ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 709-1 ไม่มีชีวิตแบบนั้น
ตอนที่ 709-1 ไม่มีชีวิตแบบนั้น
พวกข้าไม่เป็นมิตรตรงไหน
ต้องทราบนะว่าหลี่ซิ่วมีลูกชาย ทางนั้นยินดีเลี้ยงลูกชายให้นาง จะไปหาเรื่องดีแบบนี้ได้จากที่ไหน
และที่สำคัญที่สุดคือ ลูกชายแท้ๆ ของทางนั้นเป็นขุนนางเล็กๆ อยู่พื้นที่อื่น นานๆ ทีกว่าจะกลับมาสักครั้ง
นี่ก็เท่ากับว่าอาศัยอยู่กันเอง
คิดดูนะมีครอบครัวไหนบ้างที่ลูกชายอยู่ที่อื่น ทุกครอบครัวก็อยู่ด้วยกันทั้งนั้น เรื่องแบบนี้พบเจอได้ยากมาก
วันหน้าถ้าหลี่ซิ่วมีลูกชายให้นายท่านจวี่เหรินอีกคน เขาจะยิ่งดีกับนางมากขึ้นไปอีก
อายุสี่สิบเจ็ดแล้วอย่างไร อายุมากสิถึงรู้จักเห็นใจคนอื่น
ไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นเหรอว่า ลูกชายหลานชายคนโต จะได้รับความรักมากเป็นพิเศษถ้าอยู่ด้วยกันได้ดี สี่สิบเจ็ดก็สดชื่นกระปรี้กระเปร่าได้ ออกไปข้างนอกก็ตั้งใจทำงานเก็บเงินให้หลี่ซิ่ว
ยายๆ อย่างพวกนางมองเห็นชีวิตที่สวยงามในอนาคตของหลี่ซิ่วแล้ว รอแค่หลี่ซิ่วพยักหน้ายินยอม
“ท่านยาย ข้าไม่ตกลง ข้าฝากไปบอกด้วย ก็แค่ไม่รู้ว่าอาสามของเป่าจื่อจะลำบากใจหรือเปล่า”
พวกยายหวังตะลึงอีกครั้ง ชิงพูดตัดหน้าท่านย่าหม่า รีบดึงหลี่ซิ่ว “ว่าอย่างไรนะ เจ้าบ้าไปแล้วรึ”
ไม่ได้บ้า
หลี่ซิ่วนวดแขนที่โดนดึงพลางพูด
“ท่านยาย ทำไมข้าต้องแต่งอีกรอบด้วยล่ะ ไม่มีเหตุผลที่ข้าจะต้องแต่งไปไหนอีก…
…ข้าเลี้ยงเป่าจื่อเองก็ดีอยู่แล้ว…
…ท่านลุงซ่งกับพวกท่านยายยื่นมือเข้ามาช่วยข้าเลี้ยงลูก ข้ารู้สึกขอบคุณมาก ทำให้ช่วงสองปีนี้ข้ามีเวลาไปทำงานหาเงิน…
…ตอนนี้เป่าจื่อเลยวัยที่ต้องคอยอุ้มแล้ว ช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดข้าก็ผ่านมาแล้ว…
…อีกสองปีลูกข้าได้เริ่มเรียนหนังสือ พอถึงตอนนั้นข้าก็จะยิ่งมีความหวัง…
…ท่านยาย พูดตามตรง ช่วงไม่กี่ปีมานี้เป็นช่วงที่ข้ารู้สึกสบายใจที่สุด เมื่อก่อนแต่เล็กจนโตข้าไม่เคยสบายใจเท่านี้มาก่อน ข้าไม่อยากถูกผูกมัดอีกแล้ว”
แม้แต่ย่าหม่าฟังจบก็ยังส่ายหน้าต่อเนื่อง
“เจ้าเพิ่งจะอายุเท่าไร ยี่สิบกว่าก็มาบอกสบายใจที่สุด…
…หนุ่มสาวน่ะ อย่าพูดอะไรที่มันปิดกั้นเกินไป…
…เตียงเย็นเฉียบ คนอื่นไม่รู้หรอกว่าเย็นหรืออุ่น และก็ไม่มีใครมานั่งฟังความในใจของเจ้า คนที่เคยลิ้มลองรสชาตินี้เท่านั้นถึงจะเข้าใจ…
…ข้าจำได้ช่วงสองปีนั้น ข้านั่งอยู่บนเตียงคนเดียว พูดคนเดียวเหมือนคนบ้า พูดพึมพำแบบที่ควบคุมตัวเองไม่อยู่…
