ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 694 สืบก่อนค่อยแต่ง
ตอนที่ 694 สืบก่อนค่อยแต่ง
บนพื้นผิวน้ำแข็ง
พวกเด็กๆ ของหมู่บ้านเหรินจยาวิ่งจากอีกฝั่งกลับเข้าหมู่บ้าน บ้างก็วิ่งจากในหมู่บ้านไปที่อีกฝั่งของแม่น้ำ
“ลุงหัวหน้าแจกลูกอมแล้ว”
“ลุงหัวหน้าสอบผ่านแล้ว”
“ข้าไม่เคยกินลูกอมที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน”
แม้แต่หลานชายของเริ่นกงซิ่นก็วิ่งจนเหงื่อออกเต็มหัว ชูมือน้อยๆ ขึ้น “ท่านปู่ ข้าให้ลูกอม”
เริ่นกงซิ่นยืนอยู่บนสะพาน บนหมวกผ้าฝ้ายมีแต่หิมะ
เขายื่นมือออกไปรับลูกอมจากหลานชาย ทันใดนั้นก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองทำอะไรผิดไป
ใช่ว่าเมื่อก่อนหมู่บ้านเหรินจยาจะไม่เคยมีคนสอบได้จวี่เหริน ลูกชายคนโตของเขาเอง
แต่ตอนนั้นเขารู้สึกว่ากว่าจะปลุกปั้นจวี่เหรินมาได้คนหนึ่งไม่ใช่ง่ายๆ เกี่ยวอะไรกับคนในหมู่บ้านด้วย
เขาแทบอยากปิดประตูไปจากหมู่บ้านเหรินจยาทันทีที่รู้ว่าลูกชายคนโตสอบได้
วันนี้เทียบกับวันนั้น ความรู้สึกก็คือ ใครพอมีฐานะก็เอาลูกกวาดมาแบ่งปัน แบ่งเหล้า แบ่งเนื้อ บรรยากาศที่น่ายินดีมันต่างกัน
นับแต่วันนี้เป็นต้นไปบ้านเก้าสกุลก็จะมีคนไปมาหาสู่บ่อยๆ สารพัดบัตรเชิญ สารพัดเกวียนสัตว์ลากก็จะแวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย คนจำนวนมากจะอยากเชิญซ่งฝูเซิงไปเป็นแขกที่บ้าน
มีเด็กเกิดใหม่ ลูกชายแต่งงาน วันเกิดแม่ เอาเป็นว่าสารพัดข้ออ้างมีให้ไม่จบไม่สิ้น
ต่างอยากอาศัยงานเลี้ยงกระชับความสัมพันธ์
มีคำพูดหนึ่งว่าไว้ไม่ใช่เหรอ คนรู้ใจกันสังสรรค์ได้ไม่มีเบื่อ
ขอแค่คุยกันถูกคอก็สังสรรค์ได้ไม่รู้จบ
ยอมดื่มให้กระเพาะทะลุดีกว่าความสัมพันธ์ต้องขาดสะบั้น
แต่ซ่งฝูเซิงปฏิเสธหมด
บัตรเชิญที่ชื่อไม่คุ้นไม่เคยได้ยิน เขาก็ไม่แม้แต่จะตอบกลับ ปล่อยทิ้งไว้แบบนั้น
เขาตอบกลับไม่ไหว ต้องเขียนตอบตั้งเท่าไหร่ ไม่ต้องสอบแล้วยังต้องมานั่งเขียนหนังสืออีกเหรอ
คนคุ้นเคย มีหน้ามีตาหน่อย อย่างเช่นนายอำเภอหู ซ่งฝูเซิงถึงจะตอบกลับ
นายอำเภอหูก็ส่งบัตรเชิญมา ไม่ได้ส่งในนามนายอำเภอ แต่ใช้ชื่อตัวเองแถมยังเรียกเป็นพี่น้องเชิญซ่งฝูเซิงไปดื่มเหล้า
