ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 707-1 รักแล้วต้องบอกอย่างไร เก็บไว้ช่างทรมานใจ
ตอนที่ 707-1 รักแล้วต้องบอกอย่างไร เก็บไว้ช่างทรมานใจ
ถูกคนพูดถึงลับหลังเยอะขนาดนี้ หูของซ่งฝูหลิงจะไม่ร้อนได้เหรอ
หลังจากซ่งฝูหลิงหลับสนิทหูก็ยังคงร้อนอยู่
นางนอนดิ้นไปถีบท่านย่าหม่าหนึ่งที
ท่านย่าหม่าสะดุ้งตกใจตื่น
เอามือลูบอกอยู่สักพัก จากนั้นก็ลุกขึ้นมาคลำหาขาของหลานสาวที่ยื่นออกมา จับยัดใส่ผ้าห่ม
นางคลำหากระถางใบเงินใบทองของตัวเองที่อยู่ไกลออกไป พูดพึมพำ “อย่ามาเตะกระถางต้นไม้ของย่านะ”
ในเวลาเดียวกัน บ่าวสาวสองคู่ของเราในค่ำคืนนี้ที่แยกย้ายเข้าเรือนหอ กำลังเกิดเรื่องที่แตกต่างกัน
เกาเถี่ยโถวล้างหน้า ล้างคอ ล้างเท้า แบบที่ล้างด้วยสบู่ทั้งหมด
ตั้งใจแงะซอกเล็บเอาเศษดินออกจากนิ้ว จากนั้นก็แช่ในน้ำสบู่
แปรงฟัน
ขัดฟันด้วยแท่งเกลือจนปากมีแต่รสเค็ม
หลังจากที่คิดว่าสะอาดแล้วเกาเถี่ยโถวถึงยืนตรงหน้าเถาฮวาที่อยู่ในชุดแดง เกาหัวยิ้มพลางพูด “ฮี่ๆ ฮวาเอ๋อร์”
เถาฮวาประหม่าเล็กน้อย กำกระโปรงแดงแล้วคลายออก
นึกถึงคำเตือนของแม่ วันนี้ห้ามปฏิเสธ แต่มันตื่นเต้นนี่ อยากเลื่อนเรื่องแบบนั้นออกไปก่อน นางจึงหาเรื่องคุย “ข้าเห็นเจ้ายัดอะไรเข้าปากเมื่อกี้ มันคืออะไรเหรอ”
“อ๋อ อือ มันเอาไว้แปรงฟัน กลับมาครั้งนี้ข้าตั้งใจซื้อมาด้วย กลัวเจ้ารังเกียจที่ข้าสกปรก เจ้าอยากดูหน่อยไหม”
“อยาก”
“อะ อันนี้แหละ”
เถาฮวาพูด “ข้าไม่เคยใช้ของแบบนี้เลย”
“เช่นนั้นเดี๋ยวข้าแบ่งให้ เจ้าใช้ด้านนี้เพราะด้านนี้ข้ายังไม่เคยใช้ ข้าใช้ด้านนั้น พวกเราแบ่งกันใช้ไปก่อน ไว้ข้ากลับบ้านครั้งหน้าจะซื้อมาให้เจ้าใหม่”
“ได้”
“ฮวาเอ๋อร์ เช่นนั้นพวกเราสองคน…”
ในดวงตาของเกาเถี่ยโถวดุจมีประกายไฟ จ้องเถาฮวาในชุดแดงพลางถาม “เจ้าไม่ร้อนรึ เดี๋ยวข้าถอดให้เอาไหม”
หมดกัน เรือนหอห้องนี้ จะทำอะไรก็ต้องถามก่อน
ไปดูเรือนหออีกห้องหนึ่ง
เป่าจูถอดชุดแดงออก สวมแต่ชุดตัวในนั่งอยู่ที่เก้าอี้เตี้ย ผมปล่อยสยายเพิ่งเอาเท้าหย่อนลงในกะละมังก็ร้องด้วยความตกใจ จากนั้นก็รีบเอามือปิดปาก
เพราะซื่อจ้วงอุ้มนางขึ้นมาแล้วไปวางบนเตียง
คืนนี้มีการทำม่านไว้บนเตียง ม่านแดงถูกเอาลงเพื่อบังฉากเร่าร้อน หัวใจสองดวงเป็นหนึ่งเดียว
สองมือของเป่าจูโอบคอซื่อจ้วง ซื่อจ้วงก็รัดเอวเป่าจูไว้แน่น
เทียนแดงโชติช่วงอยู่ตลอด ส่องสว่างไสวดุจดวงดาว จนกระทั่งเทียนหมดไปกว่าครึ่งเล่ม ซื่อจ้วงถึงได้แหวกม่านลงจากเตียงในสภาพเปลือยท่อนบน
