ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 680 พวกเจ้าสองคนเป็นผีเหรอ
ตอนที่ 680 พวกเจ้าสองคนเป็นผีเหรอ
“พี่สาวเจ้าเคยใช้หวีอันนี้ไหม”
“เคยใช้สิ”
ในดวงตาของลู่พั่นมีรอยยิ้ม “แล้วนางพูดอะไรบ้างไหม”
หืม แค่หวีผมยังต้องพูดอะไรด้วยเหรอ
พี่สาวไม่มีทางพูดขอบคุณน้องชายอย่างเขาที่ให้ยืมของ ไม่มีทาง
หมี่โซ่วนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ วางหวีไม้ลง ทาหอมๆ ทาเสร็จก็เอาตลับเก็บเข้าลิ้นชัก จากนั้นถึงหันไปตอบลู่พั่นที่อยู่บนเตียง
“ข้าลองคิดดูดีๆ นางเคยพูด นางพูดว่า ถ้ามีหวีไม้ที่ให้ความร้อนแล้วหวีตรงได้ก็คงดี พี่ชาย ข้าว่าแบบนั้นมันเพ้อเจ้อ”
ในความเป็นจริง ตอนนั้นที่ซ่งฝูหลิงพูดแบบนี้กับน้องชายเป็นเพราะนางคิดถึงหวีไฟฟ้าของตัวเอง
ที่นี่เสียบไฟไม่ได้ ใช้หวีแบบนั้นไม่ได้ อีกทั้งผมนางก็มักจะถูกม้วนไว้ จึงเป็นลอนตามธรรมชาติ ถ้าอยากปล่อยผมก็จะไม่ค่อยตรง นางถึงได้คิดถึงมาก
ลู่พั่นหรี่ตา แค่ให้ความร้อนก็ตรง หมายความว่าอะไร
นั่นไม่ใช่เตารีดสำริดรึ สามารถทำให้เรียบได้
พวกสาวใช้เอามารีดเสื้อผ้า
แต่ของสิ่งนั้นเอามาใช้กับผมได้ด้วยรึ
สมองของลู่พั่นปรากฏภาพผมสีดำขลับของซ่งฝูหลิง เขาคิด ก็อาจจะได้หรือเปล่า ไว้เดี๋ยวเขากลับไปศึกษา
“บ้านเจ้าเหมือนกันทุกห้องไหม”
หมี่โซ่วเหยียบพื้นด้วยเท้าเปล่า ใบหน้าหอมฉุยปีนขึ้นเตียง ถามลู่พั่น “ท่านลุงไม่ได้พาพี่ชายไปไล่ดูแต่ละห้องเหรอ”
พาไปดูแล้ว มีแค่ห้องพี่สาวของเจ้าที่ไม่ได้เข้าไป
ท่านลุงเจ้าไม่อนุญาต
ทำไมเจ้าพูดมากกว่าเมื่อสองปีก่อนอีก
ความจริงเป็นที่ประจักษ์ว่า เมื่ออยู่ต่อหน้าคนสนิทสนมคุ้นเคย หมี่โซ่วก็ยังคงเป็นหมี่โซ่ว ขอแค่เป็นคนที่มีบทบาทในใจเขา เขาก็จะบอกทุกอย่าง
“เอาแค่ตู้นี้ ของห้องท่านลุงเหมือนกับของข้า ทำจากแผ่นไม้ขนาดใหญ่สองแผ่น…
…ตู้ในห้องพี่สาวข้า แผ่นไม้จะวางแนวนอนซ้อนกันขึ้นไป เช็ดยาก ค่าทำก็แพง…
…เตียงในห้องข้าชิดกำแพง เตียงห้องพี่สาวข้าชิดหน้าต่าง ท่านลุงท่านป้าของข้ามีสองห้องอยู่ชั้นบน ห้องหนึ่งวางเตียงธรรมดา อีกห้องวางเตียงอุ่น เตียงทั้งสองห้องชิดกำแพงหมด…
…โต๊ะเขียนหนังสือของข้าเล็กกว่าของพี่สาว โต๊ะเขียนหนังสือของนางใหญ่กว่าหน่อย…
…พี่ชาย ตรงนี้พี่สาวข้าวางแต่ของทาหน้า พี่สาวข้ามีเยอะมาก แม้แต่กระบอกใส่พู่กันก็มีหลายอัน ห้องของท่านลุงท่านป้าไม่มีโต๊ะหนังสือ…
…พี่ชาย ตรงนี้ข้าแขวนรูปครอบครัว เมื่อครู่ท่านยังชมว่าสวยใช่ไหมล่ะ…
