ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 640 ฟังเสียงมวลน้ำ
ตอนที่ 640 ฟังเสียงมวลน้ำ
ท่ามกลางสายฝนหนาทึบ ทุกคนในหมู่บ้านเหรินจยาเริ่มเตรียมการ
แม่สามีของป้าอ้วนแซ่ไป๋หาบห่อผ้าขนาดใหญ่หลายห่อ ในมือยังมีกะละมังใบใหญ่ ในกะละมังเป็นแป้งทำอาหาร สองขาลุยฝ่าน้ำ น้ำท่วมถึงเข่าแล้ว
เห็นลูกสะใภ้ของตัวเองที่เมื่อก่อนเป็นคนตะกละกำลังช่วยพวกผู้ชายในครอบครัวดันรถเข็นอยู่หน้าบ้าน เพราะล้อรถจมลงไปในโคลนแล้ว
ป้าอ้วนกัดฟันออกแรง รถหลุดออกไปแล้ว ทว่านางกลับหล่นดังโครม หน้าคว่ำลงไปในน้ำเต็มๆ
สามีของนางเป็นห่วงมาก แต่รถก็หนักมาก ปล่อยมือไม่ได้ บนนั้นเต็มไปด้วยกระสอบถั่วเหลือง กลัวรถจะคว่ำ
แม่สามีของนางก็ตกใจเหมือนกัน รีบให้คนมาช่วยรับกะละมังแป้งไป จะได้ช่วยเข้าไปดูได้สะดวกหน่อย กลัวจะล้มไปโดนอะไรเข้า ใครจะไปรู้ว่าในน้ำมีก้อนหินหรือกิ่งไม้หรือเปล่า
ป้าอ้วนนิ่งไปอยู่สักพัก เห็นได้ชัดว่าน่าจะเจ็บพอสมควร
จากนั้นนางก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าสกปรกมองแม่สามี และก็เป็นป้าของนางด้วย นางทำสีหน้าเหมือนขอคำชม “ฮี่ๆ”
แม่สามีมักบอกว่านางอ้วน กินเก่ง พอถึงเวลาสำคัญถ้านางไม่มีแรงก็แย่แล้ว
แม่สามีของนางรู้สึกโล่งอกมาก สิ่งที่เข้ามาแทนความเป็นห่วงคือ ถลึงตาใส่ป้าอ้วนที่ตัวแช่อยู่ในน้ำ
“ลุกขึ้นมาเช็ดหน้าสิ ดูว่าจะเอาอะไรไปได้อีก”
บ้านสะใภ้สี่ก็ต้องย้าย
สะใภ้สี่เช็ดน้ำบนหน้าที่ไม่รู้ว่าเหงื่อหรือฝน “โชคดีที่หัวหน้ากลับมาแล้ว พอเขากลับมา พวกเราก็เหมือนมีเสาหลักให้พึ่งพา”
คำพูดนี้ของสะใภ้สี่ ยี่สิบเจ็ดครอบครัวริมน้ำที่ต้องย้ายไปก่อนต่างเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
พอหัวหน้าสอบเสร็จกลับมา ชาวหมู่บ้านเหรินจยาที่ก่อนหน้านี้กระจัดกระจายก็มารวมเป็นกลุ่มก้อนทันที ไม่เพียงแต่จะจัดสรรคน แม้แต่พวกสัตว์เลี้ยงของบ้านก็ช่วยจัดการให้อย่างเหมาะสม
“ไป ไป!” พวกคนหนุ่มต้อนวัว ตรงคอของวัวถูกเอาป้ายไม้ที่มีตัวเลขมาแขวนไว้อีกครั้งเพื่อที่จะได้สะดวกเวลาคืนกลับบ้าน พวกยายๆ อุ้มเป็ดไก่ พวกคนหนุ่มสาวเข็นรถขนเสบียงอาหารไปทางเนินสูง
ตรงเนินสูง อาสามสกุลเริ่นกำลังยืนสั่งการอยู่ท่ามกลางสายฝน
“ครอบครัวเจ้าเข้าบ้านนี้ เป็ดไก่ของบ้านเจ้าวางในเล้าไก่ของพวกเขา ส่วนข้าวของวางในห้องเก็บของ เข้าใจไหม หาไม้กระดานมารองระวังอย่าให้หนูกัด”
“เอ๊ะ เอ๊ะ” อาสามสกุลเริ่นไม่พอใจ แหกปากตะโกน
“บ้านเป่าซาน ข้าให้เจ้าวางในห้องเก็บของนี้ เจ้าคิดว่าห้องเก็บของเป็นของเจ้าทั้งหมดหรืออย่างไร บอกพวกลูกสะใภ้เจ้าด้วยว่าให้ชิดข้าง ซ้อนขึ้นไปสูงๆ ห้องเก็บของหนึ่งห้องต้องวางหลายครอบครัว ทำสัญลักษณ์ของตัวเองเอาไว้ด้วย
แล้วก็อาหารของเป็ดไก่บ้านเจ้าด้วย อย่าคิดจะกินของคนอื่น อย่าให้ข้าต้องพูดมาก นี่มันเวลาไหนแล้ว แต่ละคนอย่ามาคิดเอาเปรียบ ข้าจะรอดูว่าใครมันกล้า
เสร็จแล้วก็ไปช่วยบ้านนี้หาบน้ำมาตุนไว้ ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าจะดื่มอะไร!”
