ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 658-1 เคยคิดว่าครอบครัวของข้ามีอยู่แค่ในยุคปัจจุบัน
ตอนที่ 658-1 เคยคิดว่าครอบครัวของข้ามีอยู่แค่ในยุคปัจจุบัน
อาเจ็ดสกุลเริ่นยิ้ม พลางมองหนิวจั่งกุ้ย “ไปเถอะ”
“ไป”
ถูกกักตัว
หนิวจั่งกุ้ยมีท่าทางอิ่มอกอิ่มใจแล้วก่อน ‘ถูกจับ’
ปู่ฟางอยู่อีกกระโจมหนึ่งชะโงกหน้าออกมากำมือคารวะให้หนิวจั่งกุ้ย “ยินดีด้วย”
“คำพูดนี้ พี่ชาย ผิดแล้ว ก็ยินดีเหมือนกันหรือเปล่า” หนิวจั่งกุ้ยก็คารวะกลับ
“ฮ่าๆๆ ใช่ ยินดีเหมือนกัน น่ายินดีทั้งนั้น!”
ปู่ฟางภูมิใจในตัวเองมาก
เขามองไม่ผิด ไม่เคยดูซ่งฝูเซิงผิด รู้สึกโชคดีมากที่ไม่พลาดผูกมิตรกับครอบครัวซ่ง และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าซิ่วไฉของซ่งฝูเซิงเป็นเพียงการเริ่มต้น
คนที่ร่วมยินดีมีเยอะมาก
ครอบครัวเหล่าหวังที่เลี้ยงหมู เรียกคนในหมู่บ้าน “มารับข้าวสารที่บ้านข้า ข้าช่วยออกแทนคนฝั่งนู้นไปก่อน แบ่งให้พวกเจ้าบ้านละจิน วันนี้ต้องกินเยอะๆ หน่อย ฉลองให้ครอบครัวซ่ง”
สะใภ้เก้ารีบห้าม “เอ๊ะ เจ้าไม่ต้องหรอก ข้าสั่งให้คนไปแบกกระสอบข้าวแล้ว มารับที่บ้านข้านี่”
สะใภ้เก้าคิดว่านางกับท่านย่าหม่าสนิทกันพอสมควร
เข้าเมืองไปดูหลานสาวคนโตนั่งเกวียนของครอบครัวซ่ง
ทางด้านหลานสาวคนโตอยู่ในเมือง มีธุระอะไรก็จะไปบอกที่ร้านขนม
ตอนนี้หลานสาวท้องโตแล้ว ไม่อย่างนั้นเมื่อหลายวันก่อนที่หัวหน้าไปสอบ ท่านย่าหม่าตั้งกระโจมขายขนม หลานสาวของนางก็ตั้งใจจะไปช่วยทุกวัน
ได้ยินว่าต่อมาไปแค่ครึ่งวัน ท่านย่าหม่าก็ไล่หลานสาวของนางกลับเพราะกลัวจะเป็นอะไรไป พวกนางก็เพิ่งรู้หลังจากที่ท่านย่าหม่ากลับหมู่บ้านครั้งนี้แล้วได้คุยกัน
ดังนั้น เวลาแบบนี้ก็ต้องช่วยอยู่แล้ว เอาแค่ความผูกพันฉันพี่น้องระหว่างนางกับท่านย่าหม่า ก็ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นยื่นมือเข้าช่วย
ในหมู่บ้านยังมีอีกหลายคนที่ร่ำๆ บอกจะไปเอาฟืนมาให้หนิวจั่งกุ้ย เอาเครื่องปรุงอาหารต่างๆ ข้าวสาร แป้งทำอาหาร อย่างภรรยาของเริ่นจื่อจิ่วยังได้ไปหอบผ้าห่มมาให้
หนิวจั่งกุ้ยกลับหมู่บ้านถูกกักตัว ไม่จำเป็นต้องให้คนอีกฝั่งเอาของใช้ประจำวันมาให้โดยเฉพาะ คนในหมู่บ้านก็กุลีกุจอจัดการเอามาให้ครบแล้ว
ไม่กลัวต้องสำรองของให้ก่อน
คนฝั่งนู้นมีเหรอจะเอาเปรียบพวกเขา
กลับจะรู้สึกติดค้างน้ำใจตอนเอาของมาคืนด้วยซ้ำ
“ไอ๊หยา ไม่ต้องๆ ทุกคนไม่ต้องลำบากขนาดนั้น” หนิวจั่งกุ้ยชี้ปู่ฟาง ในกระโจมพี่ฟางก็มีไม่ใช่เหรอ
ปู่ฟาง “ใช่ พวกข้าทำกับข้าวแล้วเอาใส่ตะกร้าใช้ไม้กระบองยื่นให้หนิวจั่งกุ้ยได้ กินของที่ทำเสร็จแล้วก็พอ”
