ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 642 ตกใจฉี่ราด
ตอนที่ 642 ตกใจฉี่ราด
คำพูดนั้นได้ผลเหรอ
ไม่ได้ผล
ไม่เพียงแต่จะไม่ช่วยอะไรเลยสักนิด อีกทั้งพอตกกลางคืน เดิมทีฝนหยุดไปแล้วสักพัก ต่อมาก็แค่ตกโปรยปราย แต่ตอนนี้พอพวกเด็กๆ ประสานเสียงท่อง ฝนก็เริ่มเทกระหน่ำลงมาอีกรอบ
ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า จินเป่าตะโกน “หมี่โซ่ว เจ้าไม่ได้ตั้งใจท่องใช่ไหม เจ้าอย่าเอาแต่นึกถึงเซียวจิ้งเถิงอยู่ในใจสิ ฟังพี่ชายนะ รีบท่องให้ฝนหยุด ปากเจ้าเคยลงอาคมมาก่อน”
หมี่โซ่วลงไปยืนบนพื้นด้วยเท้าเปล่า ขมวดคิ้ว ท่องกับผีสิ ปากเจ้าต่างหากที่เคยลงอาคม น้ำเข้าบ้านมาแล้วเนี่ย “เลิกพูดมาก รีบไปเอากระสอบมากั้น”
“พี่ เดี๋ยวข้าช่วย”
ยายาที่ผมยุ่งเหยิงกระโดดลงจากเตียง “พี่พั่งยา ข้าจะช่วยด้วย”
ซ่งฝูหลิง เถาฮวา เอ้อร์ยา ลงไปยืนเท้าเปล่า พับขากางเกงขึ้นสูง ใช้ไม้กวาดกวาดน้ำที่เข้ามาในห้องออกไป จากนั้นก็ให้พวกน้องๆ ช่วยกันเอากระสอบทรายที่เตรียมไว้ก่อนแล้วย้ายไปวางตรงประตู ช่วยซ่งฝูเซิงกับเฉียนเพ่ยอิงอุดช่องว่างตามประตูให้หมด
ในเวลานี้ได้ยินเสียงเหมือนมีคนตะโกนเรียกซ่งฝูเซิงเรียกหัวหน้าอยู่ด้านนอก
“พวกเจ้ากลับมาสักที ทำไมเพิ่งกลับมากัน”
ก่อนหน้านี้ซ่งฝูเซิงยังรู้สึกเป็นห่วงพวกชาวบ้านที่ตามเหล่าสุยไป
ได้ยินเสียงพวกเด็กๆ เจี๊ยวจ๊าว เขาที่อยู่ห้องข้างๆ ก็ยิ่งกระวนกระวายใจ
ตอนนั้นเหล่าสุยต้องขนทั้งสินค้าทั้งวัวสองร้อยตัว สองพ่อลูกดูแลไม่ทั่วถึง ซ่งฝูเซิงก็เลยให้ผู้ชายสิบสองคนตามไปส่งด้วย แต่รอตั้งนานยังไม่กลับมา เป็นห่วงว่าจะเกิดเรื่องระหว่างทาง
“อย่าให้พูดเลยหัวหน้า ตอนพวกข้าไปถึง อำเภออวิ๋นจงไม่ให้คนนอกเข้าไปแล้ว ให้ออกแต่ไม่ให้เข้า พี่สุยบอกมือปราบว่าแค่จะให้พวกเราช่วยต้อนวัวเข้าไปในเมืองแล้วก็ออกมา แต่มือปราบก็ไม่ยอม”
“รีบเข้าประเด็น” ซ่งฝูเซิงเช็ดน้ำฝนบนใบหน้า
“อ๋อ ประเด็นก็คือ พี่สุยเลยเข้าเมืองไปหาคนช่วยให้พวกเราเข้าไปได้ แต่คนที่เขาไปหาก็ช่วยไม่ได้…
…สุดท้ายลูกสาวบ้านลุงใหญ่ของหัวหน้าก็โมโหจนพูดออกไปว่า พี่สามของนางคือท่าน ในบ้านมีป้ายพระราชทาน…
…มือปราบก็ถามพวกเราต่อว่าจริงเหรอ ถามพวกเราอีกนิดหน่อยเพื่อยืนยัน พอรู้ว่าวัวที่พวกเราต้อนมาเป็นวัวของพระคลังหลวง มาจากหมู่บ้านเหรินจยา ถึงได้ยอมให้เข้าไป”
“ชื่อของหัวหน้าได้ผลจริงๆ!”
