ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 690 ปีนี้ไม่มีแชมป์ทุกสนามแล้ว / ตอนที่ 691 ขอข้าลูบหน่อย
- Home
- ทะลุมิติทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 690 ปีนี้ไม่มีแชมป์ทุกสนามแล้ว / ตอนที่ 691 ขอข้าลูบหน่อย
ตอนที่ 690 ปีนี้ไม่มีแชมป์ทุกสนามแล้ว / ตอนที่ 691 ขอข้าลูบหน่อย
ตอนที่ 690 ปีนี้ไม่มีแชมป์ทุกสนามแล้ว
การกลับไปของลู่พั่นเล่นเอาท่านย่าหม่าตกใจมาก
มีกับข้าวหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ
เดิมทีคิดว่าพรุ่งนี้ค่อยทำ ยังไม่ทันได้กินก็ไปเสียแล้ว
ท่านย่าหม่านั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ลูบใบทองที่อยู่บนต้นใบเงินใบทองด้วยความระมัดระวังรอบแล้วรอบเล่าพลางพูดพึมพำ “เป็นเด็กดีอะไรอย่างนี้ ดีเหลือเกิน จะไปหาเด็กดีๆ แบบนี้ได้จากที่ไหนได้อีก”
ฟังจากที่เจ้าสามพูด ดูเหมือนจดหมายฉบับนั้นจะบอกว่าใกล้เข้าสู่ช่วงสงครามอีกแล้ว เดาว่าลู่พั่นอาจต้องพาทหารไปประจำการ อาจรบได้ตลอดเวลา นางยิ่งรู้สึกเสียดายเข้าไปใหญ่
พอนึกถึงว่าลู่พั่นอยู่ข้างนอกกินไม่ดี หลับก็ไม่สบาย เป็นถึงคุณชายตระกูลใหญ่แต่กลับต้องไปใช้ชีวิตลำบาก นางก็รู้สึกอึดอัดใจ
ท่านย่าหม่าคิดว่า ราษฎรทุกคนควรขอบคุณลู่พั่น แม้แต่นางก็ต้องสำนึกบุญคุณ
ไม่ว่าจะกินดีหรือไม่ดี สามารถนอนหลับเป็นสุขอยู่บนเตียงได้ มีเรื่องใหญ่อะไรก็ไปหาหมินหรุ่ย เขาก็จะออกหน้าให้ ทุกคนพึ่งใบบุญของเขาทั้งนั้น
หมี่โซ่วก็กำลังบ่นคิดถึงพี่แม่ทัพเล็ก
นึกเสียใจเหมือนพี่สาวของเขา
รู้แบบนี้ เมื่อคืนเขาไม่ขี้เซาก็ดีหรอก
ทั้งๆ ที่เมื่อคืนพี่ชายเอาแต่ถามว่าทำไมๆ ไม่หยุด แต่เขากลับทนง่วงไม่ไหวหลับไปก่อน
หมี่โซ่วนั่งอยู่บนเตียงในห้องตัวเอง พับผ้าห่มที่พี่แม่ทัพเล็กเคยห่ม
นั่งบนพื้นเก็บว่าวเหยี่ยวกับว่าวนกกางเขนที่พี่ชายทิ้งไว้
“พี่ ของพวกนี้เอาวางไหน”
“ท่านป้า พี่สาวข้าล่ะ”
ซ่งฝูหลิงกำลังป้อนแอปเปิ้ลให้เสี่ยวหงอยู่ในคอกม้า “คนคนนั้นสอนข้าทำใบขับขี่ม้าเสร็จก็ไป”
การขี่ไปเร็วๆ การควบคุมม้า ในสายตาของซ่งฝูหลิงก็เหมือนการทำใบขับขี่
“วันหน้าเขาไม่คอยดูอยู่ข้างๆ แล้ว ก็ไม่รู้ว่าข้ายังจะกล้าพาเจ้าเหาะอีกหรือเปล่า” ขี่ม้าวันนี้ ชั่วขณะที่เสี่ยวหงพานางกระโดดข้ามลำธาร ฝูหลิงรู้สึกจริงๆ ว่าเหมือนตัวเองกำลังเหาะ
