ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 671 เจ้าช่างเอาใจใส่จริงๆ / ตอนที่ 672 ขวัญใจมหาชน
ตอนที่ 671 เจ้าช่างเอาใจใส่จริงๆ / ตอนที่ 672 ขวัญใจมหาชน
ตอนที่ 671 เจ้าช่างเอาใจใส่จริงๆ
ลู่พั่นไปตามนัด ปรากฏตัวในร้านขนมตรงเวลารอซ่งฝูเซิง
บรรดาบ่าวรับใช้เฝ้าอยู่หน้าร้าน
ลู่พั่นจงใจเลือกที่นั่งตรงเคาน์เตอร์ มองไปรอบๆ
แอบเสียดายที่ต้องหยุดพักกิจการ
แต่คนแรกสุดที่เสนอความคิดปิดร้านก็คือเขา
เขาเคยคุยกับย่าของฝูหลิงเป็นการส่วนตัว บอกนางว่า นี่เป็นบ้านของเราเอง ไม่ต้องคิดเยอะแบบที่ร่วมเปิดร้านกับพี่สาวคนสามของเขา ทำแล้วมีความสุขก็พอ
ถูกต้อง พอคำพูดนี้ออกไป ตอนนั้นท่านย่าหม่ายังพูดว่า “จะเอาแค่มีความสุขได้อย่างไร ต้องหาเงินสิ ต้องเอากำไร” ไม่ขายสิจะไม่มีความสุข
เจ้าของร้านกลายเป็นหมินหรุ่ย ยิ่งต้องค้าขายให้ได้เยอะๆ ต้องตั้งใจยิ่งกว่าทำกับลู่จือหว่าน
ใครจะไปคิดว่าสวรรค์ไม่เป็นใจ ไม่ดลบันดาล
ซ่งฝูเซิงก็มาถึงตรงเวลา ถูกพวกบ่าวรับใช้ต้อนรับเข้าไปในร้าน
ซ่งฝูเซิงเพิ่งสั่งคนให้ไปส่งหวังเจ๋อฟากลับที่พักของหลี่จิ้น
พรุ่งนี้หวังเจ๋อฟาก็จะออกเดินทาง ต้องตามพวกคนบ้านเดียวกันกับหลี่จิ้นกลับไปพร้อมกันแต่เช้า
ข้อแรก ที่บ้านเพิ่งผ่านช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ได้ยินว่าก่อนออกมาเกิดภัยพิบัติรุนแรงเลยเป็นห่วงมาก
ข้อสอง หวังเจ๋อฟาเป็นห่วงผลสอบครั้งนี้ยิ่งกว่า
เพราะการประกาศผลสอบครั้งนี้ไม่ต้องมานั่งรอดูแล้วค่อยกลับบ้านไปบอก จะมีคนตีฆ้องร้องป่าวไปแสดงความยินดีถึงบ้านโดยเฉพาะ
ดังนั้น เมื่อครู่หวังเจ๋อฟาที่ดื่มไปเยอะได้พูดออกมาว่า “เกิดข้าสอบได้ดีล่ะ ข้าว่าข้าก็ทำได้พอสมควรเลยนะ น้องจื่อเจิน ข้ารับน้ำใจที่เจ้าเรียกข้ามาคุย เจ้าได้ดีขนาดนี้ยังมีน้ำใจมาคุยกับข้า ข้ายกให้เจ้าเป็นพี่ใหญ่เลยเอ้า แต่ถ้ากลับช้ากว่านี้ ข้ากลัวจะพลาดเห็นสีหน้าพวกคนในบ้านเกิดตอนออกมาต้อนรับ”
หวังเจ๋อฟาก็กล้าบอกเขามาตามตรงโดยไม่มีมาดอะไรแล้ว
ทั้งยังบอกอีกว่า ถ้าสอบได้จวี่เหริน ไม่เพียงแต่จะต้องเตรียมตัวเข้าเมืองหลวง ยังต้องกลับบ้านไปรอรับของขวัญด้วย ได้ลืมตาอ้าปากก็คราวนี้
จวี่เหรินได้งดเว้นภาษี
พวกเศรษฐีละแวกนั้นจะต้องมาประจบถึงบ้านแน่นอน ยกที่ดินให้ หวังเจ๋อฟาพูด แบบนี้ก็จะได้ร่ำรวยแล้ว
