ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 708-2 เหนือความคาดหมาย
ตอนที่ 708-2 เหนือความคาดหมาย
ระหว่างที่ซ่งฝูไฉอธิบาย ท่านย่าหม่าก็เดินเข้าเขตบ้าน
พอท่านย่าหม่าเข้าบ้านซ่งฝูเซิงก็ยิ้มพลางพูด “มีแขกมาเหรอ”
“ท่านน้า ข้ามาขอรบกวนหน่อย”
วังจวี่เหรินคนนี้นำของมาฝากด้วย เป็นผลไม้เชื่อมสี่อย่าง ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อแม่ของซ่งเสี่ยวเหลียน พอได้ยินเสียงท่านย่าหม่าก็รีบยืนขึ้นโค้งตัวคารวะให้
เขารู้ว่าหญิงชราคนนี้เก่งมาก อายุมากแล้วแต่ยังเปิดหลายร้าน จะพูดอะไรทำอะไรก็คล่องแคล่วว่องไว
ดูจากกิริยาท่าทางก็รู้ ศีรษะสวมหมวกขนจิ้งจอกสีเทา มีเสื้อคลุมกันลม พันผ้าพันคอขนจิ้งจอกไว้ สีหน้าสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
ท่านย่าหม่าถอดหมวกแขวนไว้บนราว ปลดเสื้อคลุมยื่นให้ซ่งฝูเซิงพลางทำท่าทางบอกวังจวี่เหริน “นั่งสิ นั่ง ปกติก็ควรไปมาหาสู่กันบ่อยๆ จะเป็นการรบกวนได้อย่างไร”
เฉียนเพ่ยอิง ซ่งฝูหลิง หมี่โซ่ว ต่างหลบออกไปเพื่อให้คนข้างในคุยกันสะดวก
อันที่จริงเวลานี้แม้แต่หลี่ซิ่วเองก็ไม่รู้
นางจะไปรู้ได้อย่างไรว่าแขกบ้านอาสามของเป่าจื่อมาเพราะเรื่องนาง นางยังอบขนมเค้กอยู่ที่ด้านหลังอยู่เลย
จะขึ้นปีใหม่อีกแล้ว กอปรกับช่วงนี้มีลูกค้าส่งมอบของขวัญให้ญาติๆ มากมาย การค้าดีไม่เบา
หลี่ซิ่วไม่มีเวลาอบขนมปังดำ ทำแต่งานหนัก
ทั้งสองฝ่ายนั่งบนโซฟาทักทายตามมารยาทเสร็จ วังจวี่เหรินก็เป็นฝ่ายพูดกับท่านย่าหม่าและซ่งฝูเซิงก่อน
เรื่องนี้เขาเสียมารยาทไปหน่อย
ต้องขอพูดตามตรงว่าสืบเรื่องของครอบครัวซ่งยากมาก สืบไม่ได้แม้แต่น้อย ถึงต้องบากหน้ามาหาถึงบ้าน
ท่านย่าหม่าจิบชา พยักหน้าว่าเข้าใจ ทั้งยังช่วยกู้สถานการณ์ “ไม่แปลกหรอก ครอบครัวเราเพิ่งย้ายมาทีหลัง เจ้าจะไปสืบอะไรได้ ปกติเป็นพวกเราที่ต้องสืบเรื่องครอบครัวอื่นจากแม่สื่อ”
ซ่งฝูเซิงจิบชาด้วย แอบพูดเสริมในใจ ความหมายของแม่คือ ถ้าครอบครัวเราอยากให้คนอื่นรู้ เจ้าถึงจะได้รู้ อะไรที่ไม่อยากให้รู้ สืบให้ตายก็ไม่มีทางได้ความ
วังจวี่เหรินบอกว่า
เขาเคยเจอหลี่ซิ่ว ตอนนั้นเขายังสอบซิ่วไฉอยู่ เคยเห็นในกระโจมขายขนม
วันที่มาแสดงความยินดีในงานแต่ง ถือเป็นการเจอกันครั้งที่สอง
ท่านย่าหม่าเข้าใจ อ๋อ เข้าใจแล้ว ตอนที่ไปตั้งกระโจมหน้าสนามสอบ แบบนั้นแสดงว่าเจ้าถูกใจหลี่ซิ่วตั้งแต่แรกเห็นเลยหรือเปล่า
ต่อมาวังจวี่เหรินก็เล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง
