ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 622 ดีใจและลังเล ร้อนหนาวปะปน
ตอนที่ 622 ดีใจและลังเล ร้อนหนาวปะปน
เมื่อครู่ก่อนจะเลี้ยวมาที่บ้าน ตอนอยู่สี่แยกที่จะเลี้ยวไปร้านขนมกับร้านรับขนของ รถม้าก็แยกออกเป็นสองขบวน
เฉียนเพ่ยอิงจงใจลงจากรถ ซ่งฝูเซิงรีบเข้าไปโอบไว้ครึ่งตัว ทั้งสองคนไม่สนสายตาคนอื่นแล้ว ประคองกันขึ้นรถม้า
ยังจะสนสายตาอะไรอีกล่ะ ลูกเห็บตก เกิดตกใส่หัวเมียเขาจะทำอย่างไร
ส่วนพวกท่านย่าหม่าต้องเอาขนมที่เหลือกลับร้าน จะกลับไปให้ได้
ท่านย่าหม่ากังวล กลัวพวกคนที่อยู่สนามสอบอื่นจะมัวแต่ซื่อบื้อยังไม่กลับมา
โชคดีที่พอไปถึงร้านก็เห็นเสี่ยวเฉวียนจื่อ อีกทั้งยังมีเกาถูฮูกับพวกลุงใหญ่ป้าสะใภ้ใหญ่ของซ่งฝูเซิง แสดงให้เห็นว่าในขณะเดียวกันลู่พั่นก็ส่งขบวนรถม้าไปที่อื่นด้วย
ท่านย่าหม่าสั่งการอยู่ในร้าน “ขนมสกปรกไม่เป็นไร ลอกเอาชั้นนอกออก พวกเรากินเอง โชคดีแล้วที่ไม่ได้เสียหายหมด”
ปากพูดเหมือนทำใจได้
แท้จริงแล้วแอบนึกเสียใจ แค่ไม่กี่วันก็เหมือนจะไม่สบายแล้ว
คิดดูสิ นางทำไปเพื่ออะไร ไปสนามสอบ เล่นเอาเจ้าสามไม่เป็นอันทำข้อสอบ
ถ้ามีพรุ่งนี้อีกนางก็ไม่ไปแล้ว ขึ้นพาดหัวเหรอ ต่อให้เป็นสวรรค์นางก็ไม่ไปร่วมด้วยแล้ว เพื่ออะไรกัน พวกเราอยากให้ลูกชายสอบได้ดีๆ ไม่ใช่เหรอ ปรากฏว่ากลับไปทำให้วุ่นวาย
เวลานี้ท่านย่าหม่ากับพวกซ่งอิ๋นเฟิ่งก็เลยไม่ได้กลับบ้าน ไปจัดการขนมก่อน เฉียนเพ่ยอิงไม่มีเวลาสนใจเปลี่ยนชุดให้ตัวเอง พอถึงร้านรับขนของก็ไปต้มน้ำ
ซ่งฝูเซิงสั่งการอยู่ที่หน้าประตู “ในร้านมีใครว่างอยู่บ้าง คนที่ว่างอยู่ตามท่านซุ่นจื่อออกไปหน่อย ถือร่มออกไปช่วยหน่อย”
ช่วยอะไรได้ก็ช่วย
คนต่างถิ่นตั้งเยอะแยะ วันนี้สอบเสร็จแล้ว พวกผู้เข้าสอบต่างถิ่นกลับบ้านกันไม่ได้ ฝนเทกระหน่ำขนาดนี้ ตอนนี้ยิ่งหนักกว่าเดิม ระยะใกล้ๆ มองไม่เห็นคนแล้ว
ซ่งฝูเซิงสั่งงานทางนี้เสร็จก็ไปตรวจพวกตั๋วที่ห้องทำงานของหนิวจั่งกุ้ย
คำนวณในใจว่าฝูกุ้ยกับพวกกัวคนโตพาขบวนไปถึงไหนแล้ว ดูวันที่ออกเดินทางจากบนตั๋ว กลัวจะเจอพายุฝนที่ใหญ่เป็นพิเศษครั้งนี้ระหว่างทางกลับมา
ไม่ค่อยวางใจ ตอนนี้พวกเขามีขบวนขนของอยู่ข้างนอกสี่ขบวน
ด้วยเหตุนี้ซ่งฝูหลิงจึงกลายเป็นสาวใช้ ไม่ได้ปรนนิบัติภายในร้าน เพราะในบ้านยังมี ‘เทวดา’ อยู่หนึ่งองค์
“ข้าช่วย”
ซ่งฝูหลิงกำลังหอบฟืน สะดุ้งตกใจลู่พั่น
“ไม่ต้องหรอก ท่านรีบเข้าบ้านเถอะ ท่านเป็นแขก วันนี้ขอบคุณมากแล้ว”
ไม่รู้ทำไม พอลู่พั่นได้ยินแบบนี้กลับรู้สึกอึดอัดใจ
เขาไม่อยากได้คำขอบคุณ ขอบคุณทำไม นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาควรทำอยู่แล้วเหรอ
เขาไม่ฟังคำของซ่งฝูหลิง หอบฟืนเดินไป
