รีบไป”
พูดจบ ซุ่นจื่อก็พยักพเยิดไปทางซื่อจ้วง “ซื่อจ้วง?”
ซื่อจ้วงปล่อยงานในมือทันที ไปขึ้นรถม้าแล้ว เขาถูกฝึกมาตั้งแต่อยู่ในหน่วยอารักขา ฟังแต่คำสั่ง
ขบวนรถม้าและบ่าวรับใช้วิ่งออกจากซอยที่ห่างไกลแห่งนี้
พวกชาวบ้านที่เก็บร้านอยู่ด้านข้างยังไม่ทันเห็นชัดว่าเกิดอะไรขึ้น รวมถึงพวกผู้เข้าสอบที่ยืนหลบฝนอยู่หน้าสนามสอบ ต่างรู้สึกแค่ว่า
คุณพระช่วย ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ ความเร็วขนาดนั้น เพียงชั่วพริบตากระโจมของย่าหม่าก็หายไปแล้ว
ขนมถูกอุ้มขึ้นรถทีละสี่ชะลอม
บ่าวรับใช้สิบกว่าคนกางผ้าใบอย่างคล่องแคล่ว คลุมพวกหนังสือไว้
ม้านั่งยาวที่เกินออกมาถูกวางซ้อนกัน เหลือไว้แค่โต๊ะที่วางหนังสือกับกระโจมเปล่า
บ่าวรับใช้ที่เหมือนองครักษ์สี่คน มีสองคนไปทำให้กระโจมแน่นหนาอีกครั้ง ล้วงค้อนออกมาจากเอว องครักษ์ที่สวมชุดฟางกันฝนอีกสองคนยืนเฝ้าอยู่ข้างโต๊ะ
ส่วนคน ครอบครัวท่านย่าหม่าวิ่งเร็วกว่า เพียงชั่วพริบตาไม่เห็นแม้แต่เงา
บรรดาผู้ปกครองที่ก่อนหน้านี้หลบแดดอยู่ในกระโจม เวลานี้กำลังหลบฝน “…”
พวกเขายังไม่ทันได้ทักทาย ท่านย่าหม่าก็หายวับไปแล้ว
“ไอ๊หยา” ท่านย่าหม่ากางแขนออกเหมือนจะบิน ก้มมองเสื้อผ้าที่เปียกชื้นบนร่างกาย
เฉียนเพ่ยอิงกลับไม่สนน้ำฝนที่กระทบใบหน้าตอนชะโงกออกไปดูรถม้าคันแรก
ซ่งอิ๋นเฟิ่งก็ชะโงกออกไปดูข้างหน้า “พั่งยากับหมี่โซ่วอยู่ข้างหน้าใช่ไหม เมื่อครู่เห็นไม่ชัด ไม่ใช่ว่าลืมเด็กสองคนนี้นะ”
พูดตามตรง ชั่วขณะที่แม่ทัพลู่ปรากฏตัว พวกนางยังงงอยู่ อีกทั้งยังรีบร้อนมาก คิดดูแล้วกันในเวลาชั่วพริบตา คนหนึ่งสั่งการ คนที่เหลือทำตาม จนลืมเด็กสองคนนี้ไปเสียสนิท ยิ่งไปกว่านั้นไม่เห็นด้วยว่าวิ่งไปทางไหน
“ไม่มีทาง ไม่ลืมหรอก” ท่านย่าหม่าแน่ใจ ในที่สุดก็เอาแขนลง
หลี่ซิ่วยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ท่านย่าหม่า ท่านย่าหม่าบอกไม่เช็ดแล้ว ผ้าเช็ดหน้าของเจ้าก็เปียกชื้น จะเช็ดอะไรได้ อีกเดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว
ทันใดนั้นเฉียนเพ่ยอิงได้พูดขึ้น “เอ๊ะ เห็นแล้ว ลูกสาวข้ากำลังโบกมือให้อยู่ นางขึ้นรถแล้ว”
