ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 663-1 คนล่าฝัน
ตอนที่ 663-1 คนล่าฝัน
เจ้ายังไม่ตาย ดีจริงๆ
นี่เป็นความคิดแรกหลังจากซ่งฝูเซิงเห็นหวังเจ๋อฟา
ก็แค่พูดออกมาไม่ได้ เดี๋ยวจะเกิดการเข้าใจผิด ไม่เหมาะ
แต่นี่เป็นความคิดจากใจเขาจริงๆ
ต้องเข้าใจก่อนว่า ในช่วงสองปีนี้ สองปีเชียวนะ จะว่านานก็นาน จะว่าสั้นก็สั้น
ขนาดคนที่มีความสามารถมีความรู้อย่างเขา ยังเจอเรื่องยากมาไม่น้อย
มีอยู่สองครั้ง ถ้าไม่ใช่เพราะรู้จักคนสูงศักดิ์ เขาก็เกือบไปไม่รอดแล้ว ต่อให้ไปรอดชีวิตก็ต้องลำบากแน่นอน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบุคคลตรงหน้านี้เลย
ซ่งฝูเซิงมองหวังเจ๋อฟา ที่ตอนนี้จอนผมสองข้างเป็นสีขาวแล้ว
“พี่เจ๋อฟา พวกเราไม่เจอกันนานเลยจริงๆ สบายดีหรือ”
ไปอยู่เมืองอื่นพอไหวไหม
เห็นได้ชัดว่าหวังเจ๋อฟาดูตื่นเต้นกว่าซ่งฝูเซิง ตื่นเต้นจนลำดับคำพูดไม่ถูก มีคำพูดมากมายที่อยากพูด แต่กลับอึกอักอยู่ที่ริมฝีปาก “ข้า เจ้า…ข้าแทบไม่กล้าทักเจ้า”
สำหรับหวังเจ๋อฟา เขาตะลึงกับซ่งฝูเซิงในตอนนี้ ดูแตกต่างกันมาก
อันที่จริงเมื่อครู่ตอนที่น้องจื่อเจินยังไม่มา หวังเจ๋อฟาก็ได้ยินคนแถวนั้นพูดถึงคนที่สอบได้ซิ่วไฉอันดับสูงๆ ครั้งล่าสุด
ตอนนั้นพอเขาได้ยินชื่อซ่งฝูเซิงก็รีบเข้าไปถามทันที
แต่พวกผู้เข้าสอบที่เป็นคนในพื้นที่ก็จับกลุ่มกันเอง ไม่ค่อยอยากคุยกับพวกเขาที่เป็นคนนอกพื้นที่เท่าไหร่นัก
นับตั้งแต่มาเมืองเฟิ่งเทียน ความแตกต่างแบบนี้พบเห็นได้ทั่วไป
แล้วนับประสาอะไรกับการที่เขาไม่ใช่คนโด่งดังจากต่างพื้นที่ ไม่ใช่คนของสำนักศึกษา แต่งตัวก็ธรรมดา ไม่ได้ดูมีสกุลรุนช่อง คนพวกนั้นย่อมแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน หันไปคุยกันต่อโดยไม่สนใจเขา
เขาจึงทำได้แค่ขยับเข้าไปใกล้ๆ เพื่อเงี่ยหูฟัง
ได้ยินว่าในเมืองเฟิ่งเทียนมีการวางเดิมพันกันว่าใครจะเป็นที่หนึ่งของการสอบจวี่เหรินครั้งนี้ เขาได้ยินชื่อซ่งฝูเซิงอยู่ในนั้นอย่างชัดเจน แถมเงินเดิมพันยังสูงด้วย ถ้าซ่งฝูเซิงได้ที่หนึ่งจริงจะมีหลายคนที่ชนะเดิมพัน
ตอนนั้นเขาฟังเรื่องพวกนี้จบก็ยังงงอยู่
ถึงแม้ตอนนั้นความรู้ของน้องจื่อเจินจะใช้ได้พอสมควร อาจารย์ที่เคยสอนหลายคนก็สงสัยว่าทำไมถึงสอบไม่ได้อันดับสูงๆ แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะได้ที่หนึ่ง
หรืออาจไม่ใช่คนเดียวกัน