ซึ่งก็หมายความว่า เกือบไปแล้ว ถ้าไม่มีคนเอ่ยชื่อซ่งฝูเซิง พวกคนท้องที่ตามเหล่าสุยไปก็ต้องกลับมา วัวนมกว่าจะเข้าไปได้หมดคงเหนื่อยน่าดู
“หัวหน้า ขอบคุณมาก” ในบรรดาผู้ชายสิบสองคนที่ไปส่งวัวนม มีคนหนึ่งชื่อเอ้อร์เผิงจื่อ อยู่ๆ ก็เอ่ยขอบคุณซ่งฝูเซิง
บ้านเอ้อร์เผิงจื่ออยู่ริมแม่น้ำ เมียของเขาตั้งท้องอยู่
บ้านของเขากับเมีย เนื่องจากเขาพูดไม่ค่อยเก่ง พ่อกับแม่ก็ไม่เห็นความสำคัญ รักแต่พี่ใหญ่กับน้องชายคนเล็ก ไม่สนใจเขาที่เป็นลูกชายคนรอง
ตอนนี้ต้องย้ายบ้าน หนีฝน เข็นรถ ย้ายพวกข้าวของต่างๆ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาก็ต้องย้ายหนีกันอีก แถมแม่ของเขายังชอบใช้ลูกสะใภ้จนติดเป็นนิสัย
เขากับเมียยังกังวลอยู่ว่าจะปกป้องท้องนี้ไว้ไม่ได้
นึกไม่ถึงว่าวันนี้เมียเขาจะถูกหัวหน้าเรียกด้วยตัวเอง บอกให้นั่งเกวียนไปกับพี่สุย พาไปอยู่อำเภออวิ๋นจงที่ปลอดภัยกว่า
แม้แต่พ่อแม่ของเขายังนึกไม่ถึงว่า เมียของเขาอยู่ในสายตาของหัวหน้าได้อย่างไร
นี่ก็ถือเป็นบุญคุณ
คนนอกหมู่บ้านมักพูดเหน็บแนมว่า หมู่บ้านเหรินจยาของพวกเขาไม่ควรแซ่เริ่น ควรเปลี่ยนเป็นแซ่ซ่ง ทำไมถึงได้เชื่อฟังคำพูดของซ่งฝูเซิงได้ขนาดนั้น
เอ้อร์เผิงจื่อคิดแค่ว่า แล้วใครจะไม่ฟังล่ะ มีบุญคุณทุกครั้งขนาดนี้
ไม่นับเรื่องเล็ก เอาแค่ทั้งหมู่บ้านไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร งดเว้นภาษี หมู่บ้านเหรินจยาของพวกเราทุกคนเชื่อฟังหัวหน้าแล้วยังไงล่ะ ถ้าหัวหน้าไปอยู่หมู่บ้านของพวกเจ้า พวกเจ้าก็จะบูชาเป็นพระเชื่อไหมล่ะ
เอ้อร์เผิงจื่อพูดขอบคุณเสร็จก็แย่งไม้กวาดมาจากมือของซ่งฝูเซิง “ข้าช่วย” ทั้งยังคิดในใจ หวังว่าช่วงสองสามวันนี้จะไม่เกิดเรื่อง ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริง พ่อกับแม่มีพี่ใหญ่กับน้องสาวดูแลอยู่ เช่นนั้นเขาก็จะมาดูแลทางครอบครัวหัวหน้า ปกป้องหัวหน้าด้วยชีวิต
ซ่งฝูเซิงนึกไม่ถึงว่าเขาจะได้ลูกน้องมาอีกคนโดยไม่รู้ตัว แย่งไม้กวาดกลับอย่างไม่รับน้ำใจ “เจ้าจะช่วยอะไรอีก พวกเจ้ารีบไปได้แล้ว ไปหาที่นอนอย่าออกมา ข้าก็จะเลิกกวาดแล้วด้วย”
พูดจบฟ้าก็ผ่าอีกรอบ ซ่งฝูเซิงร้องไอ๊หยาอยู่ในใจ วิ่งกลับเข้าบ้าน “ปิดประตูรั้วบ้านข้าให้ด้วย”
คืนวันนี้หมู่บ้านเหรินจยาเงียบจนน่าตกใจ แม้แต่สุนัขก็ยังไม่เห่าพร่ำเพรื่อ ทุกคนต่างเชื่อฟังหัวหน้าซ่ง ไม่ออกข้างนอกตอนฝนตกฟ้าผ่า ปกป้องชีวิตไว้ก่อน
แต่ทางเมืองเฟิ่งเทียนในเวลาเดียวกัน มีอยู่คนหนึ่งที่สวมเสื้อฟางกันฝนจะออกไปข้างนอก