ครั้งนี้ลูกชายของนายอำเภอหูสอบจวี่เหรินไม่ผ่าน
นายอำเภอหูอ้างว่าฮูหยินของเขาก็อยากเชิญซ่งฮูหยินกับลูกสาวของซ่งฝูเซิงมานั่งเล่นที่จวน
ซ่งฝูเซิงปฏิเสธกลับไป
โดยให้เหตุผลว่า รับน้ำใจแล้ว ขอบคุณที่แสดงความยินดี แต่เรื่องดื่มเหล้าขอผ่านดีกว่า ขอแค่มีไมตรีจิตต่อกัน น้ำชาก็แทนสุราได้ ในขณะเดียวกันเขาก็เรียกตัวเองว่าน้อง เชื้อเชิญนายอำเภอหูมาดื่มชาที่บ้านเขาได้เสมอ
ส่วนเมียของเขากับลูกสาวตอบรับคำเชิญของฮูหยินนายอำเภอหรือไม่ เขาไม่ได้พูดถึง
ขนาดเขายังไม่ไป แล้วเมียกับลูกสาวของเขาจะไปทำไม แถมข้าวบ้านนั้นก็ไม่อร่อย
หากจะให้เอ่ยว่าซ่งฝูเซิงตอบรับคำเชิญของใคร ก็มีแค่คำเชิญของใต้เท้าเว่ยกับใต้เท้าผางแห่งพระคลังหลวง
พวกเขาสามคนไม่ได้ดื่มในบ้าน ก็แค่ไปหาภัตตาคารข้างนอก นั่งดื่มในห้องส่วนตัวที่เก็บเสียง เพราะเหล่าเว่ยกับเหล่าผางต่างก็งานยุ่งทั้งคู่
พวกเขาสามคนสนิทกันพอสมควร หลักๆ มีสาเหตุมาจากเคยแบ่งเงินสกปรกกัน
ก็คือตอนที่ซ่งฝูเซิงยังทำงานอยู่ในพระคลังหลวง ใต้เท้าเว่ยก็เพิ่งถูกย้ายมาช่วยที่พระคลังหลวง พวกเขาเคยช่วยเหลือกันอยู่หลายครั้ง พอถึงสิ้นปี ถือว่าความอดทนได้ผลิดอกออกผล เอาเงินค่าอาหารที่ขุนนางคนก่อนประหยัดมาแบ่งกัน
พวกขุนนางคนก่อนๆ คงนึกไม่ถึงว่า ต้นไม้ที่คนรุ่นก่อนปลูก คนรุ่นหลังจะได้อาศัยร่มเงา เงินส่วนแบ่งเดิมทีควรเป็นของตัวเอง นึกไม่ถึงว่าตำแหน่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ถูกย้ายไปเลยไม่ได้เงินส่วนนี้
สรุปว่า ‘ตอนนั้น’ พวกเขาสามคนได้ส่วนแบ่งคนละหลายร้อยตำลึงภายในขอบเขตที่สมเหตุสมผล
เอาเป็นว่าแต่ละคนได้เงินขนาดที่ซื้อบ้านหลังเล็กได้คนละหลัง
ต้าหลัง หูจือ เถี่ยโถว สามารถทำงานในพระคลังหลวงได้อย่างสบายๆ ทั้งหมดเป็นเพราะอาสาม น้าสามของพวกเขามีความสัมพันธ์กับสหายผู้เกื้อกูลกันและกันอย่างเหนียวแน่น
ถ้าต้าหลังเลื่อนตำแหน่งอีกก็จะเป็นขุนนางที่มีขั้นยศแล้ว พูดได้เหรอว่าไม่ใช่เพราะใต้เท้าเว่ยเห็นแก่หน้าอาสามของเขา ไม่อย่างนั้นทำไมต้องช่วยดันเด็กหนุ่มบ้านนอกที่ทำงานยังไม่ถึงสามปีด้วยล่ะ
