ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 659 บีบบังคับ
ตอนที่ 659 บีบบังคับ
ท่านย่าหม่าออกจากประตูรั้ว อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตเห็นแอบเอามือจับแก้ม เขินพอสมควร
เมื่อวานพูดไปเยอะมากทีเดียวเพราะเมา
มีทั้งคำพูดที่ควรพูดและไม่ควรพูด เอาสิ่งที่ปกติอัดอั้นตันใจเก็บมานานระบายออกมาหมดในรวดเดียว
ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แค่ยิ่งพูดมันก็ยิ่งน้อยใจ
รู้สึกแค่ว่าสะใภ้สาม เจ้าไม่ต้องรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับข้า กล้าไม่เรียกข้าว่าแม่
เจ้าไม่มีลูกชาย ถ้าเจ้ามี ไม่ต้องยกตัวอย่างอะไรมาก เจ้าลองดูต่อไปเวลาที่ลูกชายเถียงแทนเมีย เจ้าจะรู้สึกอย่างไร
ถ้าเจ้าได้เป็นแม่สามีจริงๆ ก็ใช่ว่าจะปลงได้เท่าข้า อย่ามาไม่รู้จักพอ
แต่หลังจากตื่นมา ฟ้ายังไม่สว่าง นางก็คอแห้งจนตื่น นั่งนึกอยู่บนเตียง ยิ่งนึกก็ยิ่งกระอักกระอ่วน
นึกถึงคำพูดที่สะใภ้สามปลอบนาง
“พูดถูกจริงๆ ข้าจะมีหรือไม่มีลูกชายก็รู้อยู่แก่ใจ…
…ว่าตัวเองเป็นคนเรื่องเยอะ อย่าเห็นว่าข้ายอมให้พั่งยาได้ ก็เพราะนั่นลูกสาวแท้ๆ ของข้า…
…วันหน้าแต่งงานไป ไม่ต้องทำงานในบ้านสามี ข้าฟังแล้วก็รู้สึกได้เปรียบ ดีใจ รู้สึกว่าลูกสาวช่างมีบุญ ครอบครัวลูกเขยเป็นคนดีจริงๆ…
…แต่ในทางกลับกัน ถ้าลูกสะใภ้ขี้เกียจแบบพั่งยา อย่างวันนี้ พวกเราทำงานนางนอน ข้าก็ไม่พอใจอยู่ก่อนแล้ว…
…ถ้าลูกสะใภ้กล้าเอาเปรียบในความใจดีของข้ากับเหล่าซ่งแล้วกลับไปเล่าให้พ่อแม่ตัวเองฟัง ข้ารู้เข้าก็จะยิ่งไม่พอใจในตัวนางเข้าไปใหญ่…
…ดังนั้น ใช่ ข้ายอมรับว่าถ้าคนอย่างข้าเป็นแม่สามีก็อาจสู้ท่านไม่ได้”
“ไม่ใช่ เฉียนซื่อ ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าขี้เกียจ เจ้าลำบากกับลูกชายข้ามา ข้าก็ไม่ได้ตาบอด เจ้าทำได้ดีทีเดียว”
พอท่านย่าหม่านึกถึงคำพูดพวกนี้ ก็เอามือกุมหน้าผาก
ฟังเอานะ พูดอะไรไปบ้าง พอมาหลังๆ ก็เรื่อยเปื่อยไปใหญ่
ก็ไม่รู้ว่าสะใภ้สามจะเอาไปบอกลูกสามของนางกับหลานสาวหรือเปล่า
ถ้าลูกชายรู้เข้า คงได้หัวเราะเยาะนาง จะคิดว่าแม่เมาแล้วยังพูดคร่ำครวญ
ช่างเถอะ คิดเสียว่าสะใภ้สามไม่ได้เล่าให้คนอื่นฟังแล้วกัน