…พวกลูกๆ ถามว่า ท่านแม่ คุยกับใครอยู่เหรอ…
…หา ข้าพูดเหรอ…
…ดังนั้น ถ้าเจ้าลองมีอีกครอบครัว เกิดมันสบายยิ่งกว่าล่ะ”
“เป็นไปไม่ได้”
หลี่ซิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย นางตัดสินใจแล้ว
ตอนที่ไปขายขนมปังดำตอนนั้นน่ะเหรอ ทำไมนางไม่เห็นจำได้แม้แต่น้อย
น่ารำคาญ ปกตินางไม่ชอบตกเป็นจุดสนใจมากที่สุด
แย่แล้ว เดี๋ยวจบเรื่องนี้แต่ละบ้านต้องคุยเรื่องของนางแน่
ท่านย่าหม่ามองพวกยายหวังที่ช่วยกันเกลี้ยกล่อม จากนั้นก็ส่ายหน้าแล้วเดินไปด้วยความจนปัญญา
วัวไม่กินน้ำ ใครจะจับมันกดหัวบังคับให้กินได้
…
วังจวี่เหรินนึกไม่ถึงว่า ทางเขายินยอมแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธ
ชั่วขณะนั้นเขามีสีหน้าเหลือเชื่อ คิดว่าตัวเองฟังผิด
ท่านย่าหม่าพยักหน้าให้วังจวี่เหรินอีกครั้ง พูดชัดเจน “นางไม่มีวาสนานั้น”
วังจวี่เหรินถึงได้ปรับอารมณ์ทันที พูดขอบคุณท่านน้า ไม่ใช่นางไม่มีวาสนา แต่เป็นเพราะพวกเราไร้วาสนาต่อกัน รบกวนซ่งเสี้ยวเหลียนมามากแล้ว วันนี้ทำซ่งเสี้ยวเหลียนเสียเวลาทบทวนตำรา ขออภัย
ตอนเขามาถึงที่นี่ ซ่งฝูไฉเป็นคนพาเขาเข้ามา เห็นบนโต๊ะหนังสือของซ่งฝูเซิงมีหนังสือกางอยู่หลายเล่มพอดี
ซ่งฝูเซิง นั่นมันหนังสือของหมี่โซ่วที่อ่านค้างไว้ ข้านั่งแทะเม็ดแตงอยู่ข้างๆ ยังไม่ได้แตะหนังสือเลย
“ไม่รบกวน วันนี้ข้าไม่ได้ทบทวน”
“ซ่งเสี้ยวเหลียน อย่าเกรงใจ ข้าเห็นหมดแล้ว” ให้เกียรติกันมาก อยู่คุยด้วยตลอด
อะไรกัน พูดความจริงกลับไม่มีคนเชื่อ
เด็กติดตามของวังจวี่เหรินถือคบเพลิงวิ่งมาจากหลังบ้าน
ก่อนมาที่นี่เจ้านายของเขากำชับไว้ว่า มาถึงแล้วให้ไปช่วยทำงาน
ครอบครัวซ่งไม่มีบ่าวรับใช้ และก็ไม่มีห้องเล็กไว้ให้บ่าวรับใช้อยู่ ดังนั้นอย่าอยู่ว่าง เห็นอะไรช่วยได้ก็ช่วย
แต่คนครอบครัวซ่งไม่ให้เขาทำงาน เด็กติดตามก็เลยนั่งดื่มนมร้อนอยู่ในครัวด้านหลังตลอด
ซ่งฝูเซิงมาส่งวังจวี่เหรินที่หน้าประตูรั้วด้วยตัวเอง มองเจ้านายกับบ่าวรับใช้ขึ้นเกวียน
…
หลังจากวังจวี่เหรินกับบ่าวรับใช้กลับไป หลี่ซิ่วไม่แม้แต่จะไปเจอคนผู้นี้ และไม่ได้รู้สึกอะไร
แต่พวกยายๆ ที่ปากเปราะ เป็นเดือดเป็นร้อนแทนกลับรู้สึกใจมันโหวงๆ อย่างบอกไม่ถูก
จะปล่อยไปแบบนี้เหรอ
พลาดคนนี้ไปอาจไม่มีของดีมาอีกแล้วนะ
หลี่ซิ่ว วันหน้าเจ้าจะนึกเสียใจ พวกเจ้าสองคนจะไม่มีความเป็นไปได้อีก
พวกเราไม่มีทางให้ฝูเซิงออกหน้าไปขอร้องวังจวี่เหรินอีกเพื่อเรื่องคู่ครองของเจ้า