ส่วนคนที่ซ่งฝูเซิงเชิญมาเป็นแขกก็มีแค่เหล่าสุย เจ้านายเฉิน ปู่ฟาง เชิญมาดื่มกันสักมื้อ
เหล่าสุยดื่มจนหน้าแดงก่ำ พูดสู่ขอกับซ่งฝูเซิงอย่างเป็นทางการ
ซ่งฝูเซิงสีหน้าเย็นชาขึ้นมาทันที “ใครนะ”
“ต้ายา” เขากับเมียรู้สึกว่าต้ายาเป็นเด็กดีใช้ได้
ช่วงที่เกิดภัยพิบัติเมียเขาบอกว่า ต้ายาไปพักอยู่ที่บ้านเขาขยันขันแข็ง ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็เหมาะสมกับลูกชายคนโตของเขา
แต่ตอนนี้ ก่อนเหล่าสุยออกจากบ้านได้บอกเมียเขาว่า “ไม่ใช่ว่าทางนั้นคู่ควรกับลูกชายของเราหรือเปล่า แต่เป็นลูกชายของเราต่างหากที่คู่ควรกับต้ายาหรือเปล่า น้องฝูเซิงบินไปไกลเกินแล้ว ตอนนี้เป็นนายท่านจวี่เหริน อีกเดี๋ยวก็จะเป็นนายท่านจิ้นซื่อ ต้ายาเป็นหลานสาวแท้ๆ ของเขา ทางนั้นไม่เอ่ยปากก็เหมือนเราไปเอาเปรียบเขา”
เมียเขาบอกว่า “เจ้าก็ไปคุยกับเขาดีๆ ข้าว่าน้องฝูเซิงเป็นคนมีเหตุผล เซ่าปัวของเราก็ดูเข้ากับเขาได้ เกิดเขาเห็นว่าลูกชายเราเป็นคนใช้ได้ล่ะ อีกอย่างนะ พวกเราก็รู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว ข้าไม่ใช่คนที่จะเป็นแม่ผัวขี้จุกจิก พวกเราจะดูแลหลานสาวเขาอย่างดี”
ซ่งฝูเซิง “อ๋า ต้ายาเหรอ” ตกใจหมด
“เซ่าปัวบ้านพี่ก็เป็นคนใช้ได้นะ”
“น้องชาย ตกลงแล้วเหรอ”
“พี่สุย ข้าเป็นแค่อา ไม่ใช่พ่อแม่นาง ข้าตอบตกลงหรือปฏิเสธมันจะไปมีผลอะไร ข้าพูดได้แค่ว่า ข้าคิดว่าลูกชายของพี่สุยเป็นคนดีใช้ได้ ให้เมียพี่หาคนไปสู่ขอนางกับพี่รองพี่สะใภ้รองข้าแล้วกัน”
คนอย่างจูซื่อพี่สะใภ้รองของเขา ใครจะไปรู้ว่าจะยอมหรือเปล่า
แต่ซ่งฝูเซิงตัดสินใจแล้วว่า จะคุยกับท่านย่าหม่าเป็นการส่วนตัวโดยยกปัญหาเรื่องต้ายาขึ้นมาประกอบ
นับตั้งแต่เขากลายเป็นนายท่านจวี่เหริน แม้เรื่องบางอย่างเขาจะไม่ได้เข้าไปยุ่งด้วยแต่ก็รู้มาบ้าง เคยได้ยินตอนเพ่ยอิงบ่นกับลูกสาว
ได้ยินว่าพวกแม่สื่อเริ่มกลับมาเยือนอีกครั้งแล้ว เกือบเหยียบคานประตูบ้านทรุด พวกยายๆ ทั้งแปดเลือกกันจนตาลาย
แต่เรื่องเลือกคู่ครอง ในสายตาของซ่งฝูเซิง เราจะเลือกแค่ฐานะดีไม่ได้ ต้องหาคนมีคุณภาพ