“ท่านแม่ ก่อนไปน้องสามกำชับเป็นพิเศษว่าห้ามออกข้างนอกตอนฝนตก” ซ่งอิ๋นเฟิ่งห้ามไว้
สะใภ้ทั้งสองอย่างเหอซื่อกับจูซื่อก็ช่วยพูด “นั่นสิท่านแม่” ฟังกันบ้าง
“พวกเจ้าจะเข้าใจอะไร ถ้าตกแบบนี้ต่อไป แถมตอนนี้ก็เดือนนี้แล้ว รอฟ้าโปร่งอากาศร้อนอีกครั้งจะไม่สบายเอาเหรอ คนอาจสบายดี แต่พวกสัตว์มันจะป่วยเอา บ้านเรามีวัวตั้งมากขนาดนั้น ร้านขนของมีล่อตั้งหลายตัว เป็นเงินก้อนใหญ่ทั้งนั้น หลบไป อย่ามาดึงข้า”
นับตั้งแต่ครอบครัวลูกชายคนสามกลับไป ท่านย่าหม่าก็แอบนึกเสียใจ รู้แบบนี้ตามกลับหมู่บ้านดีกว่า
เมื่อครู่เอนตัวลงนอนอยู่สักพักก็นอนไม่หลับ นางคิดอยู่ในใจว่า
ตอนนี้ออกจากเมืองก็ไม่ได้ อีกอย่างนางกลับไปก็ไม่ได้มีประโยชน์มากนัก
แต่จะอยู่เฉยๆ แบบนี้ก็ไม่ได้ ต้องทำเรื่องที่มีประโยชน์บ้าง
แล้วเรื่องที่มีประโยชน์แบบไหนล่ะ
ท่านย่าหม่าครุ่นคิด แย่งซื้อเสบียง แต่ว่าที่บ้านก็ยังไม่ขาดแคลน
อ้อ คิดออกแล้ว
ต้องฉวยโอกาสตอนที่หลายคนยังนึกไม่ถึง ไม่มีเวลาสนใจ ออกไปซื้อยาก่อน เตรียมยาไว้ให้พร้อม เผื่อมันขึ้นราคา เผื่อหาซื้อไม่ได้
อย่าให้ถึงเวลาหาซื้อยาไม่ได้ วัวนม ล่อ ล้มตายกันเป็นเบือ ต่อให้นางร้องไห้ก็ช่วยอะไรไม่ได้
“ซื่อจ้วง ต้าเต๋อจื่อ เตรียมเกวียนแล้วไปกับข้า” ท่านย่าหม่าเรียก เตรียมเงินใส่ถุงคล้องไว้ที่เอวเรียบร้อย
พอออกจากประตูหลังไปได้ไม่ไกลก็เจอกับหน่วยลาดตระเวน ย่าหม่าถูกไล่กลับ
“เอ๊ะๆ มือปราบสิง ข้า จึ๊ ข้าย่าหม่าเอง”
“ท่านย่าหม่า ใช่ว่าข้าไม่ให้เกียรติท่าน แต่วันฝนตกแบบนี้ เบื้องบนกำหนดลงมาว่าห้ามออกจากบ้าน ทั้งนี้ก็เพื่อตัวพวกท่านเอง ท่านอย่าเห็นว่าน้ำเพิ่งท่วมถึงแค่ข้อเท้า แต่ตรงอุโมงค์น้ำ ร่องน้ำ ทางน้ำไหล ถูกเปิดออกหมดแล้ว หากท่านไม่ระวัง คิดว่าเป็นทางปกติ เกิดพลาดเหยียบลงไปได้หายไปเลยนะ”
“เช่นนั้นพวกเราจะออกจากบ้านได้เมื่อไร บอกข้ามาตามตรง”
“คงต้องรอฟ้าโปร่งกระมัง”
ฟังดูนะ พั่งยา เจ้าสาม พวกเจ้ากลับหมู่บ้านไปก็ถูกแล้ว อยู่ในเมืองพวกเราไม่ต่างอะไรกับถูกคุมขัง
ถ้ามือปราบสิงไม่พูดว่ารอฟ้าโปร่ง บอกว่ารออีกสักสองวัน ท่านย่าหม่าก็จะให้ความร่วมมือยอมกลับไปแต่โดยดี แต่รอฟ้าโปร่งเหรอ พอถึงตอนนั้นยังจะเหลือยาให้ซื้อไหม ต่อให้ซื้อได้ก็คงราคาสูง
อีกอย่าง ถนนบริเวณรอบๆ เดินมาปีกว่าเป็นร้อยๆ รอบ ท่านย่าหม่าคิดว่าตัวเองมีความมั่นใจมากพอ
“นี่ถ้าขาดแคลนเสบียงก็คงพอทนหิวไหว มือปราบสิง ข้าจะทนหิวอยู่ในบ้านแน่นอน จะไปสร้างความยุ่งยากให้พวกเจ้าทำไม ใช่ไหมล่ะ แต่ลูกสะใภ้ข้าป่วย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะทนได้”