ภรรยาของเขาตายไปเมื่อสี่ปีก่อน เขามีลูกชายหนึ่งคน ลูกสาวสองคน ซึ่งก็มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว ลูกชายเป็นขุนนางบรรณารักษ์อยู่ที่อำเภออื่น
เรื่องฐานะของครอบครัว เมื่อก่อนก็อยู่ในระดับที่ต้องประหยัดมัธยัสถ์ ทรัพย์สมบัติมีน้อย แต่นั่นก็เพราะทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสือ ตอนนี้พอสอบได้จวี่เหรินถึงเริ่มดีขึ้น
ส่วนทำไมถึงอยู่ๆ ก็เกิดความคิดนี้ เป็นเพราะถึงแม้ลูกสาวกับลูกเขยจะอาศัยอยู่ในเมือง อยู่ใกล้เขา มีแวะมาดูแลบ้าง แต่ก็คิดว่าควรมีคนใกล้ชิดที่ช่วยดูแลเรื่องอาหารการกิน ดูแลบ้านช่อง ครั้งนี้เกิดอุทกภัยมีโรคระบาดก็ยิ่งรู้สึกว่าควรมีคู่ชีวิต
ท่านย่าหม่า เข้าใจ เจ้าก็เลยนึกถึงหลี่ซิ่วล่ะสิ
เป็นรักแรกพบ แถมนางยังเด็กกว่าเจ้าหลายปี หน้าตาก็ใช้ได้ และเรื่องบังเอิญที่สุดคือ เจ้ามาดื่มเหล้ามงคล ยังได้เจอเป็นครั้งที่สอง มันก็เลยร้อนรุ่มหัวใจ
เจ้าไม่หาเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือน เป็นเพราะรังเกียจที่พวกนางไม่ประสีประสา
แต่งกับพวกเด็กสาวยังต้องมีเรื่องพ่อตาแม่ยายมาเกี่ยวข้องอีก
หลี่ซิ่วเคยผ่านร้อนผ่านหนาว นางรู้จักทะนุถนอมความสุข แถมอายุยังน้อยดูแลเจ้าได้ หน้าตาดีพูดจารู้ความ ไม่มีครอบครัวญาติพี่น้องมาเป็นตัวถ่วง เจ้าเลยรู้สึกว่าแบบนี้เหมาะสมกับเจ้าที่สุด
ถึงเจ้าจะไม่พูดออกมา แต่คนแก่อย่างเราเข้าใจ
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น เรื่องของท่านน้าเป็นอย่างไรบ้าง”
ท่านย่าหม่ามองซ่งฝูเซิงแล้วพูดโกหกโดยไม่กะพริบตาต่อหน้าลูกชาย
“สามีเก่าของนางเป็นคนที่น่าสงสาร อายุสั้น ฝนตกก็ยังจะขึ้นเขา ลงเขาให้ได้ จนไปเจอพวกสัตว์ป่าที่กำลังแย่งอาหารพอดี นางก็เลยหอบลูกชายคนเดียวตามพวกเรามาอยู่ที่นี่ พวกเราช่วยได้ก็ช่วย นางเองก็เป็นคนขยันขันแข็ง ทำอะไรคล่องแคล่ว ผู้หญิงทั่วไปสู้ไม่ได้หรอก”
ฟังจากคำพูดและน้ำเสียงก็น่าจะรู้ได้ว่าท่านย่าหม่าอยากให้จับคู่สำเร็จ
นางไม่พูดถึงเรื่องที่หลี่ซิ่วยังเคยแต่งงานใหม่แต่ครอบครัวนั้นไม่แตะต้องนาง แถมยังไล่ออกมาด้วย
จะพูดไปทำไม พวกนางไม่พูด ใครจะไปสืบที่ไหนได้
เล่าละเอียดเกินไป วังจวี่เหรินจะรู้สึกว่าหลี่ซิ่วแต่งสองครั้งเลยเหรอหรือเปล่า
แต่งหนึ่งครั้งกับแต่งสองครั้ง ใครจะไปรู้ว่าผู้ชายถือสาเรื่องพวกนี้ไหม
ท่านย่าหม่าก็เลยจับหลี่ซิ่วใส่ตะกร้าล้างน้ำ ปะแป้งให้สวยๆ หน่อย
