ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 675 ปักหลัก
ตอนที่ 675 ปักหลัก
ถ้วยโถโอชามละลานตา อยากได้สิ่งไหนมีครบครัน
ซ่งฝูหลิงงัดหีบที่สอง
หยิบถ้วยชาที่ลู่พั่นให้พ่อของนางขึ้นมาวางข้างหูแล้วเคาะๆ กำลังฟังเสียงของเครื่องลายคราม ท่านย่าหม่าเดินขึ้นบันไดมา
แอบอู้ช่วงยุ่งๆ
ท่านย่าหม่าอยากรู้มากว่าในหีบใหญ่หลายใบพวกนั้นใส่อะไรมา
ของที่ให้นางก็แพงมากแล้ว เช่นนั้นของบ้านเจ้าสามก็ทำมาจากเงินทองเหมือนกันเหรอ
“มันคืออะไร”
เฉียนเพ่ยอิงยืนอยู่หน้าหีบ ยิ้มพลางหันมาตอบ “พวกอุปกรณ์กินข้าว” ชี้ลูกสาว เพื่อบอกให้ท่านย่าหม่าดูถ้วยชาในมือฝูหลิง “ยังมีพวกกาน้ำชา ถ้วยชา แจกัน อะไรพวกนี้ อีกเดี๋ยวข้าจะเลือกเอาไปให้ท่านแม่ใช้ด้วย”
ท่านย่าหม่ารับถ้วยชามาจากมือหลานสาว ลูบอย่างทะนุถนอม ระหว่างนั้นก็พูดว่า “งานละเอียดจริงๆ ละเอียดยิ่งกว่าหนังหน้าของข้าเสียอีก ไม่เอา ข้าเคยไปจวนผู้สำเร็จราชการ รู้ว่าของพวกนี้เป็นชุดเดียวกัน เวลากินข้าวต้องวางทั้งหมดให้เข้าชุด เจ้าเอามาให้ข้าใช้มันก็ไม่เป็นชุดแล้วสิ บ้านเราเวลามีแขกมาก็มากินข้าวบ้านเจ้าเยอะสุด เจ้าต้องมีสักชุดเอาไว้รับแขก”
พูดจบก็คืนถ้วยชาให้ จากนั้นก็รีบร้อนเดินออกไป มีเรื่องต้องทำอีกเยอะ
ได้ยินว่าพวกบ่าวรับใช้ที่เอาของมาลงจะกลับจวนแล้ว รอแค่ซุ่นจื่อชมบ้านเสร็จออกมาสั่ง
พอลงมาชั้นล่าง ท่านย่าหม่าถึงนึกออก ตะโกนไปทางบันได
“สะใภ้สาม ห้ามพั่งยาล้างชามนะ เดี๋ยวนางทำแตก”
กำชับเสร็จ ท่านย่าหม่าก็ยังคงคิดอย่างไม่ค่อยวางใจ
ไว้วันหลังว่างๆ ต้องกำชับเฉียนซื่อเป็นการส่วนตัว ห้ามเอาถ้วยชามของแพงพวกนี้ใส่กับข้าวไปส่ง โดยเฉพาะ ห้ามหลานสาวของนางเอาไปส่ง ชอบทำของหายดีนัก
จะว่าไปวันนี้พั่งยาใส่ชุดไม่สวยเลยนะ
จึ๊ๆ ดูสมองข้าซิ ลืมนั่นลืมนี่ เมื่อครู่ลืมบอกให้หลานสาวอาศัยช่วงที่ทุกคนยังไม่มารีบไปเปลี่ยนชุดก่อน
แต่งตัวอะไรน่ะ ไม่สดสวยเลยสักนิด
เด็กคนนั้น ดูเหมือนท่อนบนจะใส่เสื้อสีขาวนวล ท่อนล่างใส่กระโปรงสีชมพู กระโปรงยังพอไหว แต่เสื้อน่ะไม่สวยแม้แต่นิดเดียว
ท่านย่าหม่าไม่ชอบสีขาวนวล เด็กผู้หญิงจะใส่สีเรียบแบบนั้นไปทำไม อย่างกับว่าในบ้านเกิดเรื่องอย่างว่า
ดูนะ ทุกครั้งที่ย่าจัดชุดให้ นั่นต่างหากที่เรียกว่าสวยเด็ด