จากนั้นเขาก็เหยียบส้นรองเท้าเดินออกไปยกกะละมังน้ำอุ่นมาวางตรงหน้าเตียง ยื่นมือไปจับสองเท้าของเป่าจูลงมาวางในกะละมังล้างเท้า เขานั่งยองบนพื้นล้างเท้าให้นาง
เป่าจูนั่งอยู่บนเตียง ใบหน้าราวกับมีเลือดลมสูบฉีด “เดี๋ยวข้าใส่เสื้อผ้าแล้วทำเอง มีที่ไหนกันให้ผู้ชายล้างเท้า ข้าต่างหากที่ต้องล้างให้เจ้า”
ซื่อจ้วงแสดงออกด้วยการกระทำ ผู้ชายล้างเท้าให้มันเรื่องเล็ก
อย่าพูดถึงคนอื่นให้เขาฟัง เขาไม่รู้เรื่องในบ้านคนอื่น
อีกทั้งเมื่อเทียบกับการกระทำต่อไปของเขา ล้างเท้าให้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย
สองมือของซื่อจ้วงประคองเท้าของเป่าจู จ้องดวงตาเป่าจูแล้วจับเท้าข้างหนึ่งขึ้นมาจูบ
…
“พ่อเลี้ยง เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ”
“พ่อเลี้ยง เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ”
วันต่อมาซื่อจ้วงกับเป่าจูคุกเข่าลงตรงหน้าซ่งฝูเซิงกับเฉียนเพ่ยอิง
เป่าจูพูดแทนซื่อจ้วง นางจะพูดสองครั้งทุกรอบ
“แม่เลี้ยง เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ”
เฉียนเพ่ยอิงนั่งอยู่ด้านบน หันไปสบตาซ่งฝูเซิง
เป่าจูคอยสังเกตสีหน้าของเฉียนเพ่ยอิงกับซ่งฝูเซิงด้วยความระมัดระวังอยู่ตลอด พอเห็นทั้งสองคนมองหน้ากัน นางก็หน้าแดงถามอย่างระวัง “ข้าล้ำเส้นหรือไม่ ข้ากับซื่อจ้วงเรียกแบบนี้ ดูเหมือนจะไม่เหมาะ อย่างไรเสียพวกเราก็มีชาติกำเนิดเป็นบ่าวรับใช้”
เฉียนเพ่ยอิงมองร่างน้อยๆ ของเป่าจู อายุยังน้อยมาก
เด็กคนนี้ถ้าอยู่ในยุคปัจจุบันก็แค่เด็กมอต้นมอปลาย
เมื่อวานแต่งงานต้องกันหน้า พอกันขนบนหน้าหลุดออก ก็ยังคงมองเห็นความอ่อนเยาว์ของเด็กสาว
กอปรกับพูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้ในเวลานี้ ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็น่าสงสารเหลือเกิน
“เป่าจู ยังต้องให้พวกเราพูดอีกกี่รอบ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ทำไมเจ้าถึงได้มีความคิดว่าตัวเองต่ำต้อยอยู่บ่อยๆ บ่าวรับใช้อะไรกัน ไม่ควรพูด ก็แค่ เลี้ยงแบบนี้มันออกจะไม่ถูกหรือเปล่า พวกเรารู้สึกว่า พ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงมันฟังดูพิกล พวกเจ้าสองคนเรียกพวกเราว่าพ่อบุญธรรมแม่บุญธรรมดีไหม”
เป่าจูนึกไม่ถึงว่าเป็นเพราะสาเหตุนี้ จึงรีบพยักหน้า เอาแขนกระทุ้งซื่อจ้วงด้วยความดีใจ เพื่อบอกให้ยกน้ำชาใหม่ “พ่อบุญธรรม แม่บุญธรรม เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ”