“ลุงใหญ่ เมื่อไรจะซื้อหมู” ซ่งฝูกุ้ยแบกจอบวิ่งขึ้นหน้าไปถาม “พวกข้ารอกินมื้อหน้าอยู่นะ”
ลุงใหญ่ทำหน้าสงสัย “หมูอะไร”
“ไอ๊หยา ลืมแล้วเหรอ เมื่อวานตอนค่ำลุงใหญ่บอกจะซื้อหมูสองตัวให้ทุกคน”
ลุงใหญ่เขินอายนิดหน่อย
คนขี้งกอย่างเขานึกเสียใจ เขาไม่บอกว่าตัวเองเสียดายเงิน กลับบอกปัดแบบยามปกติ
“หา เช่นนั้นเหรอ เช่นนั้นก็ซื้อสิ เช่นนั้น ไปถามเมียข้าดูแล้วกัน” พูดจบก็รีบแบกเข่งเดินหน้า กลัวฝูกุ้ยจะวิ่งมาถามต่อ
เล่นเอาเก่อเอ้อร์นิวที่อยู่ข้างหลังพูดกับทุกคนด้วยความโมโห ตอนนี้ไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้ มีใครยังไม่รู้จักนิสัยใจคอกันบ้าง
“พวกเจ้าดูเอานะ เขาไม่มีทางเป็นคนดีหรอก เรื่องดีไม่มียกให้ข้า เรื่องไม่ดีล่ะให้ข้าออกหน้าตลอด”
เมื่อวานทำมาถลึงตาใส่นาง แทบอยากให้นางว่ายน้ำข้ามไปซื้อหมูฝั่งนู้นทันที
ก่อนหน้านี้ตอนที่ความสัมพันธ์ไม่ดีกับน้องสะใภ้ จะแย่งมรดกที่พ่อสามีทิ้งไว้ให้ก็ให้นางออกหน้า
เล่นเอาตอนสุดท้ายทุกคนต่างคิดว่านางไม่ใช่คน นางน้อยใจไม่รู้จะระบายให้ใครฟังด้วยซ้ำ
ท่านย่าหม่าได้ฟังก็ยังขำ
ลุงใหญ่ก็นิสัยแบบนี้แหละ ขี้งกที่หนึ่ง
ทุกคนก็เดินพลางหัวเราะ
เกาถูฮูพูดโพล่งขึ้นมา
ถามลุงฉี “เมื่อคืนเจ้าร้องโวยวายใช่ไหม”
ดื่มเหล้านิดหน่อยหมอนี่ก็ร้องไห้ คร่ำครวญอย่างกับพวกผู้หญิง บ้านของเขาอยู่ติดกัน ทำเอาเขาหงุดหงิดมาก
“ข้าร้องไห้เหรอ”
“คิดไปเองหรือเปล่า” ลุงฉีไม่ยอมรับ
พวกลูกๆ ของยายฉีพูด
“ท่านพ่อร้องไห้จริงๆ นะ บอกให้ท่านย่ารีบลืมตาขึ้นมาดู ละเมอว่าให้ออกไปเดินดูว่าพวกเรามีบ้านอิฐหลังใหญ่ พวกเราสามรุ่นไม่เคยอยู่บ้านดีแบบนี้ เล่นเอาท่านแม่ถึงกับต้องไปเอามีดมาหนุนหัว”
ยายฉีได้ยินเรื่องนี้ก็บ่นกับพวกย่าหม่า
ประโยคแรกก็คือ
อย่างรุ่นอาวุโสพ่อแม่สามี พวกเขาลำเอียงมาก
แต่ไหนแต่ไรมาเวลาละเมอจะไม่เรียกหลานไม่เรียกตาฉี มักจะมาวอแวกับลูกสะใภ้ ทุกครั้งที่นางฝันเห็นแม่สามีวันต่อมาจะลุกไม่ขึ้นแน่นอน
ทรมานมาตั้งแต่สมัยสาวๆ อายุปูนนี้ยังต้องคอยระวังคนละเมอเรียกอีก
“เมื่อวานเขาเมาเอาแต่เรียกหาแม่ เล่นเอาข้าตกอกตกใจ นี่ถ้าเรียกพ่อแม่ที่ตายไปมาได้จริง ข้าต้องถูกแม่สามีเอาไปอยู่ด้วยแน่ ทุกคน วันนี้เกือบไม่ได้เจอข้าแล้วนะ”