“หาข้าเหรอ อื้อ มาแล้วๆ” ท่านย่าหม่าวิ่งเหยาะลงขั้นบันไดออกจากบ้านซ่งฝูเซิง ไม่มีเวลากลับไปจัดชุดให้หลานสาวแล้ว
วันนี้บังเอิญพอดี ตัวซ่งฝูหลิงเองคิดว่านางตั้งใจแต่งตัวจริงๆ
ก่อนอื่นว่าด้วยเรื่องเนื้อผ้า นางอยู่ในหมู่บ้านน้อยครั้งที่จะใส่ชุดผ้าต่วน วันนี้นึกครึ้ม ใส่ชุดผ้าต่วนทั้งตัว
แม่เย็บให้นางใหม่ ใช้ผ้าต่วนสีขาวนวลมีลายซ่อน เสื้อตัวในเย็บด้วยผ้าฝ้ายเนื้อบาง แบบนี้ก็จะดูไม่เทอะทะเกินไป แถมยังช่วยให้อบอุ่นในฤดูนี้
กระโปรงสีชมพูท่อนล่างนางเป็นคนเลือกเอง
เพราะแม่ใช้ผ้าต่วนสีชมพูที่เหลืออยู่เย็บรองเท้าให้นาง นางเลยทำก้อนกลมๆ มาติดด้านบนรองเท้าข้างละลูก ยัดด้วยฝ้ายหลิ่วซู่
ต่อมาเล็บของนาง นางทาเล็บสีชมพูอ่อนในพื้นที่พิเศษ วันนี้หมี่โซ่วยังดึงมือนางไปพูดว่า “พี่สาว ท่านถูกพิษเหรอ”
เพื่อแกล้งน้องชาย นางยังได้ทาลิปกลอสสีชมพูที่ปากด้วย ถามหมี่โซ่ว “ดูสิ ปากข้าก็เหมือนถูกพิษด้วยไหม”
ตอนนั้นกำลังสวยๆ อยู่ นั่งหวีผมอยู่หน้ากระจกรอพ่อกลับมา แต่ลู่พั่นกลับมาด้วย
“เข้ามาสิ มา” ซ่งฝูเซิงหลีกทางเพื่อบอกให้ลู่พั่นเข้าบ้านไปก่อน
พอลู่พั่นเข้าบ้านก็เห็นลูกกลมๆ ที่อยู่บนรองเท้าผ้าปักหน้าประตู
เขาตั้งใจสังเกต
ซ่งฝูเซิงมองตามสายตาของเขา พอเห็นก็รีบก้มเก็บรองเท้าของลูกสาวเข้าตู้รองเท้า
เด็กคนนี้นี่ ไม่เรียบร้อยเลย
อันที่จริงจะโทษลูกก็ไม่ได้
คนยุคปัจจุบันอย่างเราพอเข้าบ้านก็ถอดรองเท้าไว้ตรงประตู โดยเฉพาะรองเท้าที่ใส่ไปข้างนอกบ่อย ไม่อยากยุ่งยากก็มักจะขี้เกียจเก็บเข้าตู้รองเท้า พอมายุคโบราณกลับไม่ได้ ข้าวของของผู้หญิงต้องซ่อนให้ดี
ระหว่างนี้หมี่โซ่วถอดรองเท้าก่อน เปลี่ยนไปใส่รองเท้าแตะของตัวเองแล้วพูดอย่างสุภาพ “พี่ชาย ไม่ต้องเปลี่ยนรองเท้าแตะหรอก ใส่เข้าไปได้เลย”
ลู่พั่น “…”
คิดว่าข้าโง่รึ เจ้าพูดแบบนี้ข้าไม่เปลี่ยนได้เหรอ
“รองเท้าแตะอยู่ตรงนั้น”
ซ่งฝูเซิงดันตัวลู่พั่นบอกไม่ต้องๆ แต่ลู่พั่นก็ยืนยันจะเปลี่ยน
เขานั่งบนเก้าอี้ตัวเล็ก ซุ่นจื่อรีบเบียดเข้ามา กำลังจะคุกเข่าช่วยลู่พั่นเปลี่ยน
ลู่พั่นใช้หางตามองไป ความหมายคือ เจ้าเปลี่ยนของเจ้า ไม่ต้องสนข้า
มาถึงบ้านครอบครัวซ่งแล้ว ถ้ายังต้องให้คนปรนนิบัติทุกเรื่อง คนครอบครัวซ่งเห็นแล้วจะไม่ชิน เขาเองก็จะอึดอัด
เปลี่ยนรองเท้าเสร็จ ภายในห้องรับแขก ชั่วขณะที่ลู่พั่นเงยหน้ามองก็ “…”
ซุ่นจื่ออดร้องไม่ได้ “ไอ๊หยา!”