ทุกคนถูกด่าแต่ก็ไม่มีใครโกรธ ยายบ้านเป่าซานถึงขั้นที่จะเอาเสื้อไปคลุมให้อาสามสกุลเริ่น
“ทำอะไร อย่ามาแตะตัวข้า” ถึงแม้ยายบ้านเป่าซานจะแก่กว่าอาสามสกุลเริ่นหนึ่งรุ่น แต่ในสายตาของอาสามก็คืออายุพอกัน ทำไมยายคนนี้เอามือมาลูบเขา คิดจะทำอะไร เขาเป็นโสดอยู่นะ
“เจ้าคิดไปถึงไหนแล้วตาแก่ ฝนตกหนักขนาดนี้ เจ้ายืนสั่งการให้ทุกคนอยู่ตรงนี้ ไม่ห่วงตัวเองบ้างเหรอ”
อาสามสกุลเริ่นรับหน้าที่จัดระเบียบให้ทุกคนอยู่ทางนี้
ห่างออกไปไม่ไกล ตรงด้านล่างเนินสูง หัวหน้าตระกูลเริ่นกับอาเจ็ดสกุลเ ริ่นสองผู้อาวุโสสองรุ่นอยู่ตรงนั้น กำลังไล่ต้อนให้พวกวัวที่มีป้ายคล้องคอเดินเข้าคอก
เอาเส้นทางเข้าหมู่บ้านเป็นเส้นทางหลัก บ้านของคนที่อยู่ทางทิศใต้ลงไป ตัดครอบครัวที่ต่อให้อยู่ที่นี่บ้านก็น้ำท่วมอย่างรุนแรง คอกสัตว์ของแต่ละบ้านจะต้องรับวัวนม ล่อ เป็ดไก่ หมู และสัตว์อื่นๆ ของบ้านที่อยู่ทางทิศเหนือไปด้วย
อย่างเป็ด ไก่ ห่านของพวกท่านลุงซ่งก็ให้ไปอยู่ที่บ้านของเริ่นกงซิ่น
เป็ดตัวนั้นของท่านลุงซ่ง เดิมทีก็ได้มาจากเริ่นกงซิ่น คราวนี้ก็พอดี เป็ดตัวนี้พาผองเพื่อนเข้าไปครื้นเครงอยู่ในบ้านเริ่นกงซิ่น เล่นเอาเป็ดไก่เจ้าบ้านถึงกับแตกตื่น
ในเวลาเดียวกัน พวกคนหนุ่มจำนวนมากของหมู่บ้านกำลังต้อนวัวไปรวมกันที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเพื่อให้ไปกับเหล่าสุย กำลังเตรียมของขึ้นเกวียน พยายามเอาอาหารและของขบเคี้ยวของวัวไปให้ได้มากที่สุด เอาเสื่อน้ำมันคลุมไว้ให้ดี ไม่อย่างนั้นเหล่าสุยจะเอาอะไรเลี้ยง แต่ถึงจะเอาไปก็เป็นปัญหาอยู่ดี เพราะงานให้อาหารเป็นงานที่หนักมาก
นอกจากนี้บางคนก็ช่วยขนอิฐนมขึ้นเกวียน เดิมทีขนมปังดำที่ทำเก็บไว้ในช่วงไม่กี่วันมานี้ก็ต้องขนไป
แต่หัวหน้าออกคำสั่งให้เก็บไว้ก่อน เผื่อไว้ยามฉุกเฉิน
ส่วนซ่งฝูเซิงกำลังทำงานอยู่เรือนด้านหลังหอบรรพชน “ท่านลุงซ่ง ไปกับพวกลุงใหญ่เถอะนะ”
“ไม่ไป ทำไมต้องไปด้วย พวกเราต้องเฝ้าป้าย” ในความเป็นจริงคือเฝ้าอาหาร เฝ้าเงิน ห้องใต้ดินบ้านฝูเซิงยังมีหีบเงินอยู่
