Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 660 เก๋ากี้บวกเครื่องดื่มชูกำลัง / ตอนที่ 661

  1. Home
  2. ทะลุมิติทั้งครอบครัว
  3. ตอนที่ 660 เก๋ากี้บวกเครื่องดื่มชูกำลัง / ตอนที่ 661
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

ตอนที่ 660 เก๋ากี้บวกเครื่องดื่มชูกำลัง / ตอนที่ 661
ตอนที่ 660 เก๋ากี้บวกเครื่องดื่มชูกำลัง

ซ่งฝูเซิงไม่ได้เตรียมใจแม้แต่น้อย ยังต้องมาเตรียมสู้เพื่อสอบจวี่เหรินอีก

สอบได้ดีเกินไปก็น่าหงุดหงิดเหมือนกัน

ยามดึก ยามไก่ขันเป็นช่วงเวลาที่ผู้ชายท่องตำรา

สามวันแรก ซ่งฝูหลิงไม่ไปไหนทั้งนั้นและก็ไม่ทำอะไร เอาแต่จับตาดูพ่อตัวเอง

หลังสอบสองวันนั้นก็ถูกพายุฝนมาทำให้เสียเวลาไปหลายวัน ฝูหลิงกลัวว่าพ่อจะนั่งอ่านได้ไม่นาน

นางมักจะตื่นไปเคาะประตูตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ก๊อกๆๆ “ท่านพ่อ ได้เวลาอ่านหนังสือแล้ว”

ส่วนซ่งฝูเซิงก็มีความอดทนแบบผู้ใหญ่ ยามที่หงุดหงิดก็จะคิดว่า

เราเป็นผู้ใหญ่แล้วต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง

ลูกสาวชอบนอนขี้เกียจมากที่สุด แต่ตอนนี้กลับตื่นแต่เช้า อย่าทำให้ลูกเสียใจ

เขาใช้เหตุผลสารพัดมากล่อมตัวเองถึงลุกจากเตียงได้

เวลาเช้าตรู่ ซ่งฝูเซิงอ่านหนังสือจบไปหนึ่งเล่ม ซ่งฝูหลิงก็ยื่นให้อีกครึ่งเล่ม

สาเหตุที่เป็นครึ่งเล่มเพราะหนังสือบางเล่มมีบางส่วนไม่ได้เขียนมาเพื่อสอบ จึงไม่ต้องอ่าน

ซ่งฝูเซิงรับมาอย่างยอมรับชะตากรรม นวดขมับ หาวหวอดแล้วอ่านต่อ

สามวันต่อมา เหล่าซ่งดีใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะในที่สุดลูกสาวก็ไม่มานั่งอยู่ตรงหน้าแล้ว

“ยิ้มอะไรอยู่” เฉียนเพ่ยอิงลากไม้ถูพื้นเดินผ่าน

“ขอแค่ลูกอย่ามานั่งหน้าพ่อแล้วกัน เห็นแล้วตาลาย ลูกสาวเจ้าไม่ต่างจากหนังสือเลย”

“ดูพูดเข้า” ไม่กล้าหวังว่าลูกจะออกไปนอกบ้าน แค่อย่ามาโผล่ตรงหน้าเป็นพอ

สวนหลังบ้าน

“ท่านย่า พวกนี้ดึงทิ้งหมดเหรอ”

“ดึงทิ้งหมดไม่ได้ ดูย่านะ” ท่านย่าหม่าทำให้ซ่งฝูหลิงดู “ดึงตรงนี้ขึ้นมาเคาะพวกเศษดินออก ไม่เช่นนั้นเจ้าอย่าทำดีกว่า ดูท่าจะมือหนัก”

“ให้ข้าทำดีกว่า บ้านเรางานเยอะเหลือเกิน”

ผ่านไปสักพักซ่งฝูหลิงก็ถือหญ้าที่ยังมีเศษดินอยู่ ยืนอยู่หลังหน้าต่างพลางพูด “ท่านพ่อทำอะไรอยู่”

ไอ๊หยา ซ่งฝูเซิงเอามือทาบอกมองลูกสาว “ตกใจหมดเลย”

ซ่งฝูหลิงไม่พูดอะไรมาก เพราะนั่นคือผู้ใหญ่เป็นพ่อแท้ๆ ของนาง แต่ก็จนปัญญา ทำได้เพียงเตือนแล้วเดินไป จากนั้นก็ช่วยย่าปลูกผักอยู่สักพักแล้วไปโผล่อีกที่หนึ่ง

ใบหน้าน้อยๆ ที่มีผ้าคาดปาก เอียงศีรษะพลางพูด “ท่านพ่อ”

ซ่งฝูเซิงชักโมโห ทำไมเขาชอบถูกจับได้เวลาที่เริ่มเอนตัวลงนอนก็ไม่รู้ โมโหจนเอามือทุบเสื่อทาทามิหลังจากที่ลูกสาวเดินออกไป

ช่วงหลายวันนี้ ไม่สิ จนกระทั่งใกล้ถึงวันสอบ ทุกคนต่างพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้ซ่งฝูเซิงที่เตรียมสอบอย่างรู้กัน

อย่างตอนเก็บกวาดห้องใต้ดิน พวกเด็กๆ แขวนถุงหอมกันโรคระบาดที่คอ ใบหน้าก็คาดผ้าปิดปาก บ่นงึมงำ “เหม็นจัง” ที่นั่นมีดินโคลนและน้ำฝนขังอยู่ อากาศร้อนแบบนี้จะไม่เหม็นได้เหรอ

โวยวายทำไม

พวกผู้หญิงก็จะไปดึงคอเสื้อเด็กๆ มาเตือน หุบปาก อยากช่วยงานก็ช่วย ไม่อยากก็ไปให้ไกลๆ ห้ามส่งเสียงดังรบกวนการอ่านหนังสือของอาสามของพวกเจ้า