ซ่งฝูหลิงกลัวแม่ไม่วางใจ ไหนๆ ก็เปียกแล้ว ชะโงกหน้าออกไปอยากบอกแม่ที่อยู่ในรถม้าด้านหลังว่า ข้า ท่านพ่อ หมี่โซ่ว ลู่พั่น พวกเราอยู่บนรถม้าคันเดียวกัน
แต่ยังไม่ทันได้ตะโกน อ้าปากได้ครึ่งเดียวก็ชะงัก
ซ่งฝูหลิงเห็นหยางหมิงหย่วนเดินตากฝนอยู่ สองมือกอดตะกร้าเตรียมสอบเดินไป ดูเหมือนตะกร้าของเขาจะเปียกจนใช้ไม่ได้แล้ว
ภายในรถม้าของลู่พั่นคล้ายรถไฟของยุคปัจจุบัน ลู่พั่นกับซ่งฝูหลิงนั่งตรงข้ามกัน ชิดริมหน้าต่าง
ซ่งฝูหลิงเปิดม่านเห็นหยางหมิงหย่วน ลู่พั่นก็ย่อมเห็นเหมือนกัน
ซ่งฝูหลิงหันกลับมามองเขา
ลู่พั่นขมวดคิ้ว หันหน้าไปพูด “หมี่โซ่ว ก้มหยิบผ้าข้างล่างสิ พี่ชายจะเช็ดผมให้”
“พี่แม่ทัพเล็ก ข้าจะเช็ดให้พี่เอง เช็ดให้ท่านลุงด้วย” หมี่โซ่วพูดพลางหยิบผ้าออกมาสองผืนจากข้างใต้
ท่านลุงจะป่วยไม่ได้ แต่พี่แม่ทัพเล็กก็สอบเหมือนกัน เขาน่ะไม่เป็นไรหรอก
ฮี่ งั้นก็เช็ดให้ทั้งคู่เลยแล้วกัน
สองมือน้อยๆ ของหมี่โซ่วถือผ้าเช็ดหัว ข้างหนึ่งเช็ดหัวให้ลู่พั่น อีกข้างเช็ดให้ซ่งฝูเซิง
ซ่งฝูหลิงแอบมองบนในใจ ช่างอบอุ่นกันเหลือเกินนะ “ท่านพ่อ”
ในเมื่อลู่พั่นแสร้งทำเป็นไม่เห็น ก็คงทำได้แค่บอกพ่อ
“ท่านพ่อรีบดูสิ เพื่อนของท่านพ่อคนนั้น เมื่อครู่ยังช่วยพวกเราอยู่เลยนะ”
ซ่งฝูเซิงเช็ดหัวพลางชะโงกตัวออกไปดู นั่นสิ ทำไมลืมเขาไปได้ ซ่งฝูเซิงจับขอบหน้าต่าง “หมินหรุ่ย หยุดรถก่อน หมิงหย่วน หมิงหย่วน!”
ซ่งฝูเซิงยื่นออกไปครึ่งตัวเพื่อบอกให้หมิงหย่วนรีบเดิน พวกเราจะไปส่งเจ้ากลับบ้าน
หยางหมิงหย่วนได้ยินเสียงตะโกนก็ฉีกยิ้มออกมาท่ามกลางสายฝน
ตะกร้าเตรียมสอบใช้ไม่ได้แล้ว วางทิ้งไว้บนพื้น
เขายิ้มพลางโบกมือให้ซ่งฝูเซิง “ท่านไปเถอะ สภาพนี้แล้ว ข้าไม่เป็นไร”
ขณะที่ซ่งฝูเซิงกับหยางหมิงหย่วนตะโกนคุยกัน หมี่โซ่วที่กำลังก้มหน้าเช็ดมือให้พี่ชาย “…”
ทำไมพี่แม่ทัพเล็กต้องกำหมัดอยู่ใต้โต๊ะ “อย่ากำหมัดสิพี่แม่ทัพเล็ก ข้าจะเช็ดให้ แขนเสื้อมีน้ำหยด”
ลู่พั่นรีบเงยหน้ามองซ่งฝูหลิง
ทว่าคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกลับมองออกไปนอกรถพร้อมพ่อ
จนกระทั่งถึงหน้าร้านรับขนของ หลังจากที่ลู่พั่นสั่งซุ่นจื่อเสร็จ อยู่ๆ ซ่งฝูหลิงก็หันไปมองเขา
เพราะเขาพูดเสียงเบาว่า ให้รถม้าคันอื่นที่นอกเหนือจากรถม้าของเขาไปตระเวนรับผู้เข้าสอบที่ติดฝนอยู่ในแต่ละสนามสอบ