เย็นวันนี้ เนื่องจากการแจกข้าวสารของครอบครัวซ่งให้ครอบครัวละหนึ่งจิน ชาวหมู่บ้านเหรินจยาต่างก็มีความรู้สึกแตกต่างกันไป
“ท่านพ่อ อยู่ๆ ข้าก็นึกถึงบรรยากาศตอนนั้นที่ท่านพ่อสอบได้ซิ่วไฉ” คนในครอบครัวหัวหน้าตระกูลเริ่นพากันพยักหน้า
เสียงที่บอกว่าสอบได้ซิ่วไฉแล้ว จนถึงวันนี้พอนึกถึงก็ยังตื่นเต้นอยู่
ตอนนั้นครอบครัวพวกเขาก็แจกของ แจกลูกกวาดมงคลให้ทุกบ้าน ก็แค่ไม่ได้จุดประทัดเยอะเท่าคนฝั่งนู้น
บ้านอาสามสกุลเริ่น
อาสามสกุลเริ่นใช้ตะเกียบคีบผักดองเข้าปากแล้วซดโจ๊ก คนในครอบครัวก็พูดเรื่องในอดีตที่หัวหน้าตระกูลเริ่นกับเริ่นจื่อเซิงเคยสอบได้ซิ่วไฉ
ไม่พูดถึงเริ่นจื่อเซิงแล้วกัน คนลืมบ้านเกิดตัวเอง คนในหมู่บ้านไม่ได้รู้สึกเชิดหน้าชูตาด้วยเท่าไหร่ ถึงแม้ตอนนั้นจะมีคนนอกหมู่บ้านมาทำนายว่าเริ่นจื่อเซิงเป็นยอดคนเก่งก็ตาม
ส่วนหัวหน้าตระกูลเริ่น
อาสามพูดว่า “ปีที่เขาได้ซิ่วไฉอายุตั้งเท่าไหร่แล้ว เขาเทียบกับคนฝั่งนู้นไม่ได้หรอก นั่นยังสอบต่อไปได้ เพิ่งจะอายุเท่าไร เฮ้อ แค่คิดดูก็รู้ว่า แม่ของเขามองการณ์ไกลจริงๆ เลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียว คงกัดฟันส่งเสียเรียนหนังสือมานานแล้ว ลำบากน่าดู ไม่มีใครช่วย”
ลูกชายของอาสามพูด “ท่านพ่อ พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกเท่าไหร่ ต่อให้นางแต่งงานใหม่อีกครั้งก็ไม่มีทางมีคนช่วยนางส่งเสียลูกชายเรียน แถมยังไม่ใช่ลูกแท้ๆ”
“ดังนั้นการที่นางไม่แต่งงานใหม่ยิ่งหาได้ยาก มองการณ์ไกล”
บรรดาสะใภ้ของอาสาม “…”
กำลังชมหัวหน้าอยู่ดีๆ ท่านพ่อ ทำไมเอาแต่ชมแม่ของหัวหน้าล่ะ
บ้านสะใภ้สี่
สะใภ้สี่ดีใจกับคนฝั่งนู้นด้วยจริงๆ “เมื่อก่อนน้องฝูกุ้ยเคยบอกอยู่ว่า อย่าว่าแต่สอบซิ่วไฉเลย ต่อให้หัวหน้าสอบจวี่เหรินก็เรื่องหมูๆ”
สามีของสะใภ้สี่ยิ้มพลางพูด “พวกเราไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก คิดว่าสอบจวี่เหรินง่ายเหมือนกินข้าว ข้าได้ยินคนข้างนอกพูดกันว่า สอบซิ่วไฉก็คัดคนทิ้งไปตั้งมากแล้ว สอบจวี่เหรินยิ่งยากเข้าไปใหญ่ นี่แม่อย่าเอาไปพูดส่งเดชเชียวนะ เกิดสอบไม่ผ่านขึ้นมา หัวหน้าได้อายเขาตายเลย”
“ใช่ๆๆ แม่ไม่พูดแบบนั้นหรอก แต่แม่เชื่อว่าหัวหน้าสอบไหวอยู่”
“ต่อให้ไหวก็อย่าเอาไปพูด”
บ้านแซ่ไป๋ที่อยู่ข้างกัน
แม่สามีของป้าร่างอวบเริ่มกังวล “สอบซิ่วไฉครั้งนี้ก็ผ่านแล้ว เดี๋ยวตอนผลสอบจวี่เหรินออกพวกเราต้องให้อะไรเขาหน่อยหรือเปล่า”
“ต้องสิต้อง” ป้าอ้วนพูดจบก็ยกชามข้าวไปเติมรอบสอง
เล่นเอาแม่สามีถึงกับบ่น “เจ้ากินให้มันน้อยๆ หน่อยได้ไหม ไม่ได้ลงสวน ไม่ได้โม่ถั่วเสียหน่อย กลับมานี่”