ดูฐานะทางครอบครัวของอีกฝ่าย ดูว่าฝ่ายชายอยู่ข้างนอกเป็นคนอย่างไร ไปมีความสัมพันธ์มั่วซั่วกับคนอื่นหรือเปล่า ดูนิสัยใจคอของพ่อแม่อีกฝ่าย พี่สะใภ้น้องสะใภ้พี่น้องสามีเป็นคนอย่างไร
อย่าดูถูกพวกพี่สาวน้องสาวตัวร้ายที่แต่งออกไปแล้ว เกิดกลับมาว่าร้ายพี่สะใภ้น้องสะใภ้ทุกวัน คนเป็นแม่ผัวย่อมเข้าข้างลูกสาวตัวเอง ยิ่งเขม่นลูกสะใภ้ที่มาทีหลังเข้าไปใหญ่
ทางที่ดีสืบด้วยว่ามีโรคทางพันธุกรรมอะไรหรือเปล่า สืบว่าคนรุ่นก่อนตายด้วยสาเหตุอะไร ตายตอนอายุเท่าไหร่ ครอบครัวนั้นผู้หญิงหรือผู้ชายอายุยืนกว่ากัน
ต่อให้แต่งงานกับคนหูหนวกเป็นใบ้ก็ต้องพิจารณาจากหลายด้าน
เอาเป็นว่าซ่งฝูเซิงคิดไว้เรียบร้อยแล้ว พอถึงวันที่ฝูหลิงของเขาได้เวลาออกเรือน เขาจะสืบแบบนี้ คุ้ยประวัติบรรพบุรุษสิบแปดรุ่น
ออกทะเลไปไกลแล้ว
ส่วนเซ่าปัวลูกชายของเหล่าสุยน่ะเหรอ จากมุมมองของซ่งฝูเซิง เด็กคนนี้ถือเป็นคนมีคุณภาพ พวกผู้หญิงบ้านเหล่าสุยก็อายุยืน ดูอย่างแม่ของเหล่าสุยสิ สมองเลอะเลือน ฟันร่วงหมดปากแล้วก็ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นเขาว่าจะไปคุยกับแม่ ถ้าอยากทำเพื่อต้ายาก็เลือกเด็กแบบนี้เถอะ
และก็บังเอิญมาก วันนี้ที่เหล่าสุยสู่ขอต้ายา ซ่งฝูเซิงกินเหล้าเสร็จ พอกลับถึงบ้านก็ได้ยินว่า ชุ่ยหลานลูกสาวคนสุดท้องของบ้านลุงใหญ่กำลังจะหมั้นแล้ว
อายุมากแล้วก็ควรออกเรือนสักที จะยี่สิบแล้ว ปีหน้าแต่งงานก็ถึงแก่เวลา สมัยโบราณอายุเท่านี้ถ้ายังไม่แต่งก็กลุ้มหนัก
“แต่งกับใคร”
เฉียนเพ่ยอิงตอบ “คนที่เมียตายไปเพราะป่วย แต่อายุก็เหมาะสมกัน ฐานะใช้ได้”
เฉียนหมี่โซ่วพูดต่อ “ท่านลุง เศรษฐีคนนั้นมีลูกชายสามขวบคนหนึ่ง”
“คนไหน”
เฉียนเพ่ยอิงตอบ “หมู่บ้านโจวจยา เคยได้ยินไหม ได้ยินว่าที่ดินผืนใหญ่ในหมู่บ้านนั้นเป็นของตระกูลโจว”
หมี่โซ่วพูดเสริมอยู่ข้างๆ “ท่านลุง หมู่บ้านโจวจยาที่อยู่อำเภอก้งชี”
ซ่งฝูเซิงขมวดคิ้ว “ที่นั่นห่างจากหมู่บ้านของเราตั้งไกล กลับมาหาครอบครัวตัวเองไม่ต้องนั่งเกวียนหลายวันเลยเหรอ ไปถูกใจเขาตรงไหน”
เฉียนหมี่โซ่ว “ก็ตรงที่เขารวยไงท่านลุง”
แต่งเข้าไปก็มีสาวใช้ปรนนิบัติ ไม่ต้องทำงานหนัก
ซ่งฝูหลิงเข้ามาตีน้องชาย ช่างพูดช่างเจรจา พูดต่อได้ตลอด จำได้เยอะกว่านางที่นั่งฟังด้วยกันอีก