“ลูกสะใภ้ท่านใครเหรอ ท่านอย่ามาแกล้งขู่…”
“ไม่ได้ขู่ หลี่ซิ่ว”
ซื่อจ้วง ต้าเต๋อจื่อ รู้จักแต่งเรื่องจริงๆ
มือปราบสิงครุ่นคิด “รีบไปรีบกลับนะ”
ท่านย่าหม่าซื้อโซดาไฟ ร้านขายยาช่วยจัดปริมาณให้ และยังมีสมุนไพรป้องกันโรคติดต่อสำหรับสัตว์ ยาของคนเช่น ยาแก้ปวดท้อง ยาแก้ปวดหัว ยาลดไข้ วันนี้นางยอมจ่ายโดยไม่เสียดายเงิน ซื้ออะไรได้ก็ซื้อ เคาะประตูร้านยาติดกันสามร้าน
ครอบครัวมีคนเยอะ อย่างมากกลับไปค่อยไปเบิกเอากับผู้เฒ่าก็ได้
นางเองก็ไม่กล้าให้ซื่อจ้วงบังคับเกวียนไปที่ไกลๆ เอาแค่สามร้านนี้พอแล้ว ไม่ชินกับเส้นทางอื่น กลัวจะตกหลุมตกบ่อ
ต้าเต๋อจื่อสวมเสื้อฟางกันฝนเดินเหมือนอูฐ แท้จริงแล้วใต้เสื้อฟางมีเข่งอยู่ ในนั้นเป็นยาทั้งหมด
“ไม่กลับ ไปกับข้าอีกที่หนึ่ง”
ท่านย่าหม่ามองปูนดิบกระสอบใหญ่หลายกระสอบ “ลดให้หน่อย ข้าเอาทั้งหมด”
ปูนดิบพวกนี้ต่างหากที่เป็นของล้ำค่า ดูนะ สร้างบ้านก็ได้ ให้ความร้อนก็ดี
พอน้ำลด ยิ่งมีประโยชน์เข้าไปใหญ่ ผสมน้ำทาตามพื้น เพดาน กำแพง แล้วเอาน้ำโซดาไฟสาดอีกรอบ ช่วยป้องกันไม่ให้สัตว์ล้มป่วยได้
ท่านย่าหม่า ซื่อจ้วง ต้าเต๋อจื่อ ทั้งสามคนไม่บอบบางเท่าปูนดิบพวกนี้
ทั้งสามคนไม่สนตัวเอง แต่กลับมัดกระสอบปูนพวกนี้ไว้อย่างแน่นหนา เพราะเดี๋ยวถ้าเปียกฝนได้เกิดไอร้อนขึ้นมาใช่ไหมล่ะ
ในขณะที่ท่านย่าหม่ากำลังจะให้กลับบ้าน นึกไม่ถึงว่าได้เกิดฟ้าแลบฟ้าผ่าในเวลานี้ เสียงดังอยู่เหนือหัวของนาง ฟ้าราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ท่านย่าหม่าเห็นโคมไฟของหอละครถูกผ่าร่วงลงต่อหน้านาง นี่ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจที่สุด ที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าคือมีคนยืนห่างจากนางไปไม่ไกล ดูเหมือนจะมีควันลอยบนหัวด้วย
ไอ๊หยา คนถูกฟ้าผ่า
ซื่อจ้วงรีบเข้ามาแบกท่านย่าหม่า
ต้าเต๋อจื่อก็ตกใจมาก แต่ก็ไหวตัวได้เร็ว รีบช่วยซื่อจ้วงพาท่านย่าหม่าออกจากที่นี่พลางตะโกน “มีคนถูกฟ้าผ่า รีบมาช่วยหน่อยเร็ว”
ท่านย่าหม่าปากสั่น นางอยู่ห่างกับคนคนนั้นแค่ไม่กี่ก้าว ดูเอานะ นางเกือบได้กรอบนอกนุ่มในแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น” พวกจูซื่อ เหอซื่อ หลี่ซิ่วต่างวิ่งออกมา
ท่านย่าหม่าตกใจตาค้าง นางไม่กล้าออกไปอีกแล้ว
พอเข้าไปในร้านซ่งอิ๋นเฟิ่งก็เช็ดผมให้แม่ ได้กลิ่นตุๆ กลิ่นอะไรกัน
ท่านย่าหม่าตกใจจนฉี่ราด