สุดท้ายเฉียนเพ่ยอิงก็พูดขึ้น “เจ้ายังบาดเจ็บอยู่ รีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ข้าหาชุดใหม่ของอาเจ้าออกมาให้แล้ว ไปเปลี่ยนสิ”
ลู่พั่นถึงได้เข้าไปในห้อง ต้องฟังคำผู้ใหญ่ หมี่โซ่วตามเข้าไป ล้อมหน้าล้อมหลังปรนนิบัติพี่ชายของเขา
สักพักหมี่โซ่วก็ถือเสื้อผ้าเปียกของลู่พั่นออกมาจากด้านใน จากนั้นก็ช่วยเฉียนเพ่ยอิงวิ่งไปเรียกซ่งฝูเซิงที่เรือนหน้า
เรียกซ่งฝูเซิงมาทำไมน่ะเหรอ
เฉียนเพ่ยอิงคิดว่าต้องชวนแขกกินข้าว
กว่าจะสอบเสร็จก็ห้าโมงกว่าแล้ว ตอนนี้ชุลมุน แถมข้างนอกฟ้าก็ยังมืดครึ้มน่ากลัว จะหกโมงทุ่มนึงแล้วหรือเปล่า อย่างไรก็ต้องชวนกินข้าวด้วยกัน ส่วนทางนั้นจะกินหรือไม่ก็อีกเรื่อง อย่างน้อยพวกเราต้องเตรียมให้พร้อม จึงให้ซ่งฝูเซิงถือร่มไปซื้อเนื้อสัตว์กับซี่โครงมามากหน่อย
ไม่ซื้อไม่ไหว อากาศร้อน ก่อนหน้านี้ไม่ได้เตรียมอะไรไว้ในบ้าน อยากกินอะไรก็ค่อยซื้อ
“ลูกแม่ ยกน้ำเข้าไปให้พี่หมินหรุ่ยสิ” เฉียนเพ่ยอิงพูดเสร็จก็รีบหาเวลาเข้าไปเปลี่ยนชุด ลูกสาวเพิ่งเปลี่ยนเสร็จออกมา
พี่หมินหรุ่ยเหรอ
ซ่งฝูหลิงมองน้ำในกะละมังล้างหน้า แลบลิ้นใส่ จงใจพินิจพิเคราะห์คำนี้ จากนั้นถึงถือกะละมังไปเคาะประตู
“เชิญ”
“นี่เป็นผ้าผืนใหม่ ท่านเอาไปใช้ได้ ข้าจะวางน้ำไว้ตรงนี้ ส่วนนี่เป็นสบู่”
“ปิดประตู”
ซ่งฝูหลิงพยักหน้า “อือ” หันตัวจะเดินออก แถมยังคิดในใจ ก็แน่นอนหรือเปล่า ข้าออกไปก็ต้องปิดประตูให้เจ้าอยู่แล้ว ยังจะเปิดอล่างฉ่างไว้ได้หรืออย่างไร
ในขณะที่ซ่งฝูหลิงกำลังจะเดินออก ลู่พั่นกลับรีบสาวเท้าเดินขึ้นหน้า ยื่นแขนออกไป ขวางซ่งฝูหลิงไว้ได้ทันเวลาโดยไม่แตะต้องตัวของนาง ดวงตาจ้องใบหน้าของซ่งฝูหลิง มืออีกข้างก็ปิดประตู
ซ่งฝูหลิงมองแขนที่ขวางอยู่ตรงหน้าตัวเองก่อน จากนั้นก็เงยหน้ามองลู่พั่น ถึงได้เข้าใจคำว่าปิดประตู อ๋า ปิดประตูให้นางอยู่ข้างใน
ลู่พั่นชักแขนกลับ ชั่วขณะที่ดึงกลับเขาเม้มริมฝีปาก ขณะเดียวกันมือขวาที่กำแน่นอยู่ก็คลายออก “ข้ามีเรื่องจะพูดด้วย”
“ได้”
“อยู่ให้ห่างจากเขา ห้ามใกล้ชิด”
“ใครเหรอ”
ลู่พั่นเชิดคางเล็กน้อย เบือนหน้าหันไปมองด้านข้าง “เมื่อครู่เจ้ายังกอดตะกร้าเตรียมสอบของเขาอยู่”
ซ่งฝูหลิงกะพริบตาปริบๆ “ท่านหมายถึงหยางหมิงหย่วนเหรอ”
ต่อมานางก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ทำไมล่ะ ท่านเคยผิดใจกับเขาเหรอ”
ไม่น่านะ สองคนนี้คนละชนชั้น จะรู้จักกันได้อย่างไร
แต่ฝูหลิงคิดว่าตัวเองเข้าใจแล้ว มิน่าก่อนหน้านี้ลู่พั่นถึงไม่ยอมให้ถือตะกร้าเตรียมสอบของหยางหมิงหย่วนเข้ากระโจม
ต้องบอกก่อนว่า ตอนอยู่บนรถม้า ซ่งฝูหลิงไม่ค่อยพอใจเรื่องนี้