ซ่งอิ๋นเฟิ่งนั่งอยู่ในห้องอบขนม เป่าปล้องไม้ ดึงหีบลม อบขนมเค้ก ระหว่างนั้นก็แอบมองหลี่ซิ่วอยู่เรื่อยๆ
“พี่ใหญ่ ขนมหม้อนั้นจะเกินเวลาแล้วนะ” หลี่ซิ่วบีบครีมดอกไม้โดยไม่เงยหน้ามอง
“หา? เอ๊า ข้าทำไฟแรงเกินไปด้วย ดูสมองข้าซิเนี่ย” ซ่งอิ๋นเฟิ่งรีบยืนขึ้น ไปยุ่งกับงานตัวเอง
เหอซื่อสวมหมวกทำขนมเค้ก สวมผ้าปิดปาก ถุงมือ ยกถาดใส่ฐานขนมเค้กอันใหญ่เดินผ่านหลี่ซิ่วพลางส่ายหน้า เสียดาย
หลี่ซิ่วถอดถุงมือออก ทำงานต่อไม่ได้แล้ว แต่ละคนเอาแต่แอบมองนาง “เป่าจู ช่วยลงบัญชีให้ข้าด้วย วันนี้ข้าพอแค่นี้ พรุ่งนี้ค่อยลุกมาทำแต่เช้า”
“ได้จ้ะท่านน้า กลับไปก่อน พรุ่งนี้ไม่ต้องหิ้วนมนะ เดี๋ยวข้าให้คนอื่นทำ”
จะให้หลี่ซิ่วหิ้วนมที่ทุกคนใช้อยู่คนเดียวไม่ได้
อาเล็กบอกว่าอย่ารังแกคนอื่น อย่าคิดว่าคนอื่นไม่มีหัวใจ
ทุกคนคิดว่าคนทำขนมทั้งหมดเป็นญาติใกล้ชิดกัน แต่หลี่ซิ่วเป็นคนนอกแค่คนเดียวใช่ไหมล่ะ
หลี่ซิ่วยิ้มให้เป่าจู เข้าใจดี น่าจะเป็นความต้องการของพั่งยา
นางนับถือในน้ำใจของพั่งยาที่ตั้งใจสอนนางทำขนมมาตลอด สอนแบบตัวต่อตัว ค่อยๆ สอน สอนจนเป็นนางก็มีวิชาติดตัวไว้เลี้ยงครอบครัวเลี้ยงลูกชายได้
ในครอบครัวนี้ หลี่ซิ่วรู้ดีแก่ใจว่ามีแค่พั่งยาที่จริงใจกับนางที่สุด
แต่ไหนแต่ไรมาถ้านางทำได้ดีทำได้เยอะ พั่งยาก็จะมีเงินรางวัลให้ แต่ถ้าทำได้ไม่ดีก็พร้อมจะตำหนิ
คุยเรื่องงานก็คุยกันอยู่แค่นี้ ไม่มีทางเอาเรื่องส่วนตัวที่นางต้องเลี้ยงลูกชาย ไม่มีทางเอาสารพัดเรื่องมาปะปนกับงาน
“ได้ งั้นพรุ่งนี้เช้าข้าจะไปเก็บฟืน เผื่อได้มาบ้าง หึหึ” หลี่ซิ่วยิ้มให้แม่ครัวขนมทุกคนในห้อง จากนั้นถึงหันตัวเดินกลับบ้าน
บ้านใหม่ของนางกับลูกชายมีแค่สองห้อง โครงสร้างคล้ายบ้านของหนิวจั่งกุ้ยกับซื่อจ้วง ก็แค่พื้นที่น้อยกว่ามาก
หนึ่งห้องเอาไว้วางข้าวของเครื่องใช้ อีกห้องสำหรับพักอาศัย
หลี่ซิ่วคิดไว้ว่ารอลูกชายนางโตค่อยขนของออกมาแล้วให้ลูกชายแยกห้องนอน จากนั้นก็หาโต๊ะเขียนหนังสือกับชั้นหนังสือไปใส่ให้
บ้านใหม่หลังนี้ก็ถือว่ามีของครบครัน ไม่ได้ขาดอะไร ใช้เงินที่หลี่ซิ่วพยายามทำงานในช่วงสองสามปีนี้จนหมด
ตอนนี้นางเหลือเงินอยู่ไม่ถึงสองตำลึง ฐานะแย่กว่าสิบกว่าครอบครัวในเก้าสกุลเยอะทีเดียว แต่นางคิดว่าแม่หม้ายอย่างนางทำได้ดีมากแล้ว
บ้านก็สร้างแล้ว ของขวัญแต่งงานนางก็ให้ได้ไม่แพ้ครอบครัวที่มีผู้ชาย นางควักเงินไม่น้อยไปกว่าใคร ไม่เคยเป็นตัวถ่วง อีกทั้งนางก็เลี้ยงลูกชายได้แข็งแรงสมบูรณ์