สามวันต่อมา หลังจากซ่งฝูเซิงมอบรางวัลให้บ้านดีเด่นในหมู่บ้านเสร็จก็เข้าเมือง
ข้อแรก เพราะอยากเชิญหมอเก่งๆ ไปให้หัวหน้าตระกูลเริ่น ทำไมหัวหน้าตระกูลเริ่นอาการไม่ดีขึ้นสักที บอกว่าหายใจหอบ เชิญหมอในเมืองถงเหยามาตรวจก็ยังระบุสาเหตุชัดๆ ไม่ได้
อีกข้อหนึ่ง เพราะอยากเข้าไปดูกิจการของบ้าน จากนั้นก็จะไปที่พระคลังหลวงด้วยตัวเอง คุยกับใต้เท้าเว่ยสักหน่อย สืบดูสถานการณ์ว่าจะมีสงครามแล้วหรือเปล่า
ปรากฏว่าซ่งฝูเซิงกลับทำไม่สำเร็จทั้งสองเรื่อง
ได้ยินว่าหมอในเมืองเฟิ่งเทียนไปดูแลกระโจมโรคติดต่อกันหมด อยู่ที่นั่นมาได้สองเดือนกว่าแล้ว
มีทั้งหมอที่มีศีลธรรม ไม่ต้องรอให้ราชสำนักสั่งก็ไปช่วยรักษาคนไข้ก่อน
และก็มีกลุ่มหมอที่ถูกทางราชสำนักเรียกตัวไป
ร้านยาที่อยู่ในเมืองส่วนใหญ่ก็ไม่มีของ
เมื่อไปถึงพระคลังหลวง ซ่งฝูเซิงก็พบว่าต้าหลังงานยุ่งจนหน้ามีแต่ดินโคลนในฤดูนี้ “ใต้เท้าเว่ยของพวกเจ้าล่ะ”
ต้าหลังบอกว่า “วันนี้พวกใต้เท้าเว่ย ใต้เท้าผาง ไปร่วมงานศพกันหมด
ได้ยินว่ามีขุนนางคนหนึ่งที่ตำแหน่งสูงพอสมควร โชคร้ายติดโรคมาจากชาวบ้านระหว่างที่รับผิดชอบเคลื่อนย้ายชาวบ้านครั้งนี้ ก็เลยไปส่งกันเป็นครั้งสุดท้าย”
หูจือพูดเสริมอยู่ข้างๆ “น้าสาม นี่ไม่ใช่ขุนนางคนแรกที่ตาย ตายไปเยอะแล้ว ได้ยินว่าเอาแค่คนในพระคลังหลวงที่รับหน้าที่ดูแลล่อกับวัวน้ำตาลก็ตายไปแล้วสามคน ตอนนั้นล่อป่วยโรคติดต่อหนักมาก เพื่อไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้ ขุนนางสามคนนั้นรวมถึงลูกน้องได้เข้าไปควบคุม ก็แค่บางคนมีตำแหน่งเล็กๆ ตายไปเลยไม่มีใครพูดถึงนัก”
ซ่งฝูเซิงพยักหน้า ที่ไหนก็มีขุนนางไม่ได้เรื่องทั้งนั้น เฉกเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะยุคปัจจุบันหรือยุคโบราณก็ล้วนมีขุนนางน้ำดีเหมือนกัน
เขาซักถามอย่างละเอียดต่อว่าช่วงนี้พระคลังหลวงงานยุ่งหรือเปล่า เริ่มขนส่งเสบียงอีกแล้วไหม มีพูดถึงอิฐนมกับขนมปังดำหรือเปล่า
เกาเถี่ยโถวตอบ “มี”
อันที่จริงตอนที่ฝนเริ่มตกหนักตอนนั้นใต้เท้าเว่ยก็กำลังจะให้ขนวัตถุดิบไปที่หมู่บ้านเหรินจยาเพื่อทำขนมปังดำ
แต่ตอนนั้นคลังเก็บของใต้ดินมีน้ำท่วมเข้าไปหลายแห่ง จึงวุ่นอยู่กับการขนเสบียงหนีน้ำก่อน