“มารอสักพักแล้วใช่ไหม”
“เปล่า ข้าเองก็เพิ่งมาถึง” ลู่พั่นยืนขึ้น
ซ่งฝูเซิงกวาดตามองลู่พั่นตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาแค่ไปกินข้าวดื่มเหล้าแปบเดียว หมอนี่ก็แต่งตัวสะอาดสะอ้านแล้ว คนละเรื่องกับคนที่นั่งในกระโจมข้างส้วม ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่งจริงๆ
“ไปไหม”
“ไป”
ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการสอบครั้งนี้พลางเดินไปทางหัวถนน
จงใจไม่นั่งรถม้า นั่งไม่ได้แล้ว นั่งมาเก้าวัน ความฝันของซ่งฝูเซิงตอนอยู่ในก้งย่วนก็คือออกไปเดินเล่น ก็พอดีจะได้ซื้ออะไรให้ที่บ้านหน่อย พรุ่งนี้ฉลองเทศกาล อย่ากลับไปมือเปล่า
เขารักการซื้อของเข้าบ้านเป็นชีวิตจิตใจ
ภายในร้านขายเครื่องประทินโฉมเซี่ยฟู่ชุน
ซ่งฝูเซิงเลือกของที่จะซื้อกลับไปครั้งนี้พลางตอบคำถามของลู่พั่น
“นั่นเป็นของที่ฝูหลิงทำเองทั้งนั้น ที่นี่ไม่มีขาย ต่อให้มีขายก็ไม่มีใส่อะไรเพิ่มแบบของฝูหลิง ไม่เห็นตอนสระผมครั้งหลังที่ข้าทำท่าทำทางเหรอ นางแบ่งให้ข้านิดหน่อยด้วยความเสียดาย มากกว่านี้ให้ไม่ได้”
“เอ๊ะ ถามหน่อย อันนี้ไว้ทาตรงไหน” ซ่งฝูเซิงเรียกพนักงานในร้าน
เขาเห็นตลับนี้สวยดี ลูกสาวน่าจะชอบ
อ๋อ ปัดแก้ม ซ่งฝูเซิงเข้าใจแล้ว เอาไว้ทาให้แก้มแดงๆ
ลู่พั่นที่ยืนข้างกันอดให้ความเห็นไม่ได้ “ท่านอา อันนี้แดงเกินไป” ไม่อยากจะจินตนาการภาพที่ฝูหลิงทาจนแดงเป็นแก้มลิง
ฝูกุ้ยกับซื่อจ้วงก็ฟังอยู่ข้างๆ ไม่ได้รู้สึกอะไร
น่าสงสารซุ่นจื่อ ซุ่นจื่อกำลังทึ่งมาก
มาเดินซื้อของกับท่านซ่งได้เปิดหูเปิดตามาก
ต้องทราบก่อนว่าคุณชายไม่เคยมาเดินเที่ยวกับเหล่าฮูหยิน ฮูหยิน หรือแม้แต่กับพวกพี่สาว ใครจะกล้า ‘ขอร้องเรื่องไร้เหตุผล’ แบบนี้กับคุณชาย แต่นึกไม่ถึงว่า ครั้งแรกกับการมาเดินซื้อของเป็นเพื่อน คุณชายมอบให้ท่านซ่ง
จากนั้นนี่ยังไม่ใช่เรื่องน่าตกใจที่สุด เรื่องที่น่าตกใจที่สุดคือ ปกติคุณชายของเขาไม่ใช่คนพูดอะไรมากความ ตอนนี้กำลังให้ความเห็นกับท่านซ่งเรื่องตลับปัดแก้ม
ภายในร้านผ้าทอ
“ผ้าผืนนี้ขายอย่างไร”
ลู่พั่นยืนข้างซ่งฝูเซิง เหลือบมองผ้าลายดอกที่อยู่ในมือท่านอา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าซื้อให้ฝูหลิง