“ตอนนี้ยังไม่มีอะไรหรอก แต่พวกเราก็ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า น้ำจะท่วมมันไม่บอกพวกเราก่อนหรอกนะ แล้วเราจะไม่เตรียมตัวได้ยังไง พวกลุงอายุมากขนาดนี้แล้ว จะอยู่ที่นี่ทำไม”
ไม่มีประโยชน์ เหล่าชายชราไม่ยอมไป
ให้เกาถูฮูไปกับเกวียน เกาถูฮู “ทำไมข้าต้องไปด้วย พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน” ยังจะมาถามว่าทำไม แต่ละคนคิดกันไม่ได้เลยหรือไง
ซ่งฝูเซิงถอดใจ “ลูกล่ะ”
“อื๊อๆๆ” ซ่งฝูหลิงส่ายหน้า
ฝูเซิงโมโหจนดึงลูกสาวไปกระซิบ “ระหว่างทางตอนกลับมาคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอ ดูอย่างคนรัฐนิวออร์ลีนส์สิ เห็นพายุเฮอริเคนจนชิน พอเห็นพายุชื่อน่าน่าอะไรนั่นเลยไม่เก็บเอามาใส่ใจ สุดท้ายเลยกลายเป็นเรื่องเศร้า”
ไม่ได้ชื่อน่าน่า ไม่สิ เรื่องนี้ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ “ท่านพ่อ พวกเราต้องอยู่ด้วยกันสิ ลูกเตรียมตัวแล้ว”
ฝูหลิงเข้าพื้นที่พิเศษเก็บรวบรวมขวดเปล่าเอามามัดรวมกันไว้ก็จะกลายเป็นทุ่นลอยน้ำ พอถึงคราวจำเป็นก็เอามาใส่ตัว ลอยไปตามน้ำได้
อย่างคนในหมู่บ้านก็ใช้ไม้กระดาน บานประตู หีบ รื้อออกมาทำเป็นแพหรือเรือก็ได้
“ท่านพ่อ อย่าคิดว่าลูกไม่รู้ ที่ท่านพ่อไม่อยู่ในเมือง ข้อแรกเป็นเพราะในหมู่บ้านมีหลายครอบครัว ท่านพ่อไม่วางใจ ต้องกลับมาดูหน่อย…
…ข้อสอง คุณพ่อรู้สึกว่าพอประตูเมืองปิดยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยใช่ไหม…
…เมื่อครู่ลูกได้ยินคุณพ่อพูดกับลุงใหญ่ว่าให้เก็บของในโรงเพาะปลูกพริกแล้วให้เสี่ยวหงกับล่อของบ้านเราย้ายเข้าไปอยู่ในนั้น นี่ก็แสดงว่าท่านพ่อเตรียมรับมือในทางเลวร้ายที่สุดแล้ว อย่างมากก็…ใช่ไหม”
ฝูหลิงเลิกคิ้ว
ซ่งฝูเซิงมองฝนที่ตกอยู่ด้านนอก เลียริมฝีปากที่แห้งผาก นั่นสินะ นับตั้งแต่เขามาที่นี่ก็พบเจอเรื่องราวมามากมาย เคยชินกับการเตรียมตัวรับมือไปแล้ว
ย้าย ‘พาหนะ’ ไปไว้ในบ้านที่อยู่ใกล้ทางเข้าหมู่บ้านมากที่สุด เพื่อที่เขาจะได้พาลูกเมียหนีไปได้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
เลวร้ายที่สุดอย่างไรน่ะเหรอ ก็คือเขาไม่สนคนอื่นๆ ในหมู่บ้านแล้ว ดูแลได้แค่เก้าสกุล
