ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 705-1 สหายจากแดนไกลมาร่วมยินดี
ตอนที่ 705-1 สหายจากแดนไกลมาร่วมยินดี
เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการและของขวัญจากผู้ว่าฯ หลี่มาถึง บรรยากาศก็ครึกครึ้นยิ่งกว่าเดิม
นายอำเภอหูเข้าประตูไปก็ยิ้ม บอกว่าวันนี้เขาไม่ใช่นายอำเภอ ทุกคนทำตัวตามสบาย ไม่มีเรื่องงานมาเกี่ยวข้อง
วันนี้เขาก็แค่มาแสดงความยินดีดื่มเหล้ามงคลให้กับลูกบุญธรรมและหลานสาวของพี่ซ่ง
พวกคนแก่คนเฒ่าและคนหนุ่มจากในหมู่บ้านที่มาร่วมงานแต่งต่างคิดในใจ
รู้อยู่ก่อนแล้วว่าหัวหน้ารู้จักกับพวกเจ้าหน้าที่ทางการ แต่ไม่คิดว่าจะสนิทกันถึงขั้นนี้
มิน่าถึงหาตำแหน่งลงให้หลานๆ ของตัวเองได้
วันนี้แค่ลูกบุญธรรมกับหลานสาวแต่งงาน
ลูกบุญธรรม พวกเขารู้ว่าเรื่องอะไร ก็คือซื่อจ้วงใช่ไหมล่ะ
ยังให้เกียรติมาร่วมงานกัน
แล้วถ้าพั่งยาออกเรือน หมี่โซ่วแต่งงาน วันเกิดท่านย่าหม่า ของขวัญจะต้องยิ่งดีกว่านี้แน่นอน
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจัดงานเลย
เอาแค่ที่พวกใต้เท้ามาร่วมงานแต่งด้วยตัวเอง แค่นี้ก็ให้เกียรติมากแล้ว
เทียบกับแปดหมู่บ้านในระยะสิบลี้ มีหมู่บ้านไหนครอบครัวไหนบ้างที่จะได้รับเกียรติต้อนรับนายอำเภอมาดื่มเหล้ามงคลในงาน
ถัดจากนายอำเภอหู ใต้เท้าเว่ยกับใต้เท้าผางก็ลงจากรถม้า พูดกับพวกท่านลุงซ่งที่ออกมาต้อนรับด้วยตัวเองว่า “วันนี้ที่นี่ไม่มีใต้เท้า ไม่มีเจ้าหน้าที่ ท่านผู้เฒ่า พวกเราแค่มาดื่มเหล้ามงคล ต้อนรับหรือไม่”
“ยินดีต้อนรับ”
คราวนี้คนในหมู่บ้านที่มาร่วมงานถึงกับงง ไม่รู้ว่าเป็นใต้เท้าตำแหน่งอะไร ใหญ่กว่านายอำเภอหรือเปล่า
ซ่งฝูไฉถูกเรียกออกไปอย่างเร่งด่วน มีผู้หญิงได้ยินพวกเขาสนทนากันเลยบอกว่า “ดูเหมือนจะเป็นใต้เท้าจากหน่วยงานของพวกต้าหลัง”
“หา เช่นนั้นก็ต้องเป็นพระคลังหลวงที่หมู่บ้านเราส่งขนมปังดำกับอิฐนมให้น่ะสิ”
“น่าจะใช่”
“ไอ๊หยา มิน่าทำให้หมู่บ้านเรามีรายได้ ดูขุนนางสองคนนั้นกับหัวหน้าของพวกเราสิ เรียกพี่เรียกน้อง ถึงได้บอกอย่างไรว่าหมู่บ้านเราอาศัยใบบุญของหัวหน้า ถ้าพวกเราไม่มีหัวหน้า ต่อให้เราทำอิฐนมเป็น ทำอิฐนมออกมาได้ ทางนั้นก็ไม่มีทางรับซื้อหรอก”
“ใช่ แบบนี้เรียกว่า มีเส้นสายเรื่องก็ง่ายหน่อย”
“เช่นนั้นพวกเจ้าว่าขุนนางสองคนนั้นกับใต้เท้านายอำเภอใครใหญ่กว่ากัน ทำไมเห็นใต้เท้านายอำเภอก้มหน้าโค้งตัวให้ขุนนางสองคนนั้น พวกจวี่เหรินก็เข้าไปรุมล้อมทักทายด้วย”
ในความคิดของพวกจวี่เหริน ย่อมต้องพูดคุยกับใต้เท้าเว่ย ใต้เท้าผางให้มากหน่อย โดยเฉพาะกับใต้เท้าเว่ย
เพราะท่านนี้ถูกย้ายจากกรมคลังไปที่พระคลังหลวง