หวังเจ๋อฟายังนึกไปถึงว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ครอบครัวเขาใช้ชีวิตลำบาก ถ้าไม่ใช่เพราะเขาไปรู้จักคุณชายคนหนึ่งให้คอยเป็นคนวิ่งวุ่นทำธุระให้ ไม่อย่างนั้นการมาสอบครั้งนี้เขาคงต้องลำบากน่าดู
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงแน่ใจว่าไม่ใช่คนเดียวกัน เขาคิดว่าซ่งฝูเซิงก็น่าจะมีชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ เหมือนกัน อย่างไรเสีย คนต่างบ้านต่างเมืองที่ลี้ภัยมาอย่างพวกเขาต้องเผชิญกับสถานการณ์สร้างฐานะด้วยมือเปล่าตั้งแต่ต้น สองปีมานี้ยังไม่พอให้ร่ำรวยจนถึงขั้นโดดเด่นได้
แต่เมื่อครู่ที่เขาเพิ่งปฏิเสธอยู่ในใจ ทันใดนั้นก็พบว่าผู้เข้าสอบที่เป็นคนเมืองเฟิ่งเทียนเริ่มมีการขยับ คล้ายกำลังซุบซิบถึงคนที่ลากตะกร้าอยู่ไกลๆ ทำให้พวกเขาที่มาจากต่างเมืองก็หันไปมองทางปากซอยด้วยเช่นกัน
จากนั้นเขาเห็นอะไรน่ะเหรอ แทบไม่อยากเชื่อสายตา
เขาขยี้ตาอยู่สักพักไม่กล้าส่งเสียง จนกระทั่งซ่งฝูเซิงถอดผ้าปิดปากคุยกับพวกคุณชายสูงศักดิ์ เผยให้เห็นใบหน้า เขาถึงกล้าเข้าไปทัก
แต่เวลานี้ที่ซ่งฝูเซิงยืนอยู่ตรงหน้าเขา เขาก็ยังคงรู้สึกว่าไม่ใช่น้องจื่อเจินคนก่อน
รูปลักษณ์ไม่เหมือนคนร่างผอมที่สอนหนังสือสมัยก่อน
ไม่เหมือนคนที่ชอบขมวดคิ้วหน้านิ่ว ไม่เข้าพวกแบบเมื่อก่อน
ไม่เหมือนคนที่ใส่เสื้อกันหนาวขาดๆ ถือชามนั่งกินน้ำอยู่ตรงทางเข้าเมืองโยวโจว
ควรจะอธิบายอย่างไรดีล่ะ เขาหวังเจ๋อฟาแก่แล้ว ไม่ต้องส่องกระจกก็รู้ว่าตัวเองแก่แล้ว
แต่น้องจื่อจินที่ไม่เจอกันสองปีกลับดูหนุ่มขึ้น ยืนอยู่ตรงนั้น คนละเรื่องกับเขาเลย
ขณะที่หวังเจ๋อฟาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อข่มความตะลึง กำลังจะพูดบางอย่าง ทันใดนั้นก็มีคนเข้ามาแย่งพูดด้วยความรีบร้อน “คุณชายหลิน”
คนพูดคือหลี่จิ้น คุณชายที่หวังเจ๋อฟาได้พึ่งใบบุญ
ตระกูลหลี่มีชื่อเสียงมากในท้องถิ่นของพวกเขา เป็นตระกูลเศรษฐีชื่อดัง ครอบครัวทางฝ่ายหลี่ฮูหยินสนิทกับรองเสนาบดีกรมทหาร
เขาเองก็เป็นคนสายศึกษาหาความรู้ แต่กลับต้องคอยล้อมหน้าล้อมหลังคุณชายเพื่อทำงานของบ่าวรับใช้ เฮ้อ ช่วยไม่ได้
หลินโส่วหยางยืนอยู่ข้างซ่งฝูเซิง พอได้ยินคนเรียกชื่อเขาก็หันไปมอง ตอนแรกยังงงอยู่ นึกไม่ออกว่าคนร่างท้วมคนนี้คือใคร
จากนั้นถึงได้ อ๋อ คนผู้นี้แซ่หลี่ ชื่ออะไรลืมไปแล้ว เป็นญาติห่างๆ ฝั่งแม่ของเขา น่าจะเป็นลูกชายของลูกสาวคนไหนของบ้านลุงแม่เขา
ครั้งนี้มาสอบที่เมืองเฟิ่งเทียน ได้ยินพ่อบ้านบอกว่ามาอยู่ล่วงหน้าครึ่งเดือนกว่าแล้ว แต่เขาไม่เคยเจอ