อดทน สุดท้ายทนไม่ไหว “ข้าว่าสีเนื้อผืนนั้นดูดีกว่าสีนี้”
“เหรอ แต่เจ้าไม่รู้สึกว่าพอไม่มีลายดอกมันไม่ดูเรียบเกินไปเหรอ”
ซุ่นจื่อจากที่ตะลึงก็กลายเป็นชักรำคาญ สองคนนี้จะเสร็จได้หรือยัง เมื่อไหร่จะซื้อเสร็จ
หลังออกนอกเมือง
ซ่งฝูเซิงนั่งดื่มชาบนรถม้า มองไปด้านนอกพลางพูดกับลู่พั่น “เจ้าดูรถม้าพวกนั้นสิ ทำไมรู้สึกคุ้นตาชอบกล”
ลู่พั่นไม่แม้แต่จะมองไป
คุ้นตาก็ถูกแล้ว
รถม้าบ้านเขารออยู่ข้างนอกนานแล้ว
“หา” ซ่งฝูเซิงเบิกตาโพลงด้วยความตะลึง
เด็กคนนี้มันตัวล้างผลาญหรือเปล่า อีกอย่าง บอกสิว่าเตรียมของขวัญไว้ให้เยอะแยะ เขาจะได้ไม่ต้องซื้อ เอาแค่ถุงหอมจูอวี๋ก็ซื้อกลับหมู่บ้านตั้งเยอะแล้ว เมื่อยขาจะตาย
สาเหตุที่ลู่พั่นไปเดินซื้อของเป็นเพื่อนท่านอาก็เพราะเคารพการตัดสินใจของซ่งฝูเซิง
เขาคิดว่าท่านอาเป็นหัวหน้าครอบครัว หัวหน้าครอบครัวซื้อของกลับไปให้คนในครอบครัว เลือกด้วยตัวเอง ความหมายมันแตกต่างกัน
ถึงแม้เขาจะไม่เคยอยู่ในสถานการณ์ที่ขาดแคลนข้าวของ
แต่ก็เคยจินตนาการ
หากเขาเกิดในครอบครัวธรรมดา พอได้ออกไปข้างนอกเขาก็จะซื้อของที่ได้ใช้กลับไปให้คนแก่ เด็ก และภรรยาในบ้าน มันเป็นความรู้สึกประสบความสำเร็จของผู้ชายที่ได้เป็นที่พึ่งให้ครอบครัว
แล้วจะให้เขาพรากความสุขส่วนนั้นของอาซ่งได้อย่างไร
ตอนที่ 672 ขวัญใจมหาชน
รถม้าหลายคันกำลังจะวิ่งเข้าหมู่บ้าน
“หยุด ถ้าไม่หยุดข้าจะร้องเรียกคนแล้วนะ” เด็กหนุ่มที่เข้าเวรถือไม้กระบองเก่าๆ พลางตะโกน
หยุดกับผีสิ เริ่นกงซิ่นรีบวิ่งเข้ามา
เขากำลังสั่งคนงานให้เก็บฟืนเข้าบ้านอยู่ข้างหมู่บ้าน
เริ่นกงซิ่นถลึงตาใส่เด็กหนุ่มที่อยู่ในหมู่บ้าน จากนั้นก็ตบกบาลไปหนึ่งที
โชคดีที่เขาอยู่ด้วย
บอกให้ใครหยุด เจ้าตาบอดหรือเปล่า ไม่เห็นรถม้านั่นเหรอที่ต่อให้พรางไว้ก็มีขนาดใหญ่กว่ารถม้าทั่วไป
ดีไม่ดีมีคนจากจวนผู้สำเร็จราชการมา
ในหมู่บ้านเรามีคนชื่อซ่งฝูเซิง ตัวดึงดูดคนรวย คนรวยอย่างเช่นคุณชายลู่มาๆ ไปๆ บ่อยครั้งเจ้าไม่รู้รึ
ไม่สิ ถ้าแม่ทัพลู่มาก็ไม่แน่ว่าจะเป็นซ่งฝูเซิงที่ดึงดูดมา
คุณชายลู่ชอบมาหมู่บ้านเหรินจยา ส่วนถูกใครดึงดูดมานั้น พวกเรารู้กันแต่ไม่พูด