ยังไม่ต้องสนว่าตอนอยู่กรมคลัง ใต้เท้าเว่ยได้รับความสำคัญหรือไม่ เอาแค่ว่าเขาเคยทำงานอยู่ที่นั่น มีตำแหน่งสูงอย่างแท้จริง หนังสือที่ยื่นขึ้นไปจะถึงมือของใต้เท้าระดับสูงอย่างเสนาบดี รองเสนาบดีกรมคลังโดยตรง เอาแค่นี้ก็ดูถูกไม่ได้แล้ว
เมื่อของขวัญจากใต้เท้าหลี่มาถึง มีคนตะโกนบอก พวกผู้เฒ่าคนซื่อจากในหมู่บ้านถึงกับมองหน้ากัน
“พวกเราต้องคุกเข่าหรือเปล่า”
“คุกเข่าให้ของขวัญทำไม”
“ไม่ต้องขอบคุณเหรอ”
“ขอบคุณก็ไม่จำเป็นว่าพอได้ยินเสียงก็ต้องคุกเข่า เดี๋ยวหัวหน้าได้ขายหน้าหรอก อีกอย่าง เพิ่งรู้วันนี้เลยว่าผู้ว่าฯ เมืองเฟิ่งเทียนแซ่หลี่”
ที่แท้ก็แซ่หลี่
เริ่นกงซิ่นพูดเตือน “ทำเป็นตื่นเต้นไปได้ ก็เคยเห็นขุนนางยศใหญ่กว่านี้แล้วไม่ใช่หรือ”
“ใคร”
“พวกเจ้าลืมแล้วเหรอ แม่ทัพลู่อย่างไรล่ะ”
ใช่ พวกเราเคยเจอแม่ทัพติ้งไห่มาแล้ว ชาวหมู่บ้านเหรินจยารู้สึกยืดขึ้นมาทันที
แต่ถึงแม้คนในหมู่บ้านจะยืดตัวตรงขึ้นมาหน่อย แต่สีหน้ายังคงเป็นแบบที่ว่า
ให้ตายเถอะ ที่แท้นายอำเภอมาที่บ้านครอบครัวซ่งด้วยตัวเองยังไม่เท่าไหร่ นี่ถึงขนาดผู้ว่าฯ เมืองเฟิ่งเทียนยังแสดงความยินดีกับลูกบุญธรรมกับหลานสาวของหัวหน้า แบบนี้ถ้าอีกหน่อยบ่าวสาวไม่ใช้ชีวิตให้ดีได้ทำเสียหน้าแน่
ดูเหตุการณ์มาจนถึงตรงนี้ ชาวหมู่บ้านก็เริ่มเปิดหัวข้อสนทนาใหม่
“หัวหน้าเป็นคนดีจริงๆ นะ คนของเก้าสกุลไม่ลืมตัว”
ใช่ไหมล่ะ
ชาวบ้านชาวสวนอย่างพวกเขา ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่หมู่บ้านเดียวกับหัวหน้า ถ้าไม่ใช่เพราะคนของเก้าสกุลไม่เคยถือตัว พูดตามตรง มีเหรอที่พวกเขาจะมีคุณสมบัติได้มานั่งดื่มเหล้ามงคลในงานนี้
ฟังเอานะ ดูเอาแล้วกัน คนที่มาร่วมงานในวันนี้มีใครบ้าง
“ข้าคิดว่าพวกเรามานั่งร่วมงานอยู่ตรงนี้เป็นการทำให้หัวหน้าขายหน้า”
“อย่าคิดแบบนั้น หัวหน้าไม่คิดว่าพวกเราทำขายหน้าหรอก เช่นนั้น เร็วเข้า รีบไปหิ้วหูพวกเด็กๆ มากำชับหน่อย อีกเดี๋ยวเริ่มงานเลี้ยงอย่าซนนัก กินไม่อิ่มก็กลับไปกินที่บ้าน ห้ามทำขายหน้า เดี๋ยวพวกขุนนางใหญ่จะรังเกียจเอาได้”
อันที่จริงซ่งฝูเซิงก็รู้สึกเหนือความคาดหมายที่ใต้เท้าหลี่ส่งของขวัญมาให้
ซ่งฝูเซิงเคยเจอใต้เท้าหลี่ เห็นอยู่ไกลๆ ไม่เคยพูดคุยด้วย ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงส่งของขวัญมาให้เขา แล้วไปรู้ข่าวมาจากไหน
ท่ามกลางความสงสัยนี้ก็เกิดความคิดคล้ายคนในหมู่บ้าน นั่นก็คือ
ถ้าฝูหลิงของเขาออกเรือน นั่นลูกสาวแท้ๆ ของเขา ก็พอจะเข้าใจเหตุผลได้
แต่นี่แค่ลูกบุญธรรมกับหลานสาว มันออกจะดูเกรงใจเกินไปหรือเปล่า
ทั้งครอบครัวมีแค่ท่านย่าหม่าที่เข้าใจ