กอปรกับภัยพิบัติครั้งนี้ทำให้เก็บเกี่ยวได้แย่ ปีนี้พระคลังหลวงก็ไม่ได้รับเสบียงอะไรมากนัก ชาวสวนต่างติดค้างส่วย ส่งส่วยเสบียงไม่ได้ จะฆ่าราษฎรก็ไม่ใช่เรื่อง วัตถุดิบที่ได้มาจะขนส่งไปก็ไม่สะดวก เพราะต่อให้ที่นี่ฝนไม่ตก แต่ข้างนอกอาจตก ส่งไปไม่ได้ก็เลยเสียเวลาอยู่แบบนี้
“เข้าใจแล้ว วันไหนเขาเรียกหาข้าพวกเจ้าก็ไปส่งข่าวด้วย พวกเราพร้อมทำต่อเสมอ ก็แค่วัตถุดิบไม่พอ”
วันนั้นซ่งฝูเซิงยังได้ไปดูสถานการณ์ที่เมืองถงเหยาด้วย แย่กว่าเมืองเฟิ่งเทียนมาก
มิน่า วันนั้นนายอำเภอหูถึงพูดด้วยน้ำเสียงเจื่อนๆ ว่าในอำเภอยังสู้หมู่บ้านเล็กๆ อย่างหมู่บ้านเหรินจยาไม่ได้เลยจริงๆ
อุทกภัยครั้งนี้ ไม่ต้องพูดถึงความเสียหายในภาคการเกษตร พื้นที่ทางเหนือที่เกิดน้ำท่วม เอาแค่คนเจ็บและล้มตายก็มีมากถึงหลายหมื่นคน
นับตั้งแต่ลู่พั่นไปจนกระทั่งหนึ่งเดือนกว่าให้หลัง หมู่บ้านเหรินจยาถึงยกเลิกกักตัว อนุญาตให้คนนอกเข้ามาในหมู่บ้านได้ตามสบาย
อากาศเย็นลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว ร้านรับขนของม้าพันลี้กลับมาดำเนินกิจการได้สักพัก ร้านขนมของย่าหม่าก็กลับมาเปิดอีกครั้ง เพียงแต่ค้าขายไม่ได้ดีนัก
ก็แค่พออยู่ได้ สภาพแวดล้อมโดยรวมเป็นแบบนี้ ต่อให้เก้าสกุลของพวกเขาเก่งแค่ไหนก็ไม่มีทางช่วยเปลี่ยนสภาพแวดล้อมได้
ตามสถานการณ์ไปเรื่อยๆ
แต่ยังดีที่เดือนนี้มีข่าวดีเรื่องใหญ่ นั่นก็คือผลสอบออกมาแล้ว
อันดับหนึ่งของจวี่เหริน เจี่ยหยวน[1] : ลู่พั่น
ตอนที่ 691 ขอข้าลูบหน่อย
ช่วงไม่กี่วันมานี้หนิวจั่งกุ้ยเอามือซุกแขนเสื้อไปเดินเตร่แถวบริเวณที่ประกาศผลสอบทุกวัน
ตอนเช้าหนึ่งรอบ ตอนบ่ายหนึ่งรอบ กลัวจะพลาดช่วงเวลาประกาศผล
ในที่สุดวันนี้ที่รอคอยก็มาถึง
หิมะโปรยปรายจากฟากฟ้า
หนิวจั่งกุ้ยวิ่งหน้าตั้งกลับร้าน ขณะวิ่งก็เอาแขนเสื้อเช็ดตา ตื่นเต้นจนร้องไห้
เวลานี้ภายในร้านม้าพันลี้ ซ่งฝูกุ้ยกำลังโมโหดุคน
เขาดุหลิวเอ้อร์เหมิ่งจื่อที่เป็นสมาชิกในกลุ่ม “เจ้าบอกว่าเสื้อกันหนาวเจ้าไม่มีปัญหาใช่ไหม”
ขณะพูดฝูกุ้ยก็เริ่มถอดเสื้อต่อหน้าทุกคน ถอดเสื้อตัวเองจนเหลือแต่เสื้อตัวในต่อหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ “สองคนเข้าไปถอดเสื้อกันหนาวเขาออกมา แล้วไปเอาตาชั่งมาด้วย”
เอาเสื้อกันหนาวของตัวเองวางบนตาชั่ง จากนั้นก็เอาเสื้อกันหนาวของหลิวเอ้อร์เหมิ่งจื่อขึ้นชั่ง
ซ่งฝูกุ้ยชี้ตาชั่ง “ดอกฝ้ายที่อยู่ในเสื้อเจ้าล่ะ หา? อย่ามาบอกข้าว่าใส่นานแล้วมันเลยบางลง เสื้อกันหนาวของข้าก็ใส่นานแล้วยังหนักกว่าของเจ้า”