โจ๊กที่เหลือในหม้อเอาไว้ให้พวกลูกชาย แม่สามีเทโจ๊กของตัวเองให้ “กินนี่แล้วกัน ห้ามเติมข้าวอีก มีอยู่แค่นั้น” ทั้งยังเอาตะเกียบชี้ลูกชาย เตือนว่าห้ามเอาโจ๊กให้เมีย
บ้านเอ้อร์เผิงจื่อ
แม่ของเอ้อร์เผิงจื่อกินข้าวพลางมองลูกชายคนรอง “วันหลังหัวหน้าออกมาข้างนอกอีกเจ้าไม่ต้องเข้าไป แนะนำให้หัวหน้ารู้จักกับพี่ใหญ่ของเจ้าแทน”
ลูกชายคนรองของนางโง่จะตาย สู้พี่ชายคนโตไม่ได้
ถ้าลูกคนโตมีโอกาสเยอะแบบลูกคนรอง คงเข้าตาหัวหน้าไปนานแล้ว
เอ้อร์เผิงจื่อแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน วางชามข้าวลงแล้วแบกจอบออกไปทำงาน
บ้านยายซุน
ยายซุนว่าลูกชายที่ทำความดีแต่กลับไม่ป่าวประกาศ “ข้ามองออกแล้ว อย่างเจ้าเรียกว่าคนโง่มีบุญแบบโง่ๆ หัวหน้าเอ็นดูก็เลยอยากใช้งานเจ้า”
ช่วงที่ฝนตกสองสามวันนี้ เห็นได้ชัดว่าเวลาในหมู่บ้านมีเรื่องเล็กเรื่องน้อย หัวหน้าก็จะเรียกเอ้อร์เผิงจื่อกับลูกชายจอมซื่อบื้อของนางไปทำ ทำให้ยายซุนรู้สึกภูมิใจอยู่บ้างที่ลูกชายเป็นที่ไว้วางใจ
ยังมีครอบครัวที่โด่งดังเรื่องความลำบากในหมู่บ้าน
ครอบครัวมีที่ทำกินน้อยแต่คนเยอะ
“นี่แม่ ตักบะหมี่ให้ลูกสาวสองคนด้วยสิ” กินแค่ธัญพืชหยาบๆ เดี๋ยวจะท้องเสีย
“เราได้อาศัยใบบุญของครอบครัวซ่งเลยได้ข้าวสารหนึ่งจินไม่ใช่เหรอ ให้ลูกสาวสองคนได้กินของดีมีความสุขไปด้วยสิ”
สองสามีภรรยามีลูกห้าคน ลูกสาวสองลูกชายหนึ่ง
คนเป็นแม่มองลูกสาวสองคน จากนั้นก็นึกถึงเรื่องที่หัวหน้ามอบหมายงานเก็บอึในหมู่บ้านให้สามีของนางกับลุงอวี๋ สุดท้ายนางก็พยักหน้า
เด็กสาวสองคนดีใจมาก ไม่รู้ว่าถ้าท่านลุงหัวหน้าสอบได้จวี่เหรินจะแจกลูกกวาดมงคลหรือเปล่า
…
หน้าบ้านของคนที่อยู่อีกฟาก สภาพถนนยังเป็นดินโคลนอยู่
ขนาดในบ้านยังจัดการไม่เสร็จ จะว่างมาสนใจข้างนอกได้อย่างไร
แค่เอากระสอบทรายมาวางเป็นทางเดินเล็กๆ เข้าออกก็เหยียบกระสอบทรายเอา
แต่ครอบครัวที่อยู่ล่างเขาครอบครัวนี้ แค่ดูประตูรั้วที่ใหญ่โตกับกับอิฐเขียวที่ก่อกำแพงก็รู้แล้วว่าที่นี่เป็นครอบครัวใหญ่ ครอบครัวนี้ร่ำรวยมาก
อีกทั้งอยู่ด้านนอกไม่ได้ยินเสียงพูดคุย แต่เมื่อจับสองห่วงตรงประตูแล้วผลักเปิด ก้าวข้ามคานประตูเข้าไปก็จะเห็นความครึกครื้นภายในบ้าน
“ย่าง ย่าง เนื้อนั่นหั่นกินให้หมดเลยนะ”
เก่อเอ้อร์นิวถือเนื้อสองถาด “สองถาดยังไม่พออีก กะไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้วหรือไง”
ลุงใหญ่ดื่มจนหน้าแดง “ไม่อยู่แล้ว ทุกคนฟังให้ดีนะ ข้าควักเงินเอง ข้าขอเลี้ยงทุกคน เดี๋ยวจะซื้อหมูสองตัวมาคืนกองกลาง เจ้าจะขยิบตาให้ข้าทำไม ข้าพูดจริงนะ”
เมาแล้วจริงๆ