ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 641 ลมฝนไม่มีหยุด
ตอนที่ 641 ลมฝนไม่มีหยุด
เอ้อร์ยาดุน้องชายแท้ๆ “ทำไมเจ้าไม่อยากขึ้นสวรรค์ไปเลยล่ะ ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย”
พ่อแม่ไม่อยู่ พี่สาวคนโตไม่อยู่ เอ้อร์ยาเลยคิดว่าต้องดุน้องชายหน่อย
ตั้งแต่เข้าห้องมาก็ซุกซน พาพวกน้องๆ คนอื่นเล่นกันเหมือนบ้าไปแล้ว เดี๋ยวได้ทำบ้านอาสามเดือดร้อน
“พี่กล้าว่าข้าเหรอ!” จินเป่าถลึงตาใส่
“เอ๊ะ ซ่งจินเป่า หาเรื่องเหรอ ทำไมพูดกับพี่สาวแบบนี้”
ซ่งฝูหลิงเอาเท้าเขี่ยไปหนึ่งทีพลางเหลือบมองเขา
จินเป่าถูกลุงรองกับป้ารองตามใจจนเคยตัว
หลักๆ คือป้ารองจูซื่อชอบตามใจ ลุงรองได้อิทธิพลจากพ่อของนางก็เลยดีกว่าหน่อย
ป้ารองบ่มเพาะนิสัยมาสิบกว่าปี สิบกว่าปีเชียวนะ นั่นไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ได้ในวันสองวัน ชอบเอะอะก็ตีต้ายาเอ้อร์ยา ตีจนชินแล้ว
อีกทั้งตัวป้ารองเป็นผู้หญิงแต่กลับดูถูกผู้หญิงด้วยกันเอง ไม่ว่าต้ายาเอ้อร์ยาจะมีเหตุผลหรือไม่ เก่งแค่ไหน ก็มักจะคิดว่าลูกสาวเป็นตัวขัดดอกอยู่เสมอ
นี่ถ้านางเป็นลูกสาวของป้ารองคงทนไม่ไหวจริงๆ
แต่จะว่าไป ถ้าทนไม่ไหวสู้กลับได้หรือเปล่า สู้กลับก็จะถูกคนด่าว่าอกตัญญู คนในหมู่บ้านก็จะมารุมประณาม ตราบาปเรื่องอกตัญญูก็จะถูกลือออกไปนับสิบลี้
พอถึงตอนนั้นไม่มีใครถามถึงสาเหตุหรอก คนข้างนอกถือเรื่องความกตัญญู พร้อมจะรุมด่าได้ตลอด
พ่อแม่ที่ลำเอียงรักลูกชายมากกว่าลูกสาวแบบนี้ ซ่งฝูหลิงรู้ดีแก่ใจ อย่าว่าแต่ยุคโบราณสมัยสังคมศักดินา ต่อให้เป็นยุคปัจจุบัน ศาลก็ตัดสินเรื่องในครอบครัวลำบาก
สรุปว่าพี่ต้ายาเอ้อร์ยาต้องมาเจอแม่แบบนี้ ใครก็ช่วยไม่ได้
มีหลายครั้งที่นางเห็นพี่ต้ายาเอ้อร์ยาถูกตี ทำได้เพียงรีบวิ่งหนี
ต่อมาถ้าจะผิดก็ผิดที่ พี่สาวทั้งสองหาเงินมาได้ต้องการซื้อของ คำพูดคำจาเหมือนสนิทกับย่าของนาง ครอบครัวของนาง แต่พอจะใช้เงินจริงๆ ก็ไม่เสียดายที่จะซื้อของให้แม่ ไม่ได้ให้ย่าของนาง ยังสำคัญน้อยกว่าหนึ่งระดับ
ดูเอาแล้วกัน เดิมทีก็เป็นเรื่องที่คลุมเครือ ตีขนาดนั้นก็ยังไม่เอาใจออกห่าง
เล่นเอาจินเป่าที่เป็นน้องชายมักจะเห็นพี่สาวถูกตีอยู่เสมอ ก็เลยไม่ให้ความเคารพต้ายาเอ้อร์ยา ในใจคิดว่าผู้ชายเป็นใหญ่