“ฮ่าๆๆ” ทุกคนหัวเราะอีกรอบ พวกสะใภ้วัยสาวแอบชำเลืองมองแม่สามี
พวกยายๆ “มองอะไร นิสัยแบบนี้สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นนั่นแหละ”
ถ้าพวกเจ้ากล้าไม่กตัญญู เดี๋ยวพอถึงวันนั้นก็จะถูกทรมานเหมือนกัน
ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่ตกทอดกันมา แต่ละรุ่นต่างมีปัญหาที่ไม่ลงรอยกัน
เมื่อไปถึงท้องสวน
หุบยิ้ม
แต่ละคนยิ้มไม่ออก เผชิญหน้ากับความจริง
ให้ตายเหอะ สุดจะเละเทะ
กังหันน้ำที่อยู่ไกลๆ ล้มลง สภาพดูไม่ได้ โรงสีพลังน้ำก็อยู่ในสภาพอันตราย
ของพวกนี้ไม่รีบร้อนซ่อม
ในท้องสวนมีน้ำขังมากขนาดนั้น ไม่จำเป็นต้องผันน้ำเข้ามา ปัญหาของพวกเราในตอนนี้คือ จะเอาน้ำออกจากท้องสวนอย่างไร
“โชคดีที่พวกเด็กๆ บ้านเรากินเก่ง โชคดีจริงๆ” ท่านลุงซ่งคาบกระบอกยาสูบ พูดอย่างปลงๆ
ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ลิขิตสวรรค์ทั้งนั้น
เนื่องจากพวกเด็กๆ ในบ้านกินเก่งมาก ติดนิสัยมาจากพั่งยา ยื่นมือออกมาก็จะขอข้าว ขอหมั่นโถว พวกเขาก็เลยแบ่งแปลงเพาะปลูกไว้หลายที่ ปลูกของที่มีราคาแพง
เชงเม้งปลูกข้าวสาลี หลังฝนปลูกธัญพืช
ข้าวสาลีพวกนี้เก็บเกี่ยวไปแล้วตอนถึงฤดูกาล ถึงแม้ปลูกข้าวสาลีจะได้ผลผลิตน้อยมาตลอดก็ตาม
กลับเป็นธัญพืชอย่างข้าวโพด ถั่ว ที่ช่วยให้ท้องอิ่มเหล่านี้ที่เสียหาย
ลุงใหญ่พูด “มิน่าจนถึงตอนนี้เริ่นกงซิ่นก็ยังไม่กลับหมู่บ้าน บ้านเขาปลูกของแพงเยอะใช่หรือเปล่า คงต้องเฝ้าเก็บเกี่ยวไหม”
ที่ดินของเริ่นกงซิ่นไม่เหมือนกับพวกเรา ของบ้านเริ่นกงซิ่นเป็นที่ดินอุดมสมบูรณ์ แต่ของพวกเราเป็นที่รกร้าง ต่อให้ยอมแบ่งที่ปลูกข้าวสาลีก็มีอยู่อย่างจำกัด ต้องคำนึงถึงผลผลิตด้วย
พวกชายสูงวัยอย่างเกาถูฮูพากันพยักหน้า ก็ไม่แน่
ซึ่งก็หมายความว่า อุทกภัยครั้งนี้ ยิ่งเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยแบบที่ยอมแบ่งที่ดินปลูกของราคาแพง ความเสียหายก็จะยิ่งน้อย เพราะเก็บเกี่ยวไปก่อนแล้ว ข้าวสาลีเก็บเกี่ยวเร็วกว่า
ยิ่งเป็นบ้านที่ยากจนก็ยิ่งจบเห่
เดิมทีอยากได้พวกธัญพืชในปริมาณเยอะ จะได้กินอิ่ม ปรากฏว่ายังไม่ทันโตก็ถูกพายุลูกเห็บสร้างความเสียหายไปแล้ว
“ลงมือเถอะ อย่ามัวแต่มองเลย”
“ลงมือ!”