อย่ามาเล่นลูกไม้กับเขา
เก้าสกุลของพวกข้า เมื่อก่อนเขียมยิ่งกว่าพวกเจ้าเสียอีก
ตอนที่เก้าสกุลของพวกข้าประหยัดมัธยัสถ์ พวกเจ้ายังเล่นปั้นดินอยู่เลยมั้ง
หลิวเอ้อร์เหมิ่งจื่อหน้าแดง “หัวหน้า ขอโอกาสให้ข้าอีกครั้งเถอะนะ ปีนี้เก็บเกี่ยวไม่ดี เสบียงอาหารราคาแพง แถมพวกเราก็หยุดขนของมานานไม่มีรายได้ คนในครอบครัวลำบากมาก เสื้อกันหนาวของลูกๆ ข้าบางมาก ไม่กล้าออกไปเล่นข้างนอก ข้าเห็นแล้วสงสารก็เลยให้เมียข้ารื้อดอกฝ้ายเอาไปใส่เสื้อกันหนาวของลูกๆ”
ทุกคนต่างก็เป็นพ่อกันทั้งนั้น หลายคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ต่างจากหลิวเอ้อร์เหมิ่งจื่อ ฟังจบก็พากันก้มหน้า
ปีนี้ฝนตกหนัก ทำให้ต้องควักเงินเก็บที่มีอยู่น้อยนิดในครอบครัวไปใช้จนหมด
ยังไม่พูดเรื่องข้าวของที่ถูกน้ำท่วมพัดพาเสียหายต้องซื้อใหม่ เอาแค่แปลงเกษตรจมน้ำขนาดยามปกติอยากกินอิ่มท้องยังต้องเหนื่อยแทบแย่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนที่ดินเพาะปลูกจมน้ำเหมือนเป็นการซ้ำเติม อย่างไรก็กินไม่อิ่มท้อง
ต้องเอาเงินไปซื้ออาหาร ไหนจะจ่ายส่วย ติดค้างส่วยเสบียงให้ทางการ
เอาแค่ที่กล่าวมา ยังต้องเป็นครอบครัวที่พอมีเงินมีกำลังคน ครอบครัวใหญ่ช่วยกันคิดหาหนทาง ส่วนครอบครัวของหลิวเอ้อร์เหมิ่งจื่อจัดอยู่ในประเภทลำบากเป็นพิเศษ
ซ่งฝูกุ้ยพอเข้าใจความรู้สึก เพราะเขาก็เคยผ่านความยากแค้นแบบนั้นมาก่อน แต่ว่า
“เจ้านายหวังดีทำเสื้อกันหนาวให้พวกเจ้า เพื่อไม่ให้พวกเจ้าหนาวตายระหว่างทาง พวกเจ้าจะได้ขนของเร็วขึ้น มือจะได้ไม่แข็งจนขนของไม่ไหว ทำข้าวของเสียหาย”
แต่ตอนนี้พวกเจ้ากลับเอาปัญหามาให้พวกเรา
ทำไมพวกเจ้าไม่นึกถึงร้านรับขนของกับเจ้านายบ้างล่ะว่าต้องเผชิญกับปัญหาอะไร
ซ่งฝูกุ้ยยืนขมวดคิ้วพูดด้วยความโมโหอยู่ตรงหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์
“พวกข้าหวังดีอยากดูแลพวกเจ้าตั้งแต่แรก วิ่งไปรับสมัครคนงานตั้งไกล พวกข้าหวังอะไร…
…ตอนนี้พวกเจ้าลองออกไปดูข้างนอก มีคนตั้งเท่าไหร่ที่นั่งรองานอยู่นอกกำแพงเมือง…
…คนพวกนั้นไม่ต้องรอเจ้านายเตรียมเสื้อกันหนาวให้ด้วยซ้ำ เอามาเอง หรือแม้กระทั่งเอาอาหารมาเองด้วย…