สอบจวี่เหรินเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต

ครั้งนี้สอบไม่ผ่าน ดีไม่ดีต้องรอถึงสามปี ไม่ใช่ว่าจะมีสอบทุกปี

อย่างเวลาที่ทุกคนไปทำงานในแปลงเพาะปลูกกลับมา จะหาบน้ำหรือล้างเท้าต่างก็ทำเสียงเบาที่สุด ทุกคนจะนั่งอยู่ในลานบ้านแล้วเอาน้ำล้างเท้าเงียบๆ

อยากคุยก็ออกไปคุยข้างนอก จะมาคุยในเขตบ้านทำไม บางครั้งไม่ได้กลัวรบกวน แต่กลัวว่าเกิดซ่งฝูเซิงได้ยินพวกเขาคุยกันแล้วจะเสียสมาธิ

ตกลางคืน ทุกคนช่วยกันรมควันฆ่าเชื้อให้กันและกันก็ไม่กล้าทำเสียงดัง

ซื่อจ้วงเปิดหลังที่ผิวคล้ำแต่แข็งแรง นอนคว่ำอยู่บนเตียง เขาหันไปมองฝูกุ้ย

ฝูกุ้ยจ้องยุงที่บินวนเวียนอยู่แถวนั้น

ในขณะที่ฝูกุ้ยกำลังจะตบยุงตัวใหญ่ ซื่อจ้วงก็ยื่นขาไปถีบเขาหนึ่งที

“ถีบข้าทำไมเนี่ย โอ๊ย ไฟลวกแล้ว” ฝูกุ้ยรีบเก็บแท่งรมควันขึ้นมา แม้แต่เสียงร้องโอ๊ยก็ยังต้องร้องเบาๆ

ภายในบ้านซ่งฝูเซิงที่อยู่ข้างกัน เฉียนเพ่ยอิงยกน้ำสองแก้วมาให้ซ่งฝูเซิง “น้ำเมล็ดเก๋ากี้” ใช้คางชี้อีกแก้วหนึ่ง “น้ำชูกำลัง”

ตอนที่ 661

“หัวหน้าอยู่ไหม เรื่องนม…” มีคนในหมู่บ้านมาหา

ทุกคนยกมือเป็นเอกฉันท์ว่าไม่อยากกินนมแล้ว จะทนไม่ไหวแล้ว

ตอนนี้น้ำบ่อในหมู่บ้านดื่มได้แล้ว หลังจากเต่าตัวแรกตายไป พอเต่าตัวที่สองลงบ่อก็ไม่ตาย

ท่านย่าหม่าดันทุกคนไปด้านนอก โวยวายอะไร หาหัวนงหัวหน้าอะไร

“มีธุระก็มาพูดกับข้า”

พอฟังจุดประสงค์ของอีกฝ่ายจบ ท่านย่าหม่าก็เข้าไปล้างมือในบ้าน

เมื่อครู่นางปลูกผักอยู่หลังบ้าน ล้างมือเสร็จนางก็เอาผ้าหมาดเช็ดหัวกับตัว จากนั้นถึงออกมาหน้าบ้าน “ไป พาข้าไป”

พอมาถึงในหมู่บ้าน ท่านย่าหม่าก็เรียกรวมทุกคนแล้วประกาศ “เริ่มทำอิฐนมอีกครั้ง”

แต่อากาศร้อนแบบนี้ ช่วงหลายวันมานี้พอฝนหยุดอุณหภูมิก็เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ร้อนจนคนหายใจหอบแฮ่ก ทำอิฐนมเสร็จแล้วจะเอาไปวางที่ไหน

“พวกเจ้าไม่ต้องสนใจ ยังให้เงินเหมือนเดิม”

ห้องเก็บของใต้ดินในบ้านนางสิบกว่าห้องทยอยเก็บกวาดแล้ว ห้องใต้ดินเย็นสบาย ทำชั้นวางในห้องใต้ดินทั้งในหมู่บ้านกับบ้านนางให้ดีก็ทยอยใช้ได้

ท่านย่าหม่าเข้ามาในหมู่บ้าน หลายเรื่องที่ควรขอความคิดเห็นของซ่งฝูเซิงก็ตกมาอยู่ที่นาง

“มีคนนอกหมู่บ้านมาเหรอ”

“ใช่ แต่งตัวซอมซ่อ มากันเป็นครอบครัว พวกข้าเจอตอนกลางวันเลยไล่ไปแล้ว”

ท่านย่าหม่าคิดแล้วพูด “จัดกลุ่มลาดตระเวน ต้องเฝ้าทางเข้าหมู่บ้านเอาไว้ให้ดี ข้อแรก ป้องกันพวกเขาขโมยของ ข้อสอง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาเป็นโรคอะไรหรือเปล่า เดี๋ยวจะเอาโรคมาติดพวกเรา”

อาสามสกุลเริ่นพยักหน้าให้ท่านย่าหม่าทันที “ได้ ข้าจะไปจัดกลุ่มพวกเด็กหนุ่มในหมู่บ้าน”

ท่านย่าหม่ากำชับอีกครั้ง “อย่าให้พวกเขาทำเปล่าๆ เข้าใจไหม”

ตอนนี้เรือกสวนไร่นาของแต่ละครอบครัวพังยับเยิน หลังเกิดอุทกภัย ทุกบ้านก็ต้องจัดการปลูกใหม่ทั้งหมด คอกสัตว์บางคอกก็ต้องสร้างใหม่ บ้านตัวเองก็ต้องซ่อม ใครจะมาว่างทำงานให้ฟรีๆ ไหนจะต้องเก็บฟืนสำหรับหน้าหนาวอีก มีแต่งานเต็มไปหมด

ขอแค่มีเงินให้ พวกคนหนุ่มในหมู่บ้านถึงตอบรับ ให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมถึงจะตั้งใจทำกัน