ลงมือที่ว่าก็คือจับต้นกล้าที่ถูกลูกเห็บทับขึ้นมาตั้งใหม่
อย่างต้นข้าวโพดก็ล้มเป็นวงกว้าง
ทำไมต้องรอถึงวันนี้เพิ่งจะมาทำ ก็เพราะต้องรอน้ำลดไปบ้างก่อน รอให้ซึมลงดิน จากนั้นถึงจะจับต้นกล้าขึ้นมาได้ ทำให้มันตั้งตรง ถ้ามีแต่น้ำมันจะตั้งไม่ได้
พวกต้นข้าวโพดที่ถูกลูกเห็บทับนี้ ความเสียหายย่อมมีมาก แต่ถ้าประคองต้นให้กลับขึ้นมาได้แล้วดูแลตามปกติก็จะพอได้ผลผลิตบ้าง แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ ก็ตาม
พื้นที่ทำสวนของ ‘เก้าสกุล’ มีเยอะ เรียกได้ว่างานหนักพอสมควร เหนื่อยมาก
ทำงานพวกนี้เสร็จ พวกผู้หญิงในบ้านยังต้องปลูกผักอีก
ต้องฉวยโอกาสตอนที่ยังทัน ปลูกผักไว้ให้มากหน่อย เช่น ผักกาดขาว ผักปวยเล้ง ไม่อย่างนั้นหน้าหนาวปีนี้จะกินอะไร จะดองผักก็ยังไม่มีผักกาดขาวให้ดอง
พวกเก่อเอ้อร์นิวก้มหน้าก้มตาทำงานพลางพูด “โชคดีที่เอาผักกาดขาวกับหัวไชเท้าไปขายให้เถ้าแก่ไป๋หลายเกวียนก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นทางนั้นคงบังคับให้พวกเราเอาของไปส่ง พวกเราจะเอาจากไหนให้”
“นั่นสิ ก็แค่ตอนนี้ผักกาดขาวกับหัวไชเท้าของเขาพอมีราคาขึ้นมาหน่อย” ชาวสวนปลูกผักทั้งหมดถูกลูกเห็บเล่นงาน แล้วจะไม่มีราคาได้อย่างไร ดูเอานะ เดี๋ยวพวกข้าวปลาอาหารจะราคาแพงขึ้น
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้ ที่อื่นอาจไม่มีลูกเห็บตกก็ได้” ท่านย่าหม่าเหนื่อยจนเหงื่อท่วมหัวยืดตัวขึ้น
ลูกสามเคยพูดกับนางว่า “ไม่มีผักกินก็ไม่ต้องกังวล บ้านเรามีขบวนขนส่ง ที่นี่ไม่มีผักก็ไปขนมาจากเมืองอื่นได้”
“เอ๊ะ หัวหน้าพวกท่านก็มาด้วยเหรอ!”
“หัวหน้าไม่อยู่ อ่านหนังสืออยู่บ้าน!”
ท่านลุงซ่งโบกมือทักทายคนในหมู่บ้านที่อยู่อีกฝั่ง
ก่อนที่เก้าสกุลจะย้ายกลับอีกฝั่งของแม่น้ำ ฝูเซิงก็จัดการวางแผนทุกอย่างให้แล้วว่าวันไหนบ้างที่จะลงสวนกอบกู้ต้นกล้าพร้อมกัน
ดังนั้นอย่าเห็นว่าสองฝั่งคุยกันไม่สะดวก ซ่งฝูเซิงก็ไม่อยู่ในหมู่บ้าน แต่ในหมู่บ้านก็ไม่วุ่นวาย ทุกคนทำไปตามแผนที่หัวหน้าวางไว้
“ปู่สามบอกว่า วันนี้จะให้คนลงน้ำไปซ่อมสะพาน!”