…เจ้านายไปจ้างคนพวกนั้นมาทำงานก็ได้แล้วใช่ไหม ทำไมต้องลำบากคิดนั่นคิดนี่แทนพวกเจ้าด้วย ความเห็นใจของพวกเจ้าล่ะ…
…พวกเจ้าหนาวจนต้องหดมือหดคอ เกิดทำพวกเครื่องกระเบื้องแตกหักล่ะ พวกเจ้าชดใช้ไหวไหม…
…ถ้าพวกเจ้าตายระหว่างทาง กล้ารับประกันไหมว่าคนในครอบครัวพวกเจ้าจะไม่มาเอาเรื่องที่ร้านรับขนของ”
ซ่งฝูกุ้ยยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห
สมัยนี้อยากทำความดีทำไมมันถึงได้ยากขนาดนี้
เพื่อให้คนจากหมู่บ้านในหุบเขาห่างไกลพวกนี้ได้มีงานทำระยะยาว ฝูเซิงถึงกับควักเงินซื้อเสื้อกันหนาวให้โดยเฉพาะ
ให้พวกเมียของพวกคนลี้ภัยที่มาช่วยสร้างบ้านก่อนหน้านี้ตัดเย็บให้ พั่งยาหลานสาวออกแบบ ปักชื่อม้าพันลี้ไว้ตรงบ่า พวกยายๆ ช่วยกันเอาเสื้อไปชั่งเพื่อให้แน่ใจว่าหนามากพอสำหรับใช้งาน
ตรงกันข้าม คนพวกนี้กลับทำเรื่องทุเรศแบบนี้ เสียแรงที่ทุ่มเท กลับมาพร้อมสภาพผิวแตกพุพอง แล้วยังต้องควักเงินซื้อยาให้พวกเจ้าทาด้วยหรืออย่างไร
ซ่งฝูกุ้ยแสยะยิ้ม
“วันนี้เสื้อกันหนาว ลูกไม่มีเสื้อกันหนาวใส่ พวกเจ้าก็เอาดอกฝ้ายที่อยู่ในเสื้อออกมาแบ่งให้…
…พรุ่งนี้แม่ไม่มีเสื้อกันหนาวใส่ ก็แบ่งออกมาอีกหน่อย พวกเจ้าจะเปลือยอกไปขนของหรืออย่างไร…
…อย่าเลย อย่าแค่เสื้อกันหนาว…
…เสบียงอาหารที่เอาไว้กินระหว่างทางขนของพวกเจ้าก็อย่ากินด้วยเลยสิ ครอบครัวลำบากมากไม่ใช่เหรอ ปีนี้เก็บเกี่ยวไม่ดี ข้าวปลาอาหารขึ้นราคาไม่ใช่เหรอ…
…ข้าช่วยเสนอความคิด ประหยัดอาหารไว้ให้พวกเขาด้วยเลยสิ จากนั้นพวกเจ้าก็หิวตายหนาวตายกันให้หมด…
…พอเป็นแบบนี้ลูกกับแม่ของพวกเจ้าก็ไม่ต้องอดอยากหรือหนาวจนออกจากบ้านไม่ได้แล้ว เสาหลักของบ้านล้มลง คราวนี้ได้ตายยกครัวไปเลย!”
หวังจงอวี้กับซื่อจ้วงพาอีกกลุ่มเข้ามาในร้าน
ตรงแขนเสื้อกันหนาวม้าพันลี้ของซื่อจ้วงปักคำว่าหัวหน้าขั้นสามไว้ ของหวังจงอวี้เป็นหัวหน้าขั้นสอง แสดงให้เห็นว่าถึงแม้ซื่อจ้วงจะพูดไม่ได้ แต่ก็มี ‘ตำแหน่ง’ ใหญ่กว่าหวังจงอวี้
พวกเขาเพิ่งกลับจากขนของไปเมืองหลวงก็ได้ยินเสียงฝูกุ้ยต่อว่าอยู่ในห้องใหญ่
ซื่อจ้วงถอดถุงมือกันหนาวออก เม้มริมฝีปากที่แห้งแตก
หวังจงอวี้สงสัย นี่ทำอะไรกัน
ได้ยินว่ามีคนรื้อดอกฝ้ายที่อยู่ในเสื้อกันหนาวออกไปกว่าครึ่ง มือเท้าหนาวจนบวม ถอดรองเท้าไม่ได้ หวังจงอวี้หันกลับไปมองสมาชิกในกลุ่มของเขาพลางคิดในใจ