เอาเป็นว่าในสายตาของเริ่นกงซิ่น ชาวหมู่บ้านบางคนก็ซื่อเกินไป ใช่ ตอนนี้ห้ามคนนอกเข้ามาในหมู่บ้าน แต่ก็ต้องมีข้อยกเว้นด้วย ไม่ใช่ว่าขวางรถม้าทุกคัน ถ้าเจ้ากล้ามองเหมือนกันหมดแบบนั้นเรียกไม่ฉลาด
ถึงแม้เริ่นกงซิ่นจะเข้ามาห้ามได้ทันเวลา แต่เสียงตะโกนของเด็กหนุ่มก็ได้ทำให้ชาวหมู่บ้านที่อยู่ในห้องทำอิฐนมกับโรงเพาะปลูกพริกออกมากันแล้ว
ในเวลาเดียวกันซุ่นจื่อที่ขี่ม้านำมาก่อนก็ได้ยินเสียงสั่งแล้ว
ซุ่นจื่อ “…”
ให้ตายเถอะ ไม่เคยเห็นใครกล้าขวางรถม้าของพวกเขา แล้วนี่อะไร ได้ยินคนตะโกนสั่งว่าหยุดนะ ช่างแปลกใหม่เสียจริง
ซ่งฝูเซิงชะโงกหัวออกมาจากรถม้า “ข้าเอง ให้พวกเราเข้าหมู่บ้านก่อนค่อยว่ากัน”
พอหดหัวกลับเข้าไปซ่งฝูเซิงก็อธิบายให้ลู่พั่นฟัง
“เรื่องมันยาว นั่นเป็นเด็กเฝ้ายาม ข้ากำหนดไว้เอง
ข้าออกคำสั่งว่า หลังเกิดน้ำท่วม ไม่ว่าใครก็ตามห้ามเข้าหมู่บ้านตามอำเภอใจ
เพราะชอบมีคนข้างนอกมาขอข้าวกิน และก็กลัวคนในหมู่บ้านออกไปเยี่ยมญาติแล้วเอาโรคมาระบาด
พวกเขาอยู่ข้างนอกยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเอาสิ่งสกปรกติดตัวกลับเข้าหมู่บ้าน กลัวว่าพอแพร่ใส่คนอื่น นานวันเข้า ทั้งหมู่บ้านก็จบเห่”
ลู่พั่นถาม “แล้วถ้ามีธุระด่วนต้องออกจากบ้านจะทำอย่างไร”
“คนที่จำเป็นต้องออกไป เมื่อกลับเข้ามาต้องพักในกระโจมหน้าหมู่บ้านอยู่ระยะหนึ่งเพื่อรอดูว่ามีอาการไอ สะอิดสะเอียน คลื่นไส้หรือเปล่า ถ้าไม่เป็นอะไรค่อยกลับเข้าบ้าน”
แต่เวลานี้พอซ่งฝูเซิงพูดจบ ทันใดนั้นก็ตระหนักได้ว่า รู้สึกเหมือนโยนก้อนหินทับเท้าตัวเอง
ให้ตายเถอะ เขาสอบกลับมาก็ต้องกักตัวด้วยหรือเปล่า
ตัวเองถูกกักตัวยังไม่เท่าไหร่ แต่เขาพาแขกมาด้วย จะให้อยู่ในกระโจมกับลู่พั่นสองต่อสองก็ไม่ได้หรือเปล่า
มันดูไม่ดี และก็ไม่มีการทำแบบนั้น
มีที่ไหนกันเพื่อนมาฉลองเทศกาล แต่จะให้พักในกระโจมกักตัวก่อนหลายวันแล้วค่อยเข้าบ้าน
ลู่พั่นไม่พูดอะไร แววตาอมยิ้มมองซ่งฝูเซิงกลุ้มใจ หยิบบ๊วยเข้าปากหนึ่งเม็ด
เวลานี้พวกชาวบ้านที่อยู่ด้านนอกพอรู้ว่าซ่งฝูเซิงกลับมาแล้วก็พากันดีใจมาก
หัวหน้า สอบเป็นไงบ้าง
หัวหน้าตระกูลเริ่นสอบไม่จบถือว่าคาดหวังอะไรไม่ได้แล้ว หัวหน้าพอจะทำให้หมู่บ้านเรามีจวี่เหรินได้หรือเปล่า
ซ่งฝูเซิงลงจากรถม้าก่อน
เขาคิดว่าจะอาศัยจังหวะที่ลู่พั่นไม่ได้ยินรีบบอกพวกชาวหมู่บ้านว่าอย่ากักตัวเขา ให้เขากลับบ้าน