ซื่อจ้วงกับเป่าจูยื่นถ้วยน้ำชาแล้วคำนับที่พื้น
ซ่งฝูเซิงกับเฉียนเพ่ยอิงยื่นมือออกไปรับคนละถ้วย ทั้งสองคนมองหน้ากัน ดวงตามีรอยยิ้ม
พวกเรามีลูกชายลูกสะใภ้เพิ่มเข้ามาในยุคโบราณอีกหนึ่งคู่
อยู่ที่นี่พวกเรามีญาติเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ซ่งฝูเซิงจิบชาหนึ่งคำ พูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นทางการ ดูท่าทางก็รู้ว่าวางมาดพ่อสามี “ถ้าซื่อจ้วงทำตัวไม่ดี เป่าจูก็บอกแม่บุญธรรมได้เลย ไม่ต้องปิดบังพวกเรา แล้วพ่อจะจัดการเขาเอง”
เฉียนเพ่ยอิงยิ้มแย้ม ดื่มชาไปหลายอึกแล้วถึงพูดขึ้น “เด็กดี พ่อแม่บุญธรรมไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ขอแค่พวกเจ้าอย่าได้รู้สึกกดดัน ใช้ชีวิตให้มีความสุขก็พอ”
พูดจบก็หยิบของขวัญข้างโต๊ะ เป็นแหวนเงินหนึ่งคู่
ให้ลูกทั้งสองยื่นมือออกมารับแหวนไปสวมที่นิ้วนางของกันและกัน
หลังเสร็จสิ้นพิธีที่เป็นทางการนี้ อ่อ ท่านย่าหม่าที่นอนค้างบ้านซ่งฝูเซิงยังมีส่วนด้วย ถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่าท่านย่า
ท่านย่าหม่าตอบอย่างเกร็งๆ เมื่อคืนนางแค่มาค้างชั่วคราว “ไม่ได้พกอะไรมาด้วยเลย ไม่มีอะไรติดตัว ไม่มีทางเด็ดใบทองให้พวกเจ้าแน่นอน เอาอย่างนี้ เป่าจู ข้าให้เจ้าหยุดสิบวัน แต่ยังให้เงินเจ้าตามเดิม เจ้าว่าของขวัญนี้เป็นอย่างไร”
“ท่านย่าใจดีมากเลยเจ้าค่ะ”
จากนั้นเป่าจูก็ยิ้มตาหยีให้ซ่งฝูหลิง “อาเล็ก”
สำหรับเป่าจู ต่อไปซ่งฝูหลิงก็คืออาเล็กของนาง เป็นน้องสาวของสามี
“พี่สะใภ้ อย่าเรียกข้าว่าอาเล็กเลย เรียกข้าว่าฝู…” เหลือบมองย่า ซ่งฝูหลิงกลืนคำพูด “พั่งยาแล้วกัน”
พวกเรายังต้องให้เกียรติท่านย่า
ท่านย่าไม่ชอบชื่อฝูหลิง แม้แต่ลู่พั่นยังให้เกียรติ
เวลาลู่พั่นอยู่ต่อหน้า ท่านย่าหม่าจะเรียกซ่งฝูหลิงว่าพั่งยา ก็แค่พั่งยาไม่รู้เรื่องนี้
สายตาของซื่อจ้วงเต็มไปด้วยความอ่อนโยน มองฝูหลิงที่คุยกับเป่าจู ข้ามีน้องสาวแล้ว น้องสาวที่เป็นคุณหนู ข้าจะปกป้องน้องสาวคนนี้ด้วยชีวิต
ซื่อจ้วงนั่งยองลงตรงหน้าหมี่โซ่ว
เฉียนหมี่โซ่วเอาสองมือตบบ่าซื่อจ้วง ยิ้มพลางพูด “พี่สาวไม่ยุ่งเรื่องของเด็กผู้ชาย ข้ามีพี่ชายแล้ว คราวนี้ดูสิใครยังจะกล้าแกล้งข้าอีก”
ซื่อจ้วงคิดในใจ ข้ามีน้องชายแล้ว น้องชายที่เป็นคุณชาย ข้าจะปกป้องน้องชายคนนี้ด้วยชีวิต
ไม่มีใครรู้ว่าซื่อจ้วงสาบานอะไรอยู่ในใจ ถ้ารู้จะต้องถามแน่ว่า
ซื่อจ้วง เจ้ามีกี่ชีวิตไม่ทราบ
…