บังเอิญมาก ในกลุ่มของเขาก็มีสองคนที่ทำเรื่องแบบนี้ เงินค่าแรงของสองคนนั้นก็สิ้นสุดแค่นี้ อีกเดี๋ยวสรุปยอดแล้วจะไล่กลับบ้าน
เขากับซื่อจ้วงไม่ใจดีเหมือนฝูกุ้ยที่มานั่งดุด่า จับได้ก็ไล่ออกทันที
ให้โอกาสทำไม ครั้งหน้าคนแบบนี้ก็มีปัญหามาอีก แล้วพวกเราต้องให้อภัยต่อเหรอ
อีกอย่าง ระหว่างทางซื่อจ้วงกับเขาก็คุยภาษาใบ้กัน ตอนที่ไปเป็นทหารให้ตระกูลลู่ คุณชายลู่ไม่มานั่งฟังความทุกข์ยากของคนอื่น และไม่เคยให้โอกาสใครเป็นครั้งที่สอง
ในสายตาของจงอวี้ แม่ทัพเล็กก็ไม่มีเวลานั่งฟังคนอื่นอธิบายหรอก ต้องดูแลคนมากมายขนาดนั้น ถ้ามัวแต่นั่งฟังก็ไม่ต้องทำมาหากินแล้ว
สรุปว่าพวกเขายิ่งต้องเอาอย่างทหารตระกูลลู่ ทำผิดกฎจะเสียระบบหมด
ในเวลานี้เอง ในที่สุดหนิวจั่งกุ้ยก็วิ่งร้องไห้กลับถึงบ้านด้วยความตื่นเต้น พอเข้าร้านเห็นพวกซื่อจ้วงกลับมาแล้วก็ไม่มีเวลาอึ้งอะไรมากนัก
นี่มันจะเร็วเกินไปหรือเปล่า ปกติไม่ใช่ว่าอีกสามสี่วันกว่าจะมาถึงบ้านเหรอ
“ประกาศผลสอบแล้ว!”
พอตะโกนเสร็จ บรรดาหัวหน้าที่มีคานหามอยู่ทั้งนอกและในร้านก็พากันวิ่งเข้ามา
ฝูกุ้ยร้อนใจมาก เขาจะถอดออกหมดทำไมก็ไม่รู้ เขาวิ่งออกไปพลางกระโดดใส่กางเกง เกือบสะดุดคานประตู
…
ตรงกำแพงที่ติดผลสอบ
เห็นเพียงพวกผู้ชายที่ใส่ชุดแบบเดียวกันยกตัวหญิงสูงวัยคนหนึ่งขึ้น
ตอนนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ในเมืองเฟิ่งเทียนได้รู้จักร้านม้าพันลี้แล้ว ดูจากชุดที่สวมใส่ก็รู้ว่าทำงานให้ม้าพันลี้
พวกบ่าวรับใช้ของครอบครัวใหญ่ก็รู้จักอักษร ‘หัวหน้างาน’ ถ้าอยากใช้บริการขนของก็ให้ไปหาคนที่บนเสื้อปักคำว่าหัวหน้า เพราะนั่นแสดงถึงคนที่รับเรื่องไว้ได้ สามารถออกใบรายการขนของให้ได้
ฝูกุ้ย ซื่อจ้วง จงอวี้ เถียนสี่ฟา พวกเขาสี่คนที่สวมเครื่องแบบหัวหน้างานขั้นสองและสาม พากันยกตัวท่านย่าหม่าขึ้นมา “หลบหน่อย หลบหน่อย”
ท่านย่าหม่าพูดด้วยริมฝีปากสั่น “ข้าอยากลูบอักษรสีทองนั่น”
อักษรสีทองที่เป็นชื่อ ‘ซ่งฝูเซิง’ ลูกชายคนสามของนาง ปรากฏเด่นชัดอยู่ตรงอันดับที่สอง ด้านบนเขียนว่า ย่าหยวน[2]
ท่านย่าหม่าสูดลมหายใจ น้ำตาซึมด้วยความปีติยินดี นางเช็ดมือกับชายเสื้อ ลูบชื่อซ่งฝูเซิงเสร็จก็เลื่อนไปลูบชื่อ ‘ลู่พั่น’ ที่อยู่ด้านบนกว่า
[1] คำเรียกของผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งระดับมณฑล
[2] ผู้ที่สอบได้อันดับสองระดับมณฑล