ไอ๊หยา สุดยอดไปเลย เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นแบบนี้
มิน่า ผู้เฒ่าซ่งถึงไม่ให้มาที่นี่ก่อน บอกว่าถ้ามาที่นี่ก่อนก็ไม่อยากดูบ้านอื่นแล้ว
ซุ่นจื่อคิดในใจ อย่าว่าแต่พวกท่านเลย เอาแค่ข้าที่มีทรัพย์สมบัติอยู่น้อยนิด พอดูเสร็จกลับบ้านตัวเองก็ยังรู้สึกว่าไม่ดีเท่าบ้านของท่านซ่ง
“โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวนี้เป็นโต๊ะหนังสือหรือ”
“ไม่ใช่” ซ่งฝูกุ้ยรีบเข้าไปอธิบายให้ซุ่นจื่อฟัง
“นี่เป็นโต๊ะกินข้าว เปิดด้านล่างดึงออกมาก็จะกลายเป็นโต๊ะกลมขนาดใหญ่ เดี๋ยวข้าทำให้ดู
ข้าจะบอกให้นะ ทำโต๊ะแบบนี้ไม่ควรให้เงินหรอก ตอนนั้นถ้าข้าอยู่ด้วยไม่มีทางให้เงินเขาแน่
ช่างทำโต๊ะพอจับความคิดนี้ได้ ดีไม่ดีเอาไปทำขายแล้ว”
พวกผู้ชายของเก้าสกุลกางโต๊ะให้ซุ่นจื่อดู มีคนหนึ่งพูดขึ้น “โต๊ะหนังสือไม่ได้อยู่ที่นี่ เดินเข้าไปอีก ตรงทาทามิต่างหากที่เอาไว้อ่านหนังสือ”
“ทาทามิเหรอ”
“ใช่ คล้ายๆ เตียงอุ่นที่เหยียบด้านบนได้ ด้านล่างเป็นช่องว่างเอาไว้เก็บข้าวสาร มันก็คือทาทามิไงล่ะ”
ฝูกุ้ยเห็นซุ่นจื่อยิ้ม ชื่อนี้ดีใช่ไหมล่ะ หลานพั่งยาตั้งเอง ดูเอาแล้วกันว่านางเก่งขนาดไหน ได้พ่อมา เก่งเหมือนพ่อ
ซุ่นจื่อมองด้านหลังคุณชาย คนที่อยู่ในห้องรับแขกมีมากเกินไป “เช่นนั้นพวกเราไปดูทาทามิแล้วกัน”
ในเวลาเดียวกัน ท่านลุงซ่งกำลังพูดเรื่องภาพอักษรให้ลู่พั่นฟัง บอกว่าอาของท่านแม่ทัพเป็นคนเขียนเอง ส่วนภาพวาดที่อยู่บนเตาผิงก็ฝีมือลูกสาวบ้านท่านอาของท่าน
ลู่พั่นเดินไปที่ด้านหลังโซฟา กำลังตั้งใจดูภาพอักษร พอได้ยินเรื่องภาพวาดก็เลี้ยวกลับมาอย่างเนียนๆ ไปที่เตาผิง
เขายืนตรงหน้าภาพวาดพวกนั้น ไล่เรียงไปทีละภาพ เอามือไพล่หลัง หมุนแหวนหยกที่นิ้วโป้งอย่างไม่รู้ตัว
พอเขาดูเสร็จ ฝูหลิงกับหมี่โซ่วก็ยกกาย้ำชากับถ้วยชาเข้ามาพอดี
ใช้ชุดน้ำชาที่ลู่พั่นให้ เฉียนเพ่ยอิงรีบรื้อมาล้าง ตอนนี้กำลังล้างพวกชามใหม่อยู่ในห้องครัว เตรียมไว้อีกประเดี๋ยวให้ลู่พั่นใช้ตอนกินข้าว
“นั่งสิ มา หมินหรุ่ย นั่งลงดื่มชาหน่อย” ซ่งฝูเซิงก็บอกท่านลุงซ่งกับพวกเกาถูฮูนั่งลง พักหน่อย
ของในห้องนี้มันไม่วิ่งหนีไปไหน ค่อยๆ ดูไป
อีกอย่าง ในสายตาของซ่งฝูเซิง การตกแต่งภายในบ้านก็แค่เพื่อให้อยู่สบาย ไม่ได้จงใจโอ้อวดอะไร
ซ่งฝูหลิงก้มตัววางกาน้ำชาบนโต๊ะรับแขก จากนั้นก็เริ่มวางถ้วยชา ให้ปู่ทวด ปู่เกา ปู่ใหญ่ พ่อ รวมถึงลู่พั่น วางให้คนละถ้วย
ขณะที่วางตรงลู่พั่น ทันใดนั้นลู่พั่นก็พูดกับซุ่นจื่อที่เข้ามาในห้องรับแขกอีกครั้ง “ให้พวกเขากลับจวนไปก่อน ข้าจะค้างที่นี่สองวัน”
ไล่พวกบ่าวรับใช้ที่อยู่หน้าบ้านกลับ
พูดจบก็ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ ลู่พั่นเหลือบมองเล็บสีชมพูของซ่งฝูหลิง
เจ้าย้อมด้วยอะไร
มันจะหลุดไหม
เวลาหยิบของกินระวังหลุดเข้าปากไปด้วย
ซ่งฝูหลิงก็แอบมองลู่พั่น
พอได้ยินลู่พั่นพูดแบบนั้น นางก็กลอกตา ดวงตาสุกใสดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิเบิกโพลง แอบหันไปสบตาแม่ ว่าอย่างไรนะ คนผู้นี้จะค้างที่บ้านเรา แถมยังค้างสองวันด้วย