แน่นอนว่าจินเป่าดีกว่าเมื่อก่อนขึ้นเยอะมาก อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่ฟังคำสอนผิดๆ ของแม่ ไม่แย่งของกิน ไม่เอะอะก็ด่าหรือใช้กำลัง ช่วยทำงานในครอบครัว ถ้าเป็นเมื่อก่อนเรียกว่าไม่น่ารักเลยทีเดียว
ซ่งจินเป่าเม้มริมฝีปาก พี่พั่งยาว่าเขา เขาก็ไม่กล้าส่งเสียง
ซ่งฝูหลิงเหลือบมองเขาอีกครั้ง “ทำไม หือเหรอ”
“เปล่า ไม่ได้หือ” ยอมแล้ว พอใจหรือยัง
“งั้นก็ขอโทษพี่รอง ดุเจ้าไม่ถูกหรือไง”
ซ่งจินเป่ามองเอ้อร์ยา อัดอั้น ในขณะที่เอ้อร์ยากำลังจะถอดใจพูดว่า ช่างเถอะ พวกเราอย่าไปสนใจเขาเลย จินเป่าก็พูดว่า “ดูแลตัวเองให้ดีเถอะ ข้าจะไปล้างเท้าแล้ว”
มีแต่พวกผู้หญิง เด็กผู้หญิง ผู้ชายอย่างข้าไม่คิดเล็กคิดน้อยด้วยหรอก จากนั้นเขาก็วิ่งหนีไป
ซ่งฝูหลิงเหวี่ยงขาช้าเกินไป เตะไม่โดนจินเป่า
ภายในห้องครัว
หมี่โซ่วพูดว่า “พี่จินเป่าพาคนอื่นๆ มาล้างเท้า ผ้าห่มบ้านข้าของใหม่ อย่าทำสกปรก”
ซ่งฝูหลิงได้ยินจ้วงจ้วงของบ้านปู่เกาเถียงเสียงดังฟังชัด “พรุ่งนี้ออกไปแช่น้ำข้างนอก เท้าก็สกปรกอยู่ดี ข้าไม่อยากล้าง”
หมี่โซ่วน้องชายของนางหยิกหูจ้วงจ้วง “งั้นก็อย่ากินข้าวเลยด้วยสิ ยังไงกินเข้าไปก็ต้องขี้ออกมา เร็วเข้า ท่านป้าของข้าซักผ้าห่มไม่ใช่งานง่ายๆ”
ฟังอยู่สักพักซ่งฝูหลิงก็เลิกสนใจ ในที่สุดก็ได้พักหน่อย
จะว่าไปสองปีที่ผ่านมานี้ พวกน้องชายก็คุมยากแล้ว
เพราะพวกเขาเริ่มคุยกันอย่างมีสาระ มีความคิดในการจัดการเรื่องต่างๆ เป็นของตัวเองแล้ว ต่อให้คุยเรื่องที่เล่นกับเด็กในหมู่บ้าน พวกเขาก็หารือกันถึงสาเหตุที่คราวก่อนแพ้ให้กับเด็กในหมู่บ้าน
นางเข้าไปแทรกไม่ได้
พอขึ้นเตียง ซ่งฝูหลิงที่อยู่ในผ้าห่มก็เอาศอกกระทุ้งเถาฮวา “คิดอะไรอยู่”
เถาฮวาเขี่ยเส้นผม เผยให้เห็นใบหน้าน้อยๆ ที่งดงาม หันมาตอบน้องสาว
“นับตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ดูเหมือนจะทำงานยุ่งมาตลอด มีแค่วันนี้ที่ว่างกว่าครึ่งค่อนวัน ไม่ได้ทำอะไรเลย เฮ้อ ดีจริงๆ ข้าถึงกับไม่อยากรู้แล้วว่านี่เป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย เจ้าว่าถ้าพวกผู้หญิงรู้ว่าข้ามีความคิดแบบนี้ ข้าจะถูกด่าหรือเปล่า”