แบบนี้เขาก็จะรักษาหน้าไว้ได้หน่อย จะได้ไม่ขายหน้าลู่พั่น
“เอ่อคือ อย่าเพิ่งถามว่าสอบเป็นอย่างไร เข้าประเด็นก่อน ฟังข้าพูดนะ ข้าขอกลับไปกักตัวที่บ้าน ไม่มีทางเดินเพ่นพ่าน ก็แค่ไม่อยู่กระโจมขออยู่ที่บ้านตัวเอง ไว้ส่งแขกกลับเสร็จข้าค่อยมาอยู่กระโจม เข้าใจไหม แล้วก็ครอบครัวเราจะถอนตัวจากการแข่งขันอันดับหนึ่งสองสาม ใครใช้ให้ข้าทำผิดกฎล่ะ”
ซ่งฝูเซิงยังไม่ทันพูดจบก็มีชาวหมู่บ้านคนหนึ่งตะโกนพูดแทรก
“หัวหน้า ท่านต้องกลับบ้านอยู่แล้ว คนในครอบครัวท่านรออยู่ เมื่อครู่ท่านลุงซ่งยังเดินป้วนเปี้ยนแถวหน้าหมู่บ้านว่าท่านจะกลับมาแล้ว เขาต้องกลับไปทำกับข้าว”
“ใช่ๆ สอบตั้งเก้าวันเหนื่อยขนาดนี้จะไปนอนกระโจมได้อย่างไร ทำไมหัวหน้ามีความคิดแบบนี้”
“หัวหน้า พวกข้าได้ยินลูกชายคนสามของหัวหน้าตระกูลเริ่นเล่าแล้ว ที่หัวหน้าไม่ให้พวกเราไปนู่นมานี่ตามใจชอบก็เพื่อพวกเราทั้งนั้น
ได้ยินว่าข้างนอกมีเด็กติดโรคป่วยจนลุกไม่ขึ้นด้วยใช่ไหม ได้ยินว่าเรี่ยวแรงหายไปเรื่อยๆ มีหายใจไม่ออกด้วยใช่ไหม”
ถ้าหัวหน้าไม่ตั้งกฎให้พวกเราก่อนหน้านี้ ลูกของพวกเราไม่กลายเป็นแบบนั้นด้วยเหรอ แค่คิดก็กลัวแล้ว”
ยังมีชาวบ้านที่ไม่สันทัดเรื่องราวตะโกนขึ้น “ใครมันกล้าขังหัวหน้าไว้ในกระโจม! จับหัวหน้าขังในกระโจมทำไม ขนาดท่านปู่หัวหน้าตระกูลยังกลับบ้านไปแล้วเลย”
แค่ฟังดูก็รู้ว่าไม่ได้เข้าใจกับเขาเลย คิดว่าพวกชาวบ้านที่อยู่ด้านหน้าจะเอาตัวซ่งฝูเซิงไปขัง
ซ่งฝูเซิงอึ้ง จับประเด็นได้ “หัวหน้าตระกูลเริ่นก็กลับบ้านแล้วเหรอ”
“อือ พอกลับมาพวกข้าก็พากลับบ้านเลย”
“ใช่ หัวหน้า ขอรายงาน ตอนนี้คนที่ถูกกักอยู่ในกระโจมคือลูกชายคนที่สามของเขา เป็นคำสั่งของท่านปู่หัวหน้าตระกูล”
ซ่งฝูเซิงหันมองกระโจม
ลูกชายคนที่สามของหัวหน้าตระกูลเริ่นยืนอยู่หน้ากระโจมกำลังโบกมือให้ซ่งฝูเซิง
คำพูดในใจของเขา
ระหว่างรอพ่อ เขาอยากดูว่าในเมืองเป็นอย่างไร ก็เลยไปเดินเตร่
ต่อมาระหว่างทางกลับหมู่บ้าน เขาเล่าเหตุการณ์ในเมืองให้พ่อฟังเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไม่ให้คิดมากเรื่องสอบ
พอกลับเข้าหมู่บ้าน เขาก็เล่าให้ทุกคนฟังว่าหัวหน้าทำเพื่อพวกเรา ถ้าไม่มีซ่งฝูเซิง เกิดลูกใครป่วยโรคระบาดแบบชานเมืองจะทำอย่างไร พวกเจ้าไม่รู้หรอกว่าสภาพข้างนอกย่ำแย่มาก