ท่านลุงซ่งโบกกระบอกยาสูบในมือเพื่อบอกว่ารู้แล้ว เลิกพูดคำขอบคุณคำพูดส่วนเกินอะไรพวกนั้น ไม่อย่างนั้นตะโกนคุยกันได้เหนื่อยตาย
รีบให้คนลงไปซ่อมสะพานเร็วๆ เถอะ พวกเขาเข้าออกหมู่บ้านไม่สะดวก
ใต้สะพานมีเสาหินอยู่ต้นหนึ่ง ถูกกระแสน้ำพัดจนเอียง ทั้งยังอยู่ในตำแหน่งที่ค้ำกลางสะพานพอดี เล่นเอาเก้าสกุลกลัวว่าเดินไปถึงกลางสะพานแล้วจะตกลงแม่น้ำ
ต้องให้คนลงน้ำไปดันเสาหินให้ตรง
ช่วงบ่าย ชาวสวนของสองฝั่งแม่น้ำตากแดดจนเหงื่อท่วมตัว เหนื่อยจนนั่งหอบอยู่บนพื้นดิน ปลดกระเป๋าน้ำที่ติดตัวมาดื่มอึกใหญ่
เหนื่อยขนาดนี้ก็เพื่อกอบกู้ผลผลิตส่วนน้อยที่ยังพอเป็นไปได้
ในเวลานี้ซ่งฝูเซิงเพิ่งลงมาจากห้องใต้หลังคา เพิ่งตื่นนอน
ซ่งฝูหลิงกวักมือเรียกอยู่บนเสื่อทาทามิ “มานี่ ท่านพ่อ ลองโต๊ะหนังสือใหม่”
มือข้างหนึ่งของซ่งฝูเซิงจับราวบันได มืออีกข้างกุมขมับ “ลูกพ่อ พ่อเมาค้าง เมาค้างจริงๆ นะ”
รีบมาเถอะท่านพ่อ หนังสือทำให้สร่างเมาได้ เรื่องจริง
“เดี๋ยวนะลูกพ่อ พ่อยังไม่ได้พักเลยนะตั้งแต่สอบเสร็จ” ซ่งฝูเซิงนั่งบ่นอยู่ตรงหน้าโต๊ะหนังสือ
ฝูหลิงทำหน้าประหลาดใจ “พักมาตั้งกี่วันแล้ว ฝนตกตั้งหลายวัน”
“ฝนตก นั่นเรียกพักเหรอ”
“ไม่ใช่เหรอ” ไม่ได้อ่านหนังสือเสียหน่อย
“ท่านลุง รีบกินบะหมี่ชามนี้แล้วอ่านหนังสือเถอะ” หมี่โซ่วยกชามบะหมี่มาไว้บนโต๊ะแล้วยื่นตะเกียบให้ “กินนะ กินเสร็จจะได้มีแรงสอบจวี่เหริน”
หมี่โซ่วร้อนใจจะตายอยู่แล้ว
เขาทบทวนตำราเสร็จตั้งแต่เช้า แถมยังช่วยแบกเสบียงอาหารได้ไม่น้อย เอาข้าวไปส่งที่ท้องสวนกับพวกพี่จินเป่า พอกลับมาท่านลุงก็ยังไม่ตื่น
ขี้เกียจเกินไปแล้ว ความขี้เกียจเป็นศัตรูตัวฉกาจของมนุษย์
ซ่งฝูเซิงเอาสองมือถูหน้า “รู้แล้วๆ จะอ่านเดี๋ยวนี้ เฮ้อ”
ไม่อ่านจะทำไงได้ วันสอบสนามถัดไปไม่ได้เลื่อน
พูดถึงเรื่องนี้เขาก็โมโห ทำไมถึงไม่เลื่อนออกไปนะ
อุทกภัยครั้งนี้ยังมีแผ่นดินไหวด้วย พวกขุนนางจะไปทำงานสำคัญก่อนไม่ได้หรือไง
ตอนส่งเสบียง บอกให้คนพวกนั้นเห็นความสำคัญของประสิทธิภาพ นั่นเป็นเรื่องสำคัญเชียวนะ แต่คนพวกนั้นก็ไม่ฟัง
ตอนนี้ไม่ต้องบอกเรื่องประสิทธิภาพแล้ว คนพวกนั้นกลับดำเนินการตามปกติอย่างไม่รอช้าแม้แต่นิดเดียว
ชอบเป็นศัตรูกับเขาอยู่เรื่อย
ซ่งฝูเซิงไม่รู้ว่าภัยพิบัติในวงกว้างครั้งนี้ยิ่งทำให้การสอบจอหงวนเลื่อนออกไปไม่ได้
การคัดเลือกคนเก่งเป็นเรื่องสำคัญเสียยิ่งกว่าสำคัญ
ขุนนางฝ่ายบุ๋นเอาแต่สนใจเรื่องสงครามที่ยังไม่ดับมอดลง
ตอนนี้ทางราชสำนักกำลังต้องการขุนนางน้ำดีที่ ‘ทำเพื่อบ้านเมือง เห็นใจราษฎร ยึดมั่นในคำสอน ทำเพื่อความสงบสุขของผองชน’