…ไม่สิๆ ถ้าเทียบกับรูปขนาดใหญ่ในห้องพี่สาวข้ามันต่างกันลิบลับ ภาพนั้นสูงกว่าข้าอีก ของข้าเรียกว่ามีความหมาย อย่างของนางต่างหากที่เรียกว่าสวย”
ลู่พั่นนั่งขัดสมาธิบนเตียง เกาตุ่มยุงกัดที่ฝ่าเท้าพลางยิ้มพูดกับหมี่โซ่ว “เป็นภาพแบบไหนรึ”
เขาไม่เคยเห็นฝูหลิงวาดภาพมาก่อน
หมี่โซ่วเชิดหน้าเล็กน้อยครุ่นคิด
ควรจะอธิบายยังไงดีล่ะ
“พื้นหลังดูเหมือนจะเป็นป่า ยังมีแม่น้ำด้วย แต่ภาพมันดูคลุมเครือ ไม่เหมือนเท่าไหร่ สีสันก็เยอะแยะ แม้แต่แม่น้ำยังมีสี มีแค่ผู้หญิงที่ชัดเจน
ผู้หญิงคนนั้นใส่กระโปรงหลายชั้น แต่ก็วาดแค่ด้านหลัง มองไม่เห็นหน้า หันหน้าด้านข้างเล็กน้อย
เพราะแบบนี้อย่างไรล่ะพี่ชาย มันเลยอธิบายยาก เดี๋ยวข้าแสดงให้ดู ลองจินตนาการเอานะ”
หมี่โซ่วลงจากเตียง เหยียบบนเก้าอี้ สะบัดผ้าม่านมาคลุมตัวไว้นิดหน่อย “พี่ชาย อันนี้แทนกระโปรงนั่น แต่นั่นสวยกว่าอันนี้เยอะ ซ้อนเป็นชั้นๆ ยาวมาก ยาวไปถึงท่าน จากนั้นดูข้านะ ข้าจะหันไปแล้ว”
“…”
“ไอ๊หยา พี่ชาย หยิกแก้มข้าทำไม”
ดึกมากแล้ว กลางดึกแล้ว
ลู่พั่นกลับไม่ง่วงเลยสักนิด
เขานอนอยู่บนเตียง สองมือรองศีรษะ เอาเท้าเขี่ยหมี่โซ่วที่นอนอยู่ข้างๆ “ห้องของเจ้า ดีกว่าห้องพี่สาวเจ้า”
เตียงอยู่ชิดกำแพงอุ่น ฤดูหนาวไม่หนาว ทั้งยังไม่ต้องก่อฟืนใต้เตียงต่างหาก กำแพงก็อยู่ติดกับด้านที่วางเตาในห้องครัว
ตอนที่อาซ่งพาเขาเดินดูรอบบ้าน เขาก็สังเกตเห็นจุดนี้
อีกทั้งห่างจากหน้าต่างเยอะพอสมควร ไม่มีทางป่วยได้ง่ายๆ
เดิมทีคิดว่าห้องฝูหลิงก็เป็นแบบนี้ แต่พอได้ฟังหมี่โซ่วเล่าก็เดาได้ว่าห้องนั้นน่าจะต้องก่อฟืนต่างหาก ก็ไม่รู้ว่าในฤดูหนาวจะหนาวมากหรือเปล่า
“เป็นลูกผู้ชาย ตอนแรกที่เลือกห้องทำไมถึงไม่รู้จักหลีกทางให้”
หมี่โซ่วจากที่นอนตะแคงข้าง โดนลู่พั่นเขี่ยจนพลิกตัว หลับไปนานแล้ว นอนแผ่เต็มที่อยู่บนเตียง แถมยังเอาขาทับผ้าห่ม
ลู่พั่นเหลือบมองเขา
เดิมทีไม่อยากห่มผ้าให้ แต่ก็กลัวเด็กคนนี้ปวดหัวตัวร้อน ถูกเอาไปขังในคอกวัว
ลู่พั่นที่ไม่เคยห่มผ้าให้ใคร จับหมี่โซ่วอุ้มขึ้นมาเบาๆ จัดท่านอนให้ดี จากนั้นก็ห่มผ้าให้แล้วถือตะเกียงลงจากเตียง
กระหายน้ำ อยากไปหาน้ำดื่มหน่อย
เขาถือตะเกียง อยู่ในชุดนอนสีฟ้า สวมรองเท้าแตะ พอเดินไปถึงห้องครัวก็อึ้ง
ซ่งฝูหลิงที่ผมสยายยาวก็อึ้ง ทำตัวเหมือนผีสาวลับๆ ล่อๆ มือยังถือถ้วยน้ำอยู่ เมื่อเย็นกินน้ำจิ้มงาเยอะเกินไป คอแห้ง
ลู่พั่นควบคุมสายตาไม่ได้ มองสาวน้อยตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า
ชุดผ้าฝ้ายสีชมพูทั้งชุด เสื้อตัวยาวกางเกงขายาว ผมยาวถึงเอว
เขาเดินตรงเข้าไปหาซ่งฝูหลิงด้วยฝีเท้าที่หนักแน่น