“ถ้าพวกเจ้าไม่กล้าให้เงินมากหน่อย เช่นนั้นให้อาหารสักมื้อก็ยังดี ยังไงเสียพวกผู้ใหญ่ไปหารือเอาแล้วกัน เอาเป็นว่าต้องให้คนที่มาทำงานเห็นผลประโยชน์ที่จะได้ กินอิ่มท้อง”

พวกคนแก่คนเฒ่าตั้งเยอะแยะ เรื่องแค่นี้คิดเองไม่ได้เหรอ

ยังจะต้องรอลูกสามของนางกับหัวหน้าตระกูลเริ่นมาคิดให้

“ได้ๆๆ พวกข้าจะไปหารือกัน จะจ้างใคร ให้ข้าวพวกเด็กที่มาช่วยงานอย่างไร พอสรุปได้แล้วจะไปบอกเจ้า” อาสามสกุลเริ่นทำสีหน้าขอความคิดเห็น

ท่านย่าหม่าส่ายมืออย่างไม่สนใจ

จะมาบอกไม่บอกก็ได้ทั้งนั้น หมู่บ้านเหรินจยาไม่ได้แซ่ซ่งเสียหน่อย

“น้องหม่า ยังมีอีกเรื่อง”

เรียกใครน้อง

ย่าหม่าเหล่มองอาสามสกุลเริ่น นางหันไป “ว่ามา”

“เรื่องที่หัวหน้าจะเลือกครอบครัวที่ได้รับรางวัล ตกลงจะเลือกอย่างไร ช่วงนี้ข้าเห็นบางบ้านเริ่มจะหละหลวมกันแล้ว”

“อย่าบอกพวกเขาว่าผลจะออกเมื่อไหร่ คนแก่ในหมู่บ้านอย่างพวกเจ้าก็แบ่งกลุ่มคอยตรวจดูด้วย…

…ตอนเช้าก่อนลงสวนหรือหลังกลับจากทำสวน กินข้าวเสร็จก็อย่าอยู่ว่าง อย่างไรเสียพวกเจ้าก็ทำงานหนักไม่ได้ เช่นนั้นก็ไปสุ่มตรวจดู…

…ถ้าแต่ละบ้านดูไม่ต่างกัน เจ้าอยากคัดให้ละเอียดขึ้น ก็ไปดมผ้าขี้ริ้วว่ามีกลิ่นไหม เช็ดโต๊ะเสร็จเอามือไปจับโต๊ะดูว่าเหนียวหรือเปล่า ตรวจตามซอกตามมุมตู้ เอามือไปลูบหน้าต่างว่ามีฝุ่นติดไหม…

…จำไว้ว่าแอบไป อย่าให้พวกเขารู้ล่วงหน้า…

…จากนั้นก็จดบันทึกรายละเอียดบ้านที่สุ่มตรวจ จะมาตรวจตอนที่จะคัดเลือกสามอันดับแรกไม่ได้ บอกพวกเขาว่าผลการสุ่มตรวจทุกครั้งจะถูกบันทึกไว้ แบบนี้พวกเขายังจะหละหลวมกันได้เหรอ”

“น้องหม่า ทำไมเจ้าเก่งแบบนี้ จริงๆ นะ” อาสามสกุลเริ่นพูดชมจากใจ

เก่งจริงๆ

ท่านย่าหม่าเลิกคิ้ว หึ ก็พอประมาณ

สรุปว่าเรื่องแบบนี้ที่ต้องไปหาซ่งฝูเซิง ก็ตกมาอยู่ที่ท่านย่าหม่าหมด

ท่านย่าหม่าช่วยออกความคิดเห็นได้ก็ออก เรื่องไหนไม่ไหวก็บอกให้คนในหมู่บ้านไปถามหัวหน้าตระกูลเริ่น

ใช่ หัวหน้าตระกูลเริ่นก็ต้องสอบเหมือนกัน ไม่ควรไปรบกวน แต่เมื่อเทียบกับลูกชายของนาง ใครใช้ให้หัวหน้าตระกูลเริ่นเป็นหลี่เจิ้งล่ะ

…

ลุงใหญ่ซ่งก็ออกไปทำงานด้วย ห้ามทำให้หลานชายเสียสมาธิ

งานหลักคือลงสวน ทำงานในสวนเสร็จ เขายังไปหางานให้ตัวเองทำต่อ ไม่แอบอู้

ลุงใหญ่ไปกับเกาถูฮู ไม่เพียงแต่จัดการดูแลพวกวัวนมของครอบครัวซ่งให้เรียบร้อย ยังพาวัวพาล่อออกไปปล่อยเดินเล่นอีกด้วย

แม้วัวนมพวกนั้นจะถูกปล่อยคืนให้ครอบครัวในหมู่บ้านเอากลับไปดูแลแล้ว ทั้งสองคนก็ยังเป็นฝ่ายพูดขึ้นว่า “รีบเอาวัวมาให้พวกข้าเถอะ อากาศดี ให้พวกวัวนมกับล่อออกไปเดินเล่นกินลมบ้าง เดี๋ยวจะอึดอัดไม่สบาย”

กลัวจริงๆ ว่าจะมีข่าวออกมาจากบ้านไหนในหมู่บ้านว่า มีวัวหรือล่อป่วยตาย ทำให้หลานชายของเขาเสียสมาธิ

สองชายสูงวัยหวดแส้ เดินตามหลังฝูงวัวทุกวัน บนตัวยังสะพายเข่ง มีฟืนให้เก็บก็เก็บ ขุดผักป่าได้ก็ขุด

บางครั้งเห็นดอกไม้ริมทางดูสวยน่ารัก ลุงใหญ่ก็ยังเก็บกลับมา

ด้วยเหตุนี้ “อะ ให้”

ลุงใหญ่ยิ้มกว้าง ยื่นดอกไม้ให้เฉียนเพ่ยอิง

“นี่คือ?”