แต่ได้ให้พ่อบ้านส่งคนไปปรนนิบัติพาเที่ยวเมืองเฟิ่งเทียน ถึงแม้เมืองเฟิ่งเทียนหลังเกิดอุทกภัยจะไม่มีอะไรน่าเที่ยวก็ตาม ส่วนที่พักก็จัดให้อยู่ที่บ้านรับรองของครอบครัวเขา
หากว่ากันตามเหตุผล หลินโส่วหยางควรเรียกว่าพี่ “พี่หลี่ใช่หรือไม่”
ขอยืนยันก่อน
หลี่จิ้นร่างท้วมยิ้มจนตาหยี เบียดหวังเจ๋อฟาออก รีบเข้าไปคุยกับหลินโส่วหยาง
เมื่อครู่หลี่จิ้นไม่กล้าเรียกน้องหลิน นึกไม่ถึงว่าในที่สุดก็ได้เจอน้องชายที่เป็นญาติกัน น้องชายพอเจอเขาก็เรียกพี่ มิน่าท่านแม่ถึงบอกว่าตระกูลหลินไม่ลืมญาติพี่น้อง
หลินโส่วหยางแนะนำให้รู้จัก “นี่ท่านซ่ง”
หลี่จิ้นมองซ่งฝูเซิงแล้วรีบโค้งตัวทักทาย คนที่ทำให้น้องชายของเขาแนะนำเป็นคนแรกได้จะต้องมีเกียรติมากแน่นอน
หวังเจ๋อฟาที่ยืนอยู่ด้านข้างอ้าปากค้าง อึ้งไปชั่วขณะ “…”
หลินโส่วหยางแนะนำซ่งฝูเซิงเสร็จก็หันไปแนะนำซย่าเหวินอวี่กับติงเจียน
ซย่าเหวินอวี่กับติงเจียนแค่พยักหน้ารับรู้
พยักหน้าเสร็จซย่าเหวินอวี่ก็หันไปพูดกับซ่งฝูเซิง เมื่อครู่เขายังไม่ได้แนะนำตัวเองเลยนะ
“อ๋อ ที่แท้ท่านก็คือคุณชายซย่าแห่งจวนโหว ได้ยินชื่อเสียงมานาน ขออภัยที่เสียมารยาท”
“ข้าต่างหากที่เสียมารยาท” ซย่าเหวินอวี่มองซ่งฝูเซิงพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี แถมยังเล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเองอีกว่า เขาสอบได้ซิ่วไฉอันดับรั้งท้าย
รอยยิ้มของซย่าเหวินอวี่มีเสน่ห์ นั่นเป็นความเบิกบานที่มาจากใจจริง
ความเบิกบานใจแบบนี้ ถ้าให้เด็กเรียนหรือคนขยันหมั่นเพียรไปสัมผัสก็ใช่ว่าจะสัมผัสได้ นั่นเป็นความรู้สึกโชคดีที่ปิดบังไว้ไม่มิด สอบได้อันดับรั้งท้ายแต่ทำอย่างกับอยู่ๆ ก็ถูกหวยห้าล้านในยุคปัจจุบัน
เด็กเนิร์ดกับคนขยันหมั่นเพียรเข้าไม่ถึงความรู้สึกนี้ แต่ซ่งฝูเซิงกลับรู้สึกว่าซย่าเหวินอวี่เป็นกันเองมาก
ช่วงสองวันนั้นที่ผลสอบเพิ่งออก ตกกลางคืนเข้านอนเขายังยิ้ม พูดกับเฉียนเพ่ยอิงหลายครั้งว่า ‘ให้ตายเถอะ พ่อสอบได้ที่สองเลยเหรอ เอาไปพูดที่ไหนใครเขาจะเชื่อ น่าขำเป็นบ้า’
ทุกครั้งทำเอาเฉียนเพ่ยอิงทำหน้ารังเกียจ ทีอยู่ข้างนอกทำเป็นวางมาด แสร้งทำเป็นมาดขรึม พูดจามีระดับ แต่พออยู่กันสองคนเหล่าซ่งก็เผยธาตุแท้ทันที
ด้วยเหตุนี้ พอซ่งฝูเซิงเห็นท่าทางของซย่าเหวินอวี่ก็เลยไม่รู้สึกขัดหูขัดตา ความประทับใจแรกมีมากกว่าติงเจียนกับหลินโส่วหยาง