ลู่พั่นกับซ่งฝูหลิงยืนประจันหน้ากัน
“ข้า…”
“ทำไมท่าน…”
ทั้งสองคนยังไม่ทันพูดจบก็ได้ยินเสียงเดินมาจากชั้นบน
ซ่งฝูหลิงได้ยินเสียงลากรองเท้าแตะก็รู้ว่าเป็นพ่อของนาง มีแค่พ่อของนางที่เวลาเดินเหมือนคนยกเท้าไม่ขึ้น
นางรีบวางถ้วยน้ำบนเคาน์เตอร์ ก้มตัวมุดเข้าอีกด้านหนึ่งของเคาน์เตอร์ แทบอยากจะสิงเข้าไปในนั้น ก็แค่มันไม่มีรู
อย่าถามว่าทำไมนางต้องซ่อน นางก็ไม่รู้เหมือนกัน
มันมาจากสัญชาตญาณ
ลู่พั่นมองซ่งฝูหลิงที่ซ่อนตัวอยู่ข้างเคาน์เตอร์ เขาขยับไปยืนด้านหน้า วางตะเกียงบนเคาน์เตอร์ หยิบถ้วยน้ำขึ้นมาดื่ม
“อ้าว หมินหรุ่ย ข้าก็คิดอยู่ว่าใคร เจ้าก็คอแห้งใช่ไหม”
“ท่านอาก็คอแห้งหรือ”
ซ่งฝูเซิงลงบันไดพลางพูดต่อ “ข้าพอไหว ข้างบนมีน้ำ ก็แค่ตื่นมาเข้าส้วม อาหญิงของเจ้าบอกว่ากลัวเจ้าคอแห้ง เลยให้ข้าลงมาเทน้ำไปให้ที่ห้อง”
ลู่พั่นตื่นเต้นนิดหน่อยอย่างบอกไม่ถูก เพราะซ่งฝูหลิงสร้างบรรยากาศ โดยเฉพาะพอเห็นซ่งฝูเซิงจะเข้ามาด้านใน เขายืนอยู่ด้านฝูหลิง
ลู่พั่นจึงขยับขึ้นหน้าอีกหน่อย อยากใช้ร่างสูงใหญ่ของตัวเองกับเคาน์เตอร์ช่วยบังฝูหลิงที่นั่งอยู่ “ไม่เป็นไร ข้าดื่มเสร็จก็จะกลับห้อง ท่านอารีบกลับไปนอนดีกว่า”
“เจ้าดื่มน้ำเปล่าไม่ชินไหม ข้าจะหาบ๊วยให้ แช่น้ำดื่ม” ขณะพูดซ่งฝูเซิงก็จะเดินเข้ามา
ซ่งฝูหลิงที่นั่งยองอยู่หลังขาลู่พั่นรีบดึงกางเกงนอนของเขาเพื่อบอกว่า ‘เจ้ารีบหาข้ออ้างสิ อย่าให้พ่อเข้ามา’
เวลานี้ฝูหลิงถึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทำไมนางต้องหลบด้วย
ถ้าไม่นั่งลง บอกว่าตื่นมาหาน้ำกินกลางดึกเลยบังเอิญเจอ แค่นี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว
แต่ตอนนี้ซ่อนตัว ถ้าถูกพ่อจับได้ นางก็อธิบายไม่ถูกแล้ว
ลู่พั่นเอามือสะกิดมือของซ่งฝูหลิงที่จับกางเกงเขาอยู่ ข้อแรกเพราะอยากเตือนว่า อย่าดึงกางเกงข้า มันไม่ได้แน่นขนาดนั้น เดี๋ยวหลุด อีกข้อคือ อยากบอกฝูหลิงว่า ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ทั้งคน
“ท่านอา อยู่ตู้ไหน เดี๋ยวข้าหาเอง”
ซ่งฝูเซิงที่สวมเสื้อคลุมชี้ “เจ้าหันกลับไป ในตู้ที่อยู่ด้านขวามือ”
“เช่นนั้นข้ากลับขึ้นไปแล้วนะ เจ้าก็รีบนอนด้วย”
“ได้”
ห้านาทีต่อมา ชั้นบนและชั้นล่างก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก ซ่งฝูหลิงนั่งลงบนพื้น เกร็งจนขาปวดไปหมดแล้ว
ลู่พั่นกลับย่อตัวลงในเวลานี้ มองฝูหลิงด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เขายื่นมือออกไปลูบหัวฝูหลิงอย่างอดใจไม่ได้