“เอาไปปักให้ฝูเซิง วางไว้ตรงหน้า ไว้มองเวลาอ่านหนังสือ”

เล่นเอาเก่อเอ้อร์นิวถึงกับมองบน

ตาแก่นี่ ชีวิตนี้ไม่เคยเก็บดอกไม้ ในที่สุดก็เก็บกลับมา ในขณะที่นางกำลังรีบเช็ดมือสกปรกกับผ้ากันเปื้อน อยากยื่นมือไปรับ แขนของตาแก่กลับเลี้ยวเอาไปยื่นให้หลานสะใภ้

…

แขนขวาของท่านลุงซ่งกอดกล่องไม้ใบเล็ก มือขวาหิ้วห่อผ้าใบใหญ่มาที่บ้านของซื่อจ้วงกับหนิวจั่งกุ้ย

นั่งอยู่บนเตียงของหนิวจั่งกุ้ย ท่านลุงซ่งถามเขา “พอใจแล้วใช่ไหม”

“ใช่ หึหึ” หนิวจั่งกุ้ยกักตัวหลายวัน ในที่สุดก็ได้กลับเข้าบ้านใหม่ของตัวเอง ทำไมถึงได้สบายแบบนี้ สบายจริงๆ นายท่านไม่เอาเปรียบเขา สร้างบ้านใหม่ให้ แถมยังมีเงินให้เล็กๆ น้อยๆ

“เช่นนั้นก็กลับไปได้แล้ว”

หนิวจั่งกุ้ย “…” ข้าเพิ่งได้เข้าอยู่วันเดียวเองนะ

ท่านลุงซ่งบอกว่า “พูดจริง เจ้าต้องกลับเข้าเมืองแล้ว ข้าว่าตอนนี้ประตูเมืองน่าจะเปิดแล้ว บ้านเรายังค้างเงินพวกคนที่มารับจ้างขนของอยู่ เจ้าเอาเงินกลับไปจ่าย อย่าปล่อยค้างไว้ ปีนี้เป็นปีภัยพิบัติ จ่ายเงินให้พวกเขา พวกเขาจะได้เอาไปซื้ออะไรได้บ้าง”

ท่านลุงซ่งยังคำนึงอีกว่า ตอนนี้ร้านขนมกับร้านรับขนของยังเปิดไม่ได้

กลัว

ฝูเซิงเคยเน้นย้ำหลายครั้งว่า ตอนนี้เรื่องหาเงินไม่ใช่เรื่องหลัก จะไปเสี่ยงอันตรายเพื่อเงินไม่ได้ เกิดมีคนเจ็บป่วย เดี๋ยวจะเอามาแพร่ระบาดกัน

แพร่ระบาด เขาเข้าใจ ก็คือเอาโรคไปติดกัน

แต่จะว่าไป ถึงแม้สองร้านที่อยู่ข้างนอกจะเปิดไม่ได้ แต่กว่าพวกเราจะสร้างขบวนขนของได้ไม่ใช่ง่ายๆ จะปล่อยให้แยกย้ายไม่ได้

ต้องมีคนเข้าเมืองไปปลอบพวกคนงานของครอบครัวซ่ง บอกพวกเขาว่าตอนนี้หยุดพักไปก่อน

เพราะสถานการณ์ในเมืองที่พวกเราอยู่เป็นแบบนี้ ก็ไม่รู้ว่าที่อื่นจะประสบภัยพิบัติรุนแรงขนาดไหน ไม่กล้าเสี่ยงให้ออกไป เพราะขนของหนึ่งเที่ยวก็ไปตั้งไกล หากเกิดอะไรขึ้นอาจถึงแก่ชีวิตได้ พวกเขาแบกรับภาระไม่ไหว

นี่คือคำพูดที่ต้องบอกพวกคนงาน เพื่อให้พวกเขาสบายใจ ไม่ใช่ไม่ให้ทำแล้ว แต่คิดเผื่อพวกเจ้า ต้องรอให้สถานการณ์ดีขึ้นก่อน

ส่วนกับพวกลูกค้ายิ่งต้องมีคนอธิบายเหตุผลให้ดีว่าไม่รับงานเพราะอะไร ถ้าบ้านเจ้ารีบร้อนขนของก็ไม่ต้องรอ แต่ถ้าไม่รีบก็รับงานไว้ได้ เพียงแต่ยังไม่กำหนดวันเดินทาง

รวมถึงร้านขนมก็เหมือนกัน จะเอาแต่ติดประกาศบอกว่าร้านปิดไปเรื่อยๆ ไม่ได้

“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านลุงซ่ง ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

“เดี๋ยวก่อน เอากล่องนี่ไป” เปิดกล่องออก ข้างในเป็นพวกเศษเงิน มีเหรียญทองแดงและเศษเงินอื่นๆ

ท่านลุงซ่งพูด “ไม่ต้องไปเอาเงินที่ฝูเซิง เอาเงินกองกลางของทุกคนไปจ่ายให้พวกเขาก่อน”

หลานเซิงมีแต่ตั๋วเงินกับเงินก้อน หนิวจั่งกุ้ยไปหาฝูเซิง ฝูเซิงก็ยังต้องออกไปแตกเงินอีก ต่อให้ไม่ต้องแตกเงิน ฟังจบก็เสียสมาธิอยู่ดี ไม่ได้ ต้องอ่านหนังสือ

หนิวจั่งกุ้ยพูด “ได้ เช่นนั้นข้าจะเอาเงินพวกนี้”

“แล้วก็ ห่อผ้าอันนี้ให้เจ้า เจ้าต้องเจอพวกคนงานตั้งหลายคน คุยกับคนทุกวัน เราไม่รู้หรอกว่าในหมู่บ้านของคนพวกนั้นมีคนป่วยหรือเปล่า เจ้าใส่ผ้าปิดปาก พกถุงหอมไว้ ในห่อนี้ยังมียากับแท่งรมควันให้ด้วย”