แม้เมื่อครู่นางจะแอบเม้าท์อยู่ในใจก็ตาม รังเกียจที่วังจวี่เหรินอายุเยอะ
หลี่ซิ่วเพิ่งจะยี่สิบกว่า แต่เขาสี่สิบเจ็ดแล้ว อีกไม่นานคงต้องจับไม้เท้า
แต่ต้องยอมรับเลยว่า เขาเป็นนายท่านจวี่เหริน มีสง่าราศี
เขาอายุสี่สิบเจ็ดก็ยังสามารถแต่งงานกับเด็กสาววัยขบเผาะได้ หาเด็กสาวที่ฐานะดีกว่านี้ได้ แต่กลับถูกใจหลี่ซิ่ว นี่ก็ถือเป็นวาสนาของหลี่ซิ่วหรือเปล่า
พวกเราพูดกันจากใจ พรหมลิขิตแบบนี้ อย่าดูถูก หาได้ง่ายๆ ที่ไหนกัน
ท่านย่าหม่าคิดว่า ต่อให้พวกเราจงใจไปตามหาก็หาไม่เจอหรอก
ต้องทราบก่อนว่าวังจวี่เหรินอยู่ในสถานภาพที่สามมีและสามไร้
สามไร้คือ ไร้พ่อแม่ ไม่ต้องปรนนิบัติพ่อแม่สามี ไร้ลูกที่เป็นภาระ เพราะลูกๆ มีครอบครัวกันหมดแล้ว และไร้ภาระติดตัว ก็แค่ทรัพย์สินน้อย แต่ครั้งนี้สอบติดจวี่เหรินอีกเดี๋ยวชีวิตก็รุ่งเรือง
สามมีคือ มีเงิน มีสถานะ มีความรู้
การแบ่งชนชั้นขั้นพื้นฐานที่สุดก็คือ เริ่มแบ่งจากมีความรู้ไม่มีความรู้ก่อนเลย
เขาเป็นจวี่เหรินเต็มตัว ต่อให้อายุเจ็ดสิบอยากแต่งกับเด็กสาวที่ไม่รู้หนังสือก็ยังหาได้
วังจวี่เหรินฟังเรื่องของหลี่ซิ่วจบก็บอกว่า เช่นนั้นเขาจะเลี้ยงดูลูกชายของหลี่ซิ่ว ทั้งยังจะสอนหนังสือให้ลูกชายของหลี่ซิ่ว นี่เป็นความจริงใจที่ใหญ่ที่สุดของเขา
พูดถึงเรื่องร่ำเรียน วังจวี่เหรินมองซ่งฝูเซิงแล้วพูด “ข้าแตกต่างจากน้องซ่ง ครั้งนี้เข้าไปสอบในเมืองหลวงไม่มีความมั่นใจนัก อย่างไรเสียครั้งนี้อันดับของข้าก็รั้งท้าย อายุก็มากแล้วด้วย ข้าเตรียมใจว่าจะสอบตกไว้แล้ว คิดไว้ว่าจะหาที่สอนหนังสือ จะให้ดีคือสามารถทำอะไรในสำนักศึกษาของเมืองเฟิ่งเทียนได้บ้าง”
ซ่งฝูเซิงจะพูดอะไรได้ ทำได้เพียงปลอบ “อย่าเพิ่งท้อ ยังไม่ได้ไปเลยนะ”
จากนั้นก็ขยิบตาให้แม่ เพื่อให้อาศัยช่วงว่างนี้ออกไปลองถาม
ซ่งฝูเซิงรู้สึกว่าลองไปหยั่งเชิงหลี่ซิ่วโดยตรงก็จบ ไม่ต้องรอแม่สื่อหรอก
ทั้งสองฝ่ายก็อายุขนาดนี้แล้ว จะเล่นตัวทำไม ขนบธรรมเนียมบ้าบออะไร ถ้าแม่สื่อมาบ้านข่าวก็จะลือไปไกล ถามกันเองเงียบๆ ก่อน หยั่งเชิงสถานการณ์
บ้านท่านย่าหม่า
หลี่ซิ่วนั่งที่ขอบเตียงถอดผ้าปิดปากออก นางฟังจบยังไม่ทันร้องตกใจ พวกยายหวังก็ชิงตกใจก่อน “หา?”
ไอ๊หยา ตกใจสุดๆ
จวี่เหรินเลยนะ ทางนั้นเป็นถึงนายท่านจวี่เหรินเลยนะ
หลี่ซิ่วเป็นเพียงแม่หม้ายบ้านนอกๆ สะกดให้นายท่านจวี่เหรินมาสู่ขอได้ ไม่เบาเลยนะเจ้า
เอ๊ะๆ พวกเจ้าระวังคำพูดหน่อย
ท่าทางของพวกเจ้าดูจะไม่ค่อยเป็นมิตรเกินไปหน่อยหรือเปล่า