ซ่งฝูหลิงคิด ใช่ไหมล่ะ พวกพี่สาวไม่เหมือนกับนาง ต้องทำงานอยู่ตลอด
ตอนที่พวกพี่สาวยังไม่เรียนทำขนม ตอนนั้นต้องสานเสื่อ ผ่าฟืน เด็ดผัก ทำอาหาร แต่พอเรียนทำขนมจนเป็น ห้องอบขนมก็กลายเป็นสถานที่ที่พวกนางคุ้นเคยมากที่สุด อาจสู้เมื่อก่อนไม่ได้ด้วยซ้ำ พวกนางต้องผูกติดกับห้องอบขนม ไม่มีแม้แต่เวลาจะได้พัก
เวลาสองปีกว่า เจ็ดร้อยกว่าวัน
ไม่เหมือนนาง เป็นเจ้าของ ยุ่งแค่ช่วงแรก
เอ้อร์ยาได้ยินเถาฮวาคุยกับพั่งยาก็ลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนเตียง
ฟังไปก็พยักหน้าไป คือแบบนี้ วันนี้นางเองก็มีความคิดเลวร้ายแบบนี้เหมือนกัน ในที่สุดก็ได้พักแล้ว ระหว่างนั้นนางก็มัดผมไปด้วย
ตอนนี้พวกสาวๆ ของเก้าสกุลมัดผมทรงซาลาเปาง่ายๆ แบบซ่งฝูหลิงเป็นกันหมดแล้ว เผยให้เห็นหน้าผากทั้งหมด
ไม่ได้ดูตัวเสียหน่อย และก็ไม่ได้เจอคนนอก พ่อกับแม่เลยไม่สนว่าพวกนางจะมัดผมทรงอะไร ยิ่งไปกว่านั้นไม่ได้สนใจว่าพวกนางใส่กางเกงออกข้างนอก ไม่ใช่กางเกงขาสั้นเป็นพอ ทำงานสะดวกกว่า
“ข้าไม่รักษาคำพูด ไม่ได้พาพวกพี่เข้าเมือง”
เอ้อร์ยาพูด “ในเมืองอะไรกัน ในตัวอำเภอก็ยังไม่เคยไปเลย”
เถาฮวาพูด “ไม่เกี่ยวกับเจ้า พวกเราเองก็อยากทำงานหาเงินด้วย จะไม่อยากทำงานตอนที่ได้เงินแน่ๆ ได้ยังไง ในใจคงรู้สึกแย่น่าดู”
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว นี่ก็คือสาเหตุที่นางแอบดีใจอยู่ลึกๆ
ตอนนี้ถูกบังคับให้ต้องหยุดทำงาน ทุกคนต่างไม่ได้ทำ ในใจก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร
สองมือของซ่งฝูหลิงหนุนหัว สีหน้าเข้าอกเข้าใจ “เฮ้อ ข้ารู้สึกได้ ถ้าเป็นข้า ข้าก็เสียดาย ไม่ได้ออกนอกหมู่บ้านนานขนาดนี้ ไม่เคยเห็นอาคารสูงในเมือง ไม่เคยเห็นความเจริญรุ่งเรืองในตัวเมือง…”
เอ้อร์ยาตบหมอนแล้วนอนลง แย่งพูดขึ้น
“ไม่ เจ้าไม่เข้าใจพวกข้าหรอก ในเมืองจะเจริญรุ่งเรืองแค่ไหน แต่นั่นก็ไม่ใช่ของบ้านข้า อาคารสูงไม่ได้ให้ข้าพักพิงเสียหน่อย ข้าจะเสียดายทำไม มีแค่เจ้าที่อยู่ว่าง ต้องไปดูทิวทัศน์นั่นนี่ ข้าแค่อยากเข้าเมืองไปกินข้าว เป่าจูบอกว่า ในเมืองมีของอร่อยมากมาย ถ้าข้ารู้ว่าวันนี้จะได้หยุดทำงานนะ ไม่สู้เข้าเมืองไปพร้อมย่ากับเป่าจูแล้ว”