หนิวจั่งกุ้ยพูด “ก็จริง ต้องทำแบบนั้น ไว้เดี๋ยวข้ากลับเข้าเมืองจะซื้อปูนขาวสักหน่อย เก็บกวาดในร้านรับขนของกับร้านขนมแล้วสาดปูนขาวให้ทั่ว”

“ใช่ๆๆ ตามนั้นแหละ ข้าไม่ได้ให้เจ้าไปคนเดียว เผื่อเจ้าทำงานไม่ทัน” ท่านลุงซ่งชะโงกหน้าออกไป “เข้ามาสิ”

ซื่อจ้วงกับซ่งฝูกุ้ยเดินเข้ามา

ซื่อจ้วงจะเป็นคนคุ้มกันเงินพวกนี้ไป เผื่อข้างนอกวุ่นวายระหว่างทางมีคนมาปล้นเงิน

ไม่ได้ยินข่าวเหรอที่มีคนแต่งตัวซอมซ่อมาขอข้าวกินที่หน้าหมู่บ้าน

พอเข้าเมือง ซื่อจ้วงยังช่วยงานได้อีกมากมาย ให้ทำอะไรก็ทำ

ส่วนที่ให้ฝูกุ้ยตามไปด้วย ท่านลุงซ่งคิดว่าหมอนี่รู้จักพูดจา เวลาที่หนิวจั่งกุ้ยอธิบายไม่ชัดเจน ฝูกุ้ยจะได้คอยช่วยเสริมอยู่ข้างๆ

“ฝูกุ้ย พวกเจ้าไปแล้วก็ไม่ต้องกลับมา”

“กลับไม่ได้อยู่แล้ว พอกลับมาก็ต้องถูกกักตัวอีก”

“หาเวลาว่างไปดูสถานการณ์ทางอำเภออวิ๋นจง เอาเงินห้าตำลึงนี้ไป อย่าไปบ้านครอบครัวสุยมือเปล่า ซื้อเสบียงอาหารติดมือไป อธิบายว่าทำไมฝูเซิงถึงไม่มาเอง ทางนั้นจะได้สบายใจ เดี๋ยวพอถึงตอนสอบ ฝูเซิงเข้าไปในเมือง เขาสั่งให้กลับเจ้าค่อยกลับมา”

“จริงเหรอ” ซ่งฝูกุ้ยดีใจมาก ท่านลุงซ่งพูดแบบนี้ก็แสดงว่าเลือกเขาให้ไปเป็นเพื่อนตอนสอบแล้วสิ

อย่าดูถูกเรื่องนี้เชียวนะ ครั้งนี้สหายของเขาไปสอบจวี่เหริน คนในครอบครัวไปดูด้วยไม่ได้ทั้งหมด

เพราะไม่มีใครรู้ว่าพอถึงตอนนั้นในเมืองจะเป็นอย่างไร ถ้ายังวุ่นวายเหมือนตอนที่หนิวจั่งกุ้ยเพิ่งกลับมา แม้แต่เฉียนเพ่ยอิงกับซ่งฝูหลิงก็ไปไม่ได้

ซ่งฝูกุ้ยจึงคิดในใจว่า ข้าก็เลยต้องกลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งไม่ใช่เหรอ รีบกำหนดให้เขาไปเป็นเพื่อน มีแค่เขาคนเดียว

“ขอบคุณท่านลุงซ่ง ฮี่ๆ” ไม่มีใครรู้ว่าทำไมเขาถึงได้ดีใจขนาดนั้น ทำอย่างกับว่าไปเป็นเพื่อนแล้วจะได้เงิน

ดูเอาแล้วกัน เรื่องน้อยใหญ่ในบ้าน ทั้งภายในภายนอก ทุกคนทำได้ดีถึงขั้นที่ไม่ต้องรบกวนซ่งฝูเซิงแม้แต่นิดเดียว สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง

วันนี้ที่หนิวจั่งกุ้ย ซื่อจ้วง และซ่งฝูกุ้ยไปจากหมู่บ้าน พอพวกเขานั่งเกวียนลาออกไป คนในครอบครัวที่อยู่ข้างนอกก็กลับมา

ใครน่ะเหรอ หลานชายของหัวหน้าตระกูลเริ่นที่ทำงานอยู่ในเมืองถงเหยา

“หยุดนะ” คนที่ลาดตระเวนในหมู่บ้านพูดขึ้น

ลูกชายสามของหัวหน้าตระกูลเริ่นก็พูดด้วย “ยืนอยู่ตรงนั้นห้ามขยับ”

เด็กหนุ่มคนนี้ก็คือลูกชายของเขา

เด็กหนุ่มหันกลับไปมองเพื่อนร่วมงานสองคนแล้วหันกลับมาพูดอย่างจนปัญญา “ท่านพ่อ จำข้าไม่ได้แล้วเหรอ ข้ากลับบ้านทำไมยังจะให้ข้ายืนตรงนี้อีก” ขายหน้าขนาดไหนต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน

พ่อของเขาทำท่าทาง ‘ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นใคร’ เจ้าก็คือลูกชายของข้าอย่างไรล่ะ แต่กับใครก็เหมือนกัน ห้ามเข้าไปข้างใน

สุดท้ายเป็นแม่ของเด็กหนุ่มคนนี้ที่วิ่งออกมาจากห้องทำอิฐนม ช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้ทันเวลา สวมผ้าปิดปากขณะพูด “เอ่อคือ อาซ่งของเจ้าบอกว่า คนที่กลับมาจากข้างนอกห้ามเพ่นพ่านในหมู่บ้าน ในหมู่บ้านเลยมีการสาดปูนขาวตามทางไว้ ขายหน้าพวกเจ้าแย่”