ตะกร้าเตรียมสอบเป็นเรื่องเล็กน้อยมากสำหรับคนฐานะดี แต่สำหรับคนที่ดูก็รู้ว่าฐานะยากจน เดิมทีก็น่าสงสารอยู่แล้ว เรื่องเล็กน้อยพวกเราช่วยได้ ก็แค่ช่วยเอาไปวางในกระโจม ไม่อย่างนั้นพอหมึกถูกฝนก็จะเสียหายหมด ยิ่งไปกว่านั้นหยางหมิงหย่วนก็เป็นฝ่ายเสนอตัวเข้ามาช่วยครอบครัวของนาง ถึงได้หลบฝนไม่ทัน
แต่ความไม่พอใจนี้ซ่งฝูหลิงก็รู้ดีแก่ใจว่าจะเอาไปลงที่ลู่พั่นไม่ได้ ไม่สมควร ก็แค่รู้สึกผิดหวังนิดหน่อย แต่นางเองก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงผิดหวัง
นางคิดว่า
ลู่พั่น เจ้าในสายตาข้า ควรเป็นคนที่ให้เกียรติคนมีความรู้เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเจ้าคงไม่มีทางเข้าร่วมการสอบจอหงวนโดยไม่หวังอะไรในวันที่อากาศร้อนแบบนี้
เรื่องนี้ในสายตาคนอื่นอาจคิดว่าเจ้าบ้าไปแล้ว ไม่เข้าใจ แต่ข้าไม่เคยคิดแบบนั้น ถึงขั้นที่รู้สึกชื่นชมด้วยซ้ำ
ถ้าอย่างนั้น เจ้าในสายตาข้าควรเป็นอย่างไรน่ะเหรอ ยกตัวอย่างเช่น อย่างน้อยก็ไม่เหมือนพ่อของข้าที่ชอบโยนหนังสือทิ้ง
เดิมทีนางคิดว่าลู่พั่นเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับอุปกรณ์การเรียนมาก โดยไม่สนว่าตะกร้าเตรียมสอบหรือพู่กันน้ำหมึกจะเป็นของใคร
ลู่พั่นค่อยๆ หันหน้ามามองซ่งฝูหลิงที่เตี้ยกว่าเขามาก “การผิดใจของพวกเราก็เพราะเจ้า”
“ข้าเหรอ” ซ่งฝูหลิงตะลึง เงยหน้าทันควัน “ข้าเนี่ยนะ”
“หัวใจของเขาคิดไม่ซื่อ” ขณะพูดลู่พั่นก็เดินเข้าไปในห้อง
ไม่อยากเห็นซ่งฝูหลิงมองเขาด้วยสายตาสงสัย เขาจึงหลบ หันหลังให้ แล้วพูดต่อ “ข้าไม่ทราบว่าเขารู้จักท่านอาด้วยวิธีไหน แต่ข้ารู้ว่าเขาคิดไม่ซื่อกับเจ้า เรื่องนี้ข้าแน่ใจ”
ซ่งฝูหลิง คิดไม่ซื่อเหรอ แถมแน่ใจด้วย
ซ่งฝูหลิงชี้หน้าตัวเอง เอียงศีรษะอยากบ่น แต่ไม่มีใครฟังนางบ่น เดี๋ยวนะ เจ้ารู้แม้กระทั่งความคิดของคนอื่นเลยเหรอ
“ข้าไม่อยากวิจารณ์ใครลับหลัง เจ้าเชื่อข้าหรือไม่”
ลู่พั่นไม่พูดถึงเนื้อหาที่อยู่ในหนังสือเรื่องเล่า ไม่อยากให้ฝูหลิงฟังแล้วอึดอัดใจ นั่นเป็นเรื่องที่เหลวไหลมากสำหรับผู้หญิง
โชคดีที่เขาเป็นคนซื้อหนังสือเล่มนั้นมา ถ้าถูกเผยแพร่ออกไป คนที่วันนั้นเห็นฝูหลิงในร้านหนังสือจะต้องรู้แน่ว่าเขียนถึงใคร
ประเด็นคือแค่เขานึกถึงยังโมโห!
ลู่พั่นเชิดหน้าขึ้น คิดในใจ ข้าพูดขนาดนี้แล้ว ฝูหลิง หากเจ้าไม่เชื่อข้า ยังคงไม่รู้สึกระแวงเขา และเขายังคงมีความคิดไม่ซื่อ แสร้งทำตัวน่าสงสารไปอยู่ข้างกายเจ้า ก็อย่าโทษที่ข้าต้องจัดการเขา เขาทำตัวน่าสงสารถึงขั้นที่เจ้าอยากให้เขาขึ้นรถ เช่นนั้นก็ให้เขาน่าสงสารจนถึงที่สุดแล้วกัน
ซ่งฝูหลิงพูด “ข้าต้องเชื่อท่านอยู่แล้ว แต่ว่าท่านบอกข้าหน่อยสิว่าท่านรู้ความคิดของเขาได้อย่างไร” น้ำเสียงออกแนวอยากรู้อยากเห็น
ลู่พั่นหันมาอย่างเกร็งๆ