ทุกคนได้ฟังคำบอกเล่าของเขาก็ซาบซึ้งใจมาก
เขาสัมผัสได้เลยว่าชั่วขณะนั้นคนทั้งหมู่บ้านคิดถึงซ่งฝูเซิงแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนหลังฟังจบ
แต่ในขณะนั้นเอง พ่อของเขาก็สวมผ้าปิดปาก ยืนห่างจากเขามาก ทันใดนั้นได้ออกคำสั่งว่า
“เอาเขาไปกักตัว เขาไปเดินเที่ยวมา ถึงแม้ข้ากับฝูเซิงจะออกจากหมู่บ้านไปสอบ แต่ก็ไม่ได้ไปตรงที่เกิดโรคระบาด เนื้อตัวพวกข้าสะอาด แต่กับเขาข้าไม่รู้แล้ว เขาไปดูที่แบบนั้นมา”
เวลานี้ลูกชายคนสามของหัวหน้าตระกูลเริ่นมองซ่งฝูเซิงด้วยสีหน้าที่ว่า ‘หัวหน้า พ่อข้าแสบมาก ข้าถูกปรักปรำ ท่านต้องเป็นธุระให้ข้านะ’
ซ่งฝูเซิงพยักหน้าให้เขา เข้าใจแล้ว กักตัวต่อไปนะ
ลู่พั่นนั่งอยู่ในรถม้า ได้ยินทุกคำพูด เขายิ้ม
เหตุการณ์กลับตาลปัตร
เดิมทีก่อนอาซ่งลงจากรถ ดูกลุ้มใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นแบบนี้แล้ว
ทำให้คนออกหน้าพูดแทนได้แบบนี้เรียกว่า คนมนุษย์สัมพันธ์ดี
ทำให้คนจำนวนมากเป็นห่วงเป็นใยออกหน้าแทนได้แบบนี้เรียกว่า ครองใจผู้คน
อันที่จริงลู่พั่นก็อยากลงจากรถไปด้วย อยากยืนอยู่ในวงฟังชาวบ้านเหล่านี้พูด ไม่ใช่นั่งฟังอยู่ในรถม้า
แต่ถ้าเขาลงไป คนพวกนี้ก็จะทำความเคารพเขา
ตอนอยู่หน้าก้งย่วนก็เหมือนกัน ไม่มีคนจำเขาได้ เขารู้สึกอิสระ พอมีคนจำได้ แม้คนพวกนั้นจะมอบบทกลอนให้เขา ก็ยังต้องโค้งตัวอย่างนอบน้อม
จากที่เขาอารมณ์สบายๆ ก็กลายเป็นอีกความรู้สึก
ด้วยเหตุนี้ แต่ไหนแต่ไรมาเขาถึงชอบไปนั่งเล่นที่บ้านครอบครัวซ่ง
ครอบครัวใหญ่ครอบครัวนั้นพอเจอเขาก็ทำตัวสบายๆ แม้จะเกร็งบ้างเวลาอยู่ด้วยกัน แต่ก็ดีกว่าคนข้างนอก เขารู้สึกผ่อนคลายหน่อย
ส่วนคนที่ชอบที่สุดน่ะเหรอ ก็ต้องเป็นฝูหลิงอยู่แล้ว
เพราะ…ลู่พั่นยิ้ม
เพราะเวลาฝูหลิงอยู่ต่อหน้าเขาดูเป็นกันเองที่สุด สถานะของเขาไม่ได้สำคัญเลยในสายตานาง
ไม่ได้มีความเกร็งแม้แต่น้อย
“กลับมาแล้วเหรอ” ท่านลุงซ่งเอากระบอกยาสูบชี้
ซ่งฝูเซิงโบกมือให้ตั้งแต่อยู่ไกลๆ “กลับมาแล้ว”
เมื่อซ่งฝูหลิงได้ยินเสียงเอะอะผิดปกติที่ข้างนอกแล้ววิ่งออกไปที่ประตูรั้ว ซุ่นจื่อกำลังแหวกม่านพอดี
ลู่พั่นเงยหน้า ยิ้มมองนางพลางลงจากรถม้า