พอๆๆ พูดมากไปก็ไม่มีประโยชน์ เพื่อนร่วมงานสองคนมองหน้ากันแล้ว ไม่ขายหน้าอะไรกัน ไม่ได้กลับหมู่บ้านมาเดือนกว่า พอกลับมาก็ไม่ให้ขยับไปไหน

เด็กหนุ่มเสียใจมาก แม่ของเขาถามว่าในอำเภอที่พวกเขาอยู่ น้ำท่วมเป็นอย่างไรบ้าง ช่วงนี้กินอยู่อย่างไร แต่เขาไม่ยอมบอก

“ข้ากลับมาเพราะทางผ่าน มีธุระ ท่านย่าซ่งอยู่ในเมืองหรืออยู่ในหมู่บ้าน ใครช่วยข้าไปเรียกนางที อย่างไรเสียพวกท่านก็ไม่ให้ข้าเข้าหมู่บ้าน”

อาสามสกุลเริ่นอาสาทันที “ข้าไปเอง ข้าไปเอง”

อายุอานามก็มากแล้ว วิ่งข้ามสะพานไปอีกฝั่งของแม่น้ำเพื่อตะโกนเรียกท่านย่าหม่า

ท่านย่าหม่าได้ฟังก็สังหรณ์ใจว่าจะมีข่าวคราวของคนที่นางขอให้ช่วยตามหา

นางไหว้วานคนให้ช่วยตามหาตลอด ไม่เคยยอมแพ้

ท่านย่าหม่ารีบหยิบถุงเงิน ตั้งใจไม่บอกลูกสาม แต่บอกเฉียนเพ่ยอิงว่านางอาจต้องไปเมืองถงเหยา จากนั้นถึงออกจากบ้าน

ตามคาด หลานชายหัวหน้าตระกูลเริ่นบอกว่า

“ท่านย่า ก่อนฝนตกหนัก ในอำเภอที่พวกข้าอยู่ได้รับชาวบ้านตกยากจากเมืองบ้านเกิดของท่านไว้ พูดสำเนียงคล้ายพวกท่านมาก ข้าก็เลยคอยดูไว้ ต่อมาฝนตกหนักพวกเรายุ่งมากก็เลยไม่ได้สนใจเรื่องนี้ วันนี้ข้ากลับมาเพราะอยากบอกท่านว่า ข้าสืบมาแล้ว ในนั้นมีคนแซ่หลัวอยู่จริงๆ ชื่อหลัวปู้เสีย เอาเป็นว่าเขาบอกว่าตัวเองชื่อนี้ ท่านอยากไปดูหน่อยไหม”

“แล้วคนแซ่หลัวคนอื่นๆ ล่ะ” ตอนนั้นพี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องที่เคยให้นางยืมเงิน มีลูกสาวสองคน ลูกชายสองคน

“ไม่มี มีคนแซ่หลัวแค่คนเดียว”

คนเดียวก็ได้ หาเจอคนเดียวก็ยังดี

“ข้าไปๆ เกวียนพวกเจ้าอยู่ที่ไหน อ้อจริงสิ พวกเจ้าไม่มีเกวียนนี่ เช่นนั้นข้าจะไปเอาเกวียน” ท่านย่าหม่าสั่งให้คนเทียมเกวียนให้นางพลางหันกลับไปถาม “จริงสิ แล้วคนแซ่เหอที่พวกยายๆ ฝากดูล่ะ”

เด็กหนุ่มเกาหัวทำสีหน้าเป็นเชิงขอโทษ ตอนนี้เมืองถงเหยาถูกน้ำท่วมลูกเห็บตกจนวุ่นวายไปหมด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องดูแลผู้ลี้ภัย คนพวกนั้นพักอยู่ในกระโจมชั่วคราว มารับโจ๊กช่วยเหลือทุกวัน เขาเองก็ยุ่งเลยไม่ได้ถามละเอียดขนาดนั้น

พ่อของเขามองออกแล้ว ตวาดใส่เขา “ให้ทำเรื่องแค่นี้ ทำไมถึงไม่เอาใจใส่”

ท่านย่าหม่ารีบห้าม “พอแล้วๆ แค่นี้ก็ดีแล้ว ข้าจะไปดูเอง อย่างไรเสียข้าก็เคยเจอพวกญาติๆ ทั้งหมด ถ้ามีข้าจะพากลับมา”

เย็นวันนั้นท่านย่าหม่าก็กลับมาพร้อมความผิดหวัง

เดิมทีคิดว่าชื่อเล่นว่าปู้เสียจะมีน้อยมาก คนแซ่หลัวก็ไม่น่ามีเยอะ ควรจะเป็นแบบนั้น แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ พอสังเกตพวกคนตกยากในกระโจมที่พูดต่างสำเนียง ไม่มีคนที่เก้าสกุลของนางรู้จักแม้แต่คนเดียว

พอกลับเข้าหมู่บ้านยังต้องถูกกักตัวอีก

“ท่านย่า ยังสบายดีอยู่ใช่ไหม” เอ้อร์ยา เถาฮวา พั่งยา ยืนถามอยู่หน้ากระโจม

ซ่งฝูหลิงยังแอบกลั้นหัวเราะ

ท่านย่าหม่าส่ายมือด้วยความจนปัญญา ก็กฎที่ลูกชายตัวเองตั้งนี่นะ “กลับไปเถอะ” คิดในแง่ดี ถูกกักตัวไม่ต้องทำงานอะไร ช่วงนี้ปลูกผักนางเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว

ไล่พวกหลานสาวกลับไป ไล่พวกยายๆ ที่มาเยี่ยมนางกลับไป

ท่านย่าหม่ายังได้ไล่อาสามสกุลเริ่นกลับไปด้วย

นางชักงง ตาแก่นี่มาป้วนเปี้ยนแถวนางวันละหลายรอบ น่ารำคาญจริงๆ ชอบหาเรื่องคุย ใบหน้าก็ยับยู่ยี่