“หา? พี่ก็คิดแต่เรื่องกิน อย่างข้าเรียกว่าเปิดโลกทัศน์ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องได้ไปเห็นโลกภายนอกบ้าง อ่านตำราหมื่นเล่มยังไม่สู้ออกเดินทางหมื่นลี้…
…อีกอย่าง อาหารการกินบ้านเราก็ไม่ได้แย่ พี่เอ้อร์ยา เป่าจูหลอกพี่ ของกินในเมืองรสชาติก็งั้นๆ แหละ…
…คิดดูนะ ขนาดบ้านเราเปิดร้านขายของกินข้างทางยังได้กำไรเยอะแยะ แสดงให้เห็นว่าลูกเล่นของพวกเขาสู้บ้านเราไม่ได้”
ซ่งฝูหลิงเอาเท้าเขี่ยผ้าห่มของเอ้อร์ยา พี่สาวคนนี้ทำไมตะกละแบบนี้นะ
พูดจบก็หันไปมองเถาฮวาที่อยู่ซ้ายมือ “พี่ก็คิดแบบนี้เหรอ” ไม่มีใครอยากไปเปิดโลกทัศน์แบบนางบ้างเหรอ
เถาฮวายิ้มเขินอาย
ซ่งฝูหลิงทำหน้ารังเกียจทันที “ช่างเถอะๆ ไม่ต้องพูดแล้ว ดูยิ้มเข้า ข้าพอจะเดาได้ ไม่เพียงแต่พี่จะอยากไปกินข้าวในเมือง ยังไม่อยากเสียเงินด้วย พี่อยากให้พี่เถี่ยโถวพาไปกินในร้านอาหารใช่ไหม”
เถาฮวาตบแขนฝูหลิงเบาๆ แก้มแดงระเรื่อ บ้าน่า ชอบเอาเถี่ยโถวมาล้อข้าอยู่เรื่อย “ข้าก็แค่คิดว่า ไม่ว่าอาหารข้างนอกจะอร่อยไหม บะหมี่ชามหนึ่งของข้างนอก มันก็เป็นของร้านอาหารหรือภัตตาคารใช่ไหมล่ะ”
ซ่งฝูหลิง ไม่อร่อย จะไปกินมันทำไม อาหารของร้านอาหารกับภัตตาคารจะพิเศษสักแค่ไหนเชียว ความคิดอะไรกัน
“เซียวจิ้งเถิงรีบมา เซียวจิ้งเถิงรีบมา…”
ในเวลานี้เอง พวกเด็กผู้ชายหัวเราะสนุกสนานเดินกลับมาจากล้างเท้าแล้ว เมื่อครู่พวกจินเป่าอยู่ในห้องครัว นึกถึงตอนลี้ภัยที่ขอฝน
เล่นเอาซ่งฝูหลิงตกใจ รีบส่ายมือยกใหญ่ “เอ๊ะๆ พวกเจ้าเห็นฝนยังตกไม่เยอะพอหรืออย่างไร เดี๋ยวได้โดนดีแน่”
ยายาบ้านท่านลุงซ่งมุดออกมาจากปลายเท้าของซ่งฝูหลิง ผมเผ้ายุ่งเหยิง “พี่ เช่นนั้นต้องพูดว่าอะไรเหรอ”
“พูดว่า ขอคิดก่อนนะ พูดว่า แม้จะเป็นวันฟ้าครึ้ม แม้ฟ้าเปลี่ยน แต่ใจข้าไม่เปลี่ยน ลูกเห็บตกฝนตก ก็แสร้งทำเป็นไม่เห็น ฮ่าๆๆ ต้องท่องสามครั้ง”
คราวนี้ได้เรื่อง ทุกคนในห้องต่างท่องพร้อมกัน ตอนท้ายจินเป่ายังได้พูดเสริมว่า “รีบปฏิบัติตามคำสั่ง!”
เกิดเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นที่ด้านนอก
ซ่งฝูเซิงที่อยู่นอกห้องนอนเอามือเท้าเอว “เฮ้อ เด็กพวกนี้ น่าปวดหัว”