ในขณะที่ซ่งฝูเซิงกำลังจะหันไปคุยกับหวังเจ๋อฟา เขาก็งงมาก หวังเจ๋อฟาไปยืนโดดเดี่ยวอะไรอยู่ตรงนั้น เมื่อครู่ถามก็ไม่ตอบ ตอนนี้กลับยืนบื้อเหมือนโดนฟ้าผ่า พวกหัวหน้าตระกูลเริ่นมาถึงแล้ว ทักทายซ่งฝูเซิง
ซ่งฝูเซิงให้หวังเจ๋อฟารอก่อน เขารีบเดินไป ทักทายพวกซิ่วไฉที่มาจากเมืองถงเหยา แม้เขาจะไม่ได้สนิทสนมกับคนเหล่านี้ แต่ก็เห็นแก่หน้าของหัวหน้าตระกูลเริ่น
คุยกับคนเหล่านี้ก็สรุปได้ว่า ถ้าไม่ตั้งใจดูก็ไม่รู้ พอตั้งใจสังเกตก็พบว่า ไม่ใช่แค่ซิ่วไฉสูงวัยจำนวนมากที่มาจากเมืองถงเหยา ตรงทางเข้าก้งย่วน[1]ก็มีคนอายุเยอะอยู่ไม่น้อยเลยจริงๆ ขาดก็แค่นั่งเก้าอี้รถเข็นเข้ามาแล้ว
ชาวสูงวัยเหล่านี้ต่างเข้ามาคุยกับซ่งฝูเซิง ความหมายโดยรวมคือ เจ้าคือตัวแทนเมืองถงเหยาของพวกเรา เป็นผู้เข้าสอบอันดับหนึ่งในอำเภอของเรา
ซ่งฝูเซิงกำมือคารวะยิ้มถ่อมตัว อันดับหนึ่งอะไรกัน ยังไม่ทันจะสอบ ทุกคนก็เหมือนกันทั้งนั้น ต้องสู้ไปข้างหน้าพร้อมกัน
คำพูดสวยหรู แต่ก็สร้างความฮึกเหิมให้คนแถวนั้น
ในขณะที่ซ่งฝูเซิงคุยกับบรรดาซิ่วไฉของเมืองถงเหยาก็ยังมีผู้เข้าสอบที่เคยสอบซิ่วไฉสนามเดียวกับเขาเข้ามาทักทาย แต่ละคนต่างเรียกพี่ซ่ง ซ่งฝูเซิง
พี่ซ่งไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เขามัวแต่นั่งทบทวนตำราในหมู่บ้านเหรินจยา ไม่ได้ออกไปแลกเปลี่ยนความรู้กับใครเพราะป้องกันโรคระบาด เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านตลอด
“หมิงหย่วนมาแล้ว” ทันใดนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้น
หมิงหย่วนฐานะยากจน แต่กลับสอบได้ที่สาม ชวนให้น่านับถือ ช่วงนี้ผู้เข้าสอบของเมืองเฟิ่งเทียนมีการรวมกลุ่มกันจัดติว หมิงหย่วนเป็นคนจริงใจบอกทุกอย่างที่ตัวเองรู้
ซ่งฝูเซิงรีบบอกหัวหน้าตระกูลเริ่นว่าเขาขอตัวก่อน หลังจากเข้าสนามสอบไปแล้วก็ดูแลตัวเองด้วย
เขาเหลือบมองหวังเจ๋อฟาแวบหนึ่งขณะเดินผ่าน ไม่ได้คุยกันอีกแล้ว เจ้ารอก่อนนะ เจ๋อฟา
รู้สึกว่าเพิ่งมาถึงสนามสอบก็ยุ่งมาก
ซ่งฝูเซิงเอาเข่งให้หยางหมิงหย่วน “รับไว้สิ”
หยางหมิงหย่วนก็สะพายเข่งอยู่ แค่เห็นก็เข้าใจแล้ว
อาซ่งเอาเข่งมาสองใบ ดูท่าจะตั้งใจเตรียมไว้ให้เขาใบหนึ่ง
“ท่านอา ข้ารับไว้ไม่ได้ ท่านอาสบายดีใช่หรือไม่ พวกเรามาคุยกันก่อนดีกว่า เมื่อครู่ข้าไปหาท่านที่ร้านรับขนของ ก็เลยมาช้า ก่อนหน้านี้ข้าอยากไปหาท่านที่หมู่บ้านเหรินจยา แต่กลัวจะเป็นการรบกวน ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านต้องสอบได้อันดับดีๆ ข้าดีใจแทนท่านอาจริงๆ”
[1] สถานที่จัดสอบระดับมณฑล