ถูกต้อง นางรู้ว่าทำไมใต้เท้าหลี่ถึงส่งของขวัญมาให้
ท่านย่าหม่าคิดว่า
ก็เพราะหมินหรุ่ยให้ป้ายนั้นกับนางอย่างไรล่ะ สั่งไว้ว่าถ้าในบ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้น คิดไม่ตก แก้ไขไม่ได้ ก็ไม่ต้องสนใจนายอำเภอเมืองถงเหยา ให้นางข้ามขั้นไปหาผู้ว่าฯ หลี่ ยื่นป้ายอันนี้ไปใต้เท้าจะต้องให้นางพบหน้าแน่นอน
มีเหรอที่หมินหรุ่ยจะแค่สั่งนางไว้ เขาก็ต้องบอกทางใต้เท้าหลี่ด้วยถูกไหมล่ะ ไม่อย่างนั้นขุนนางใหญ่แบบนั้นจะรู้เหรอว่านางเป็นใคร
ดังนั้นของขวัญชิ้นนี้ของใต้เท้าหลี่ ไม่ได้ส่งมาเพราะเห็นแก่ลูกสามของนาง แต่เห็นแก่หน้าหมินหรุ่ยต่างหาก
ท่านย่าหม่ารีบดึงซองแดงออกมาจากเอว นางเตรียมไว้ก่อนแล้ว เผื่อให้อั่งเปาเด็กบ้านไหน
นางเปิดซองแดงนี้แล้วยัดเศษเงินเข้าไป “นั่นน่ะ หยุดก่อน” ตะโกนเรียกมาสักคน พอเงยหน้าถึงได้พบว่าเป็นซ่งฝูโซ่วหลานชายคนที่สอง
เจ้าไม่ไหว หลบไป เจ้ามีตาเดียว ภาพลักษณ์ไม่น่ามอง เปลี่ยนคนอื่น
ท่านย่าหม่ากำชับลูกชายคนโตของบ้านกัวคนโตว่าให้เอาซองแดงนี้ไปให้บ่าวรับใช้ที่ใต้เท้าหลี่ส่งมา อย่าให้เขามาเสียเที่ยว
“ท่านย่า ข้าต้องยกถาดนี่ไปที่บ้านอาสาม ท่านย่ามีเวลากำชับข้าไม่สู้เอาไปให้เอง”
เล่นเอาท่านย่าหม่าโมโห ทำไมพูดมากแบบนี้ บอกให้ไปก็ไปสิ
นางออกหน้าเองไม่ได้
นางเป็นแม่ของซ่งฝูเซิง ไม่สิ ลูกสามไม่สำคัญ สถานะที่สำคัญของนางก็คือย่าของลู่หมินหรุ่ย
นางมีสถานะที่สุดยอดขนาดนี้แล้วจะให้เอาซองแดกไปแจกบ่าวรับใช้เล็กๆ จากจวนผู้ว่าฯ ที่หน้าบ้านได้อย่างไร แบบนี้ไม่เหลวไหลเกินไปเหรอ เดี๋ยวหมินหรุ่ยได้ขายหน้าตาย
…
ภายในบ้านซ่งฝูเซิง ตรงห้องรับแขกมีโต๊ะอาหารสามโต๊ะ ล้วนแต่เป็นคนมีหน้ามีตาที่นั่งอยู่ในนั้น
สามโต๊ะนั้นพอจัดวางในห้องรับแขกได้ โดยดันโซฟากับโต๊ะรับแขกไปเข้ามุมให้หมด
ใต้เท้าเว่ยกวาดตามองโต๊ะอาหารทั้งสาม คิดในใจ
พี่ซ่งมีอัธยาศัยดีไม่เบา จวี่เหรินที่มาในวันนี้เกินครึ่งเลยหรือเปล่า
เกินครึ่ง นี่เป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก
เพราะบางคนอาจไม่รู้ข่าวนี้ก็เลยไม่ได้มา
บางคนมีทะเบียนภูมิลำเนาอยู่ที่นี่ แต่บ้านอยู่ที่อื่น อีกทั้งตอนนี้ใกล้สิ้นปี อาจกลับบ้านตัวเองไปก่อนแล้ว หรือไม่ก็มีจวี่เหรินบางคนออกเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว
ตัดพวกจวี่เหรินที่คร่ำเคร่งกับตำรามีนิสัยคร่ำครึ คนพวกนี้เป็นประเภทที่ว่าไม่ว่าจะอยู่ด้วยอย่างไรก็เข้ากันไม่ได้
เหล่าเว่ยสงสัยอย่างมีเหตุผลว่า ตัดความเป็นไปได้สารพัดไป ไม่ได้สอบจอหงวนมาหลายปี จวี่เหรินรุ่นแรกของเมืองเฟิ่งเทียนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่หมดแล้ว