ไม่เกลี้ยกล่อมละ ลูกสาวน่ารำคาญ มองพ่อออกหมดว่าจะทำอะไร รู้ดียิ่งกว่าเมียเขาอีก
“หมี่โซ่ว จินเป่า ซ่วนเหมียวจื่อ…”
ช่างเถอะ ซ่งฝูเซิงยอมแพ้ เด็กแสบพวกนี้ส่ายหน้ารัวเป็นป๋องแป๋ง ปากก็พูด “รวมใจเป็นหนึ่ง” แม้แต่เสี่ยวเป่าลูกหลี่ซิ่วที่อายุยังไม่ถึงสี่ขวบก็ไม่เชื่อฟัง พูดออกมาเลยว่าจะอยู่กับพวกพี่ๆ แล้วใครจะดูแลเจ้า แม่เจ้าไม่อยู่ พวกผู้ใหญ่นึกเสียใจ น่าจะส่งเจ้าไปอยู่ในเมืองเฟิ่งเทียน “ปู่ทวดดูแล”
ฟังเอานะ รู้จักเถียง ลูกชายหลี่ซิ่วนับวันจะยิ่งซน ไม่ซื่อเหมือนพ่อแม้แต่น้อย
สุดท้ายคนที่ซ่งฝูเซิงให้ตามเหล่าสุยไปอำเภออวิ๋นจงด้วยคือเมียของซ่งฝูกุ้ย เมียของหวังจงอวี้ ผู้หญิงท้องจากหกครอบครัวในหมู่บ้าน รวมถึงลูกสาวของบ้านลุงใหญ่ ต้ายาของบ้านพี่รองซ่งฝูสี่ ลูกสาวคนโตของบ้านกัวคนโต
เถาฮวาไม่ตามไปด้วย เถาฮวากับเอ้อร์ยาถูกซ่งฝูหลิงดึงไว้ พากันไม่เชื่อฟังไปทั้งหมด
แต่บรรดาคนที่ไปงานก็หนักพอสมควร ต้องช่วยเหล่าสุยทำอาหารให้พวกวัวนมกิน อย่าไปอยู่บ้านเหล่าสุยเฉยๆ ช่วยอะไรได้ก็ช่วย
เพียงชั่วพริบตาก็ถึงเวลาเย็น รู้สึกทำงานเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จสักที
แต่ละครอบครัวในหมู่บ้านต่างชุลมุน
ภายในบ้านสิบเจ็ดครอบครัวที่อยู่บนเนินสูงของหมู่บ้านเหรินจยา มีแต่คนเต็มไปหมดทั้งบนเตียง บนพื้น ในห้องเก็บของ
พวกท่านลุงซ่งไปอยู่บ้านเริ่นกงซิ่น
ส่วนบนเตียงบ้านฝูเซิงเต็มไปด้วยพวกเด็กๆ ของเก้าสกุล คิดไว้ว่าพรุ่งนี้พวกเขาค่อยย้ายบ้าน อย่างไรเสียบ้านที่พวกเขาอยู่ตอนนี้ก็จัดอยู่ใน ‘เขตเสี่ยงที่สอง’
ซ่งฝูเซิงเรียกรวมถึงสองครั้ง “ลูกพ่อ ห้องพวกลูกทำอะไรกันน่ะ เตียงจะพังแล้วมั้งนั่น”
ไม่เคยพบเคยเจอ น้ำจะท่วมบ้านอยู่แล้ว แต่พวกเด็กๆ ที่อยู่บนเตียงกลับส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวตื่นเต้นกันใหญ่
วัยที่กลุ้มไม่เป็น
“อุ๊ย เยี่ยมไปเลย พวกเราได้เบียดกันเหมือนตอนลี้ภัย เบียดอยู่ด้วยกัน”
“พี่พั่งยา เมื่อไรพวกเราจะได้ไปอาศัยอยู่ข้างนอกเหรอ”
จินเป่า “พี่ ข้าไม่อยากไปอยู่บนเนินสูง ข้าอยากอยู่บนหลังคา”