เจ็ดวันต่อมา ท่านย่าหม่าก็กลับบ้าน ตั้งใจไปหาลูกสามที่บ้านตอนที่เขากินข้าว ไม่ได้อ่านหนังสือ

“ไม่เจอกันหลายวัน เป็นอย่างไรบ้าง”

“ผ่านไปหลายวันแล้วเหรอ ข้ารู้สึกเหมือนเพิ่งเจอท่านแม่ไป”

เล่นเอาท่าย่าหม่าโมโหจนเดินหนี

เก่อเอ้อร์นิวถอนหญ้าในสวนพลางปลอบท่านย่าหม่า “เจ้าพูดเองว่าห้ามบอกฝูเซิง เขาจะได้ไม่เป็นห่วง เช่นนั้นเจ้ายังจะโกรธลูกทำไม”

“ข้าเหรอ” ข้ากลืนน้ำลายตัวเองไม่ได้เหรอ ไม่เห็นหน้าลูกหลายวันคิดถึงใจจะขาด แต่ลูกชายกลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางถูกกักตัว

วันเวลาผ่านไป

ในขณะที่ซ่งฝูเซิงอ่านหนังสือทบทวนไม่มีหยุด ฝูหลิงได้ขึ้นเขาไปเก็บเห็ดมาแล้วสี่ครั้ง เก็บกลับมาตาก

เห็ดบางดอกไม่ค่อยดี อย่างถ้ามีจุดดำหรือดอกเล็กไป นางก็จะไม่ให้พวกน้องๆ เก็บ “อันที่ไม่อร่อยกับเล็กเกินไปพวกเราไม่เอา แต่ก็อย่าไปทำลายมัน เดินระวังๆ อย่าเผลอไปเหยียบเข้า เอาไว้ให้คนที่ลำบากกว่ามาเก็บไป”

เฉียนเพ่ยอิงตากพริก หน้าบ้านหลังบ้านมีแต่พริกแดงแขวนอยู่ หั่นหัวไชเท้าเป็นเส้นฝอย เตรียมตากแห้งไว้สำหรับหน้าหนาว

ตอนที่นับถอยหลังเหลือเวลาอีกไม่กี่วัน ข้าวฟ่างของครอบครัวก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว

พวกยายๆ พาพวกเด็กๆ ไปเก็บเกี่ยวข้าวฟ่าง

พวกหมี่โซ่วถาม “ท่านย่า ทำไมในนาข้าวฟ่างถึงมีเสียงสวบๆ”

พวกยายๆ ตอบทันที “ไอ๊หยา เด็กน้อย อย่าเอามือแหวกส่งเดชนะ ใช้ไม้กระบองตี ทำให้เกิดเสียง”

พวกยายๆ พูดจบก็เอาศอกกระทุ้งกันพร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เกิดเจอคู่รักเข้าล่ะ

นาข้าวฟ่าง ป่าน้อย ล้วนเป็นสถานที่ที่มีเรื่องราวมากมาย มักจะมีพวกคนในหมู่บ้านแอบมาทำลับๆ ล่อๆ

ยายหวังร้องเพลง “แม่นางข้าวฟ่างเห็นลุงสายลมฤดูใบไม้ร่วงมาแล้วก็ดีใจมาก ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ นั่งแกว่งขาร้องเพลงเบิกบานใจ”

ซ่งฝูหลิงหัวเราะท่ามกลางเสียงเพลงนี้ ทำไมยายหวังร้องเพลงติดเรทแบบนี้ด้วย

พอนางหัวเราะ ท่านย่าหม่าก็หันมามองนางทันที ไม่มั้ง หลานสาวคนเล็กของนางฟังเข้าใจด้วยเหรอ

ดูเด็กคนอื่นสิ พวกเถาฮวายังยืนกันเฉย มีแค่หลานสาวของนางที่ทำท่าเหมือนรู้อะไร

“พั่งยา ขำอะไร”

ซ่งฝูหลิงวิ่งอย่างอิสระอยู่ในนาข้าวฟ่างพลางหันกลับมาหัวเราะ “อ๋อ ก็แค่อยากหัวเราะ”

ท่านย่าหม่าพับความคิดที่ว่าหลานสาวฟังเข้าใจ เด็กขนาดนี้จะไปเข้าใจอะไร ก็แค่อยู่ในวัยที่หัวเราะบ้าบอไปวันๆ

ปีนี้หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวฟ่างกลับมาแล้ว เมื่อเทียบกับผลผลิตในที่รกร้างเมื่อปีที่แล้วลดไปเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็หมายความว่าไม่คุ้มค่าเหนื่อย ได้ผลผลิตไม่เท่าไหร่

เอาข้าวฟ่างที่ได้มาเพียงน้อยนิดนี้ จะเอาไปเข้าโรงสีพลังน้ำเพื่อโม่เป็นแป้ง

หลังจากที่เก้าสกุลเก็บข้าวฟ่างมาเสร็จก็เอาไปทำปัวปัวข้าวฟ่างที่มีสีดำแดงกินกัน กินส่วนที่ไม่ดีไปก่อน ทำโจ๊กข้าวโพด ตุ๋นมะเขือยาวคลุกซีอิ๊ว หัวหอมจิ้มน้ำพริก ไม่ก็เอาผักกาดขาวมาจิ้มน้ำพริกเห็ดกิน

มีเพียงคุณชายซ่งฝูเซิงที่ได้กินดีกว่าใคร ทุกมื้อได้กินข้าวอย่างดี อาหารทำจากแป้งเนื้อละเอียด มีน้ำแกง มีกับข้าว มีเนื้อ แม้แต่ในนมก็ยังใส่อัลมอนด์

เล่นเอาซ่งฝูเซิงต้องไปพูดกับท่านลุงซ่งเองว่า “ข้าไม่อยากกินแยกแล้ว อย่าแยกทำให้ข้าต่างหากเลย ข้าจะกินกับทุกคน”

จะแยกทำทำไม เขาไม่อยากกินของดีอีก ให้เขาได้ชิมอย่างอื่นบ้าง เช่น น้ำพริกไข่ น้ำพริกเห็ด โจ๊กข้าวโพด ข้าวเนื้อหยาบ ผักจิ้มน้ำพริก ตุ๋นปลาไหล

“ได้ ได้ อยากกินอาหารบ้านๆ ของพวกเราใช่ไหม จัดไป จะทำให้เดี๋ยวนี้”

ในเวลาไม่ถึงสองเดือน ทุกคนทำงานไปตั้งมากขนาดนี้ เก็บเกี่ยวผลผลิตมาได้ส่วนหนึ่งแล้ว ซ่งฝูเซิงก็อ่านตำราจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าตีกันหัวหมุน

ในวันที่อุณหภูมิสูง อากาศชื้น

ซ่งฝูเซิงใส่กางเกงที่ทำมาจากผ้าเนื้อเดียวกับผ้าม่าน เสื้อแขนสั้น นั่งอ่านหนังสือทั้งวัน

ตอนลุกขึ้นได้ถอดกางเกงดู แก้มก้นเป็นรอยเสื่อ นั่งนานมาก

อย่างเช่น บางช่วงซ่งฝูเซิงอ่านๆ อยู่ก็เอนตัวนอนหลับบนเสื่อทาทามิ

แต่เขาเลือกที่จะไม่นอนในท่าสบาย เท้ายังใส่รองเท้าอยู่

พอเป็นแบบนี้ รองเท้าที่อยู่บนเท้าส่ายไปมา สุดท้ายก็หลุด ชั่วขณะที่หล่นกระทบพื้นเกิดเสียง เขาก็จะตื่นทันที

อย่างเช่น เวลาที่เขาแอบงีบ พอตื่นมาก็จะแก้ตัวตามความเคยชิน ‘ข้าไม่ได้นอนนะ’ โดยไม่สนว่าลูกเมียจะจับได้หรือเปล่า ไม่สนว่ามีคนอยู่ในห้องหรือเปล่า เขาก็จะพูดแบบนี้ก่อน

บางครั้งเห็นเขาเป็นแบบนั้นก็น่าสงสาร

แต่ห้ามให้ซ่งฝูเซิงรู้เด็ดขาดว่าเราสงสารเขา เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะยิ่งเซ้าซี้

“เพ่ยอิง ข้าไม่ได้เป็นวัยรุ่นเหมือนเจ้าลู่พั่นนั่นแล้วนะ พ่อเป็นรุ่นลุงรุ่นอาแล้ว พ่อจะไปมีแรงอ่านหนังสือแบบนั้นที่ไหนกัน”

“เพ่ยอิง ดูสิ ข้าดื่มน้ำเก๋ากี้ไปตั้งมากขนาดนี้แล้วผมก็ยังร่วงไม่หยุด”

“เพ่ยอิง วัยอย่างพวกเราการสอบคือการทรมานไม่ใช่เหรอ พ่อต้องสอบถึงเมื่อไรกว่าจะสิ้นสุด”

เฉียนเพ่ยอิงทำความสะอาดบ้าน เขาเดินตามจากห้องรับแขกไปจนถึงห้องครัวแล้วตามจากห้องครัวกลับมา

“เพ่ยอิง ตอนนี้พ่ออยากนอนอู้บ้าง”

“เพ่ยอิง จริงๆ นะ ครั้งนี้ถ้าพ่อสอบได้ไม่ดีก็คือไม่ดี ถ้าให้อ่านแบบนี้ต่อไป อีกหน่อยพอเห็นหนังสืออาจความดันสูงได้”

เฉียนเพ่ยอิงรำคาญ “เหล่าซ่ง ถ้าให้ลูกสาวเรารู้ว่าเจ้ายังมีเวลาว่างมาบ่นแบบนี้ เดี๋ยวได้จัดให้ชุดใหญ่ เลิกบ่นได้แล้ว ไปอ่าน”

“แต่ข้าไม่อยาก…”

“เอ๊ะ ฝูหลิงกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

เหล่าซ่งรีบกลับไปที่ห้องหนังสือโดยไม่หันกลับมามอง

ตรงประตูมีแค่กระถางต้นไม้ที่ถูกลมพัด มีฝูหลิงที่ไหนกัน

“เหล่าเฉียน กล้าหลอกกันเลยเหรอ!”

วันแรกของเดือนสิบ

ตั้งแต่ซ่งฝูเซิงใส่แต่กางเกงอ่านหนังสือ ร้อนจนทนไม่ไหว จนกระทั่งลมฤดูใบไม้ผลิพัดมาทำขาหนาวเย็น ในที่สุดเขาก็ได้เปลี่ยนไปใส่ชุดตัวยาวก้าวออกจากบ้าน

คนในหมู่บ้านพอเห็นเขาก็พูดว่า

“หัวหน้า ไม่เจอกันนานเลยนะ”

“หัวหน้า ดูอ้วนขึ้นหน่อยนะ”

“หัวหน้า จะไปสอบจวี่เหรินแล้วเหรอ”

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 660 เก๋ากี้บวกเครื่องดื่มชูกำลัง / ตอนที่ 661"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

628cab27NBAwBMwN
สามีข้าคือขุนนางใหญ่
06/06/2026
sdgfdf
ร้อยรักปักดวงใจ
11/02/2023
c97a835-novelpdf
ทะลุมิติมาเป็นหวานใจของนายทหารคลั่งรักในยุค 70
19/07/2025
4ee (1)
หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก
12/06/2026

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.