ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 713 คนอย่างข้า
ตอนที่ 713 คนอย่างข้า
มันเรื่องอะไรน่ะเหรอ
ก่อนหน้านี้มีคนแอบเห็นแก่ตัว คาดหวังว่าอาสามของเขาจะสอบตก แบบนี้ก็ไม่ต้องไปจากครอบครัว อย่างมากก็แค่ไปเป็นขุนนางอยู่ในเมืองหรือละแวกใกล้เคียง
ขอแค่กลับบ้านได้บ่อยๆ พวกเขาก็รู้สึกว่าเสาหลักยังอยู่
แต่ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ อยู่ๆ เบื้องบนก็มีคำสั่งต่างๆ ลงมา เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสอบจอหงวนที่เว้นมาหลายปี มีคนกลุ่มไหนบ้างที่เข้าร่วมการสอบไม่ได้ และยังมีกฎที่ว่า หลังจากสอบได้จอหงวนจะไปเป็นขุนนางอย่างไร
เรื่องนี้ค่อนข้างวุ่นวายเละเทะในสมัยฮ่องเต้องค์ก่อน
อาจเพราะเมื่อก่อนมีคนที่ฉวยโอกาสเข้ามาตอนสอบจอหงวน ฉวยโอกาสได้เป็นขุนนาง ฮ่องเต้องค์ใหม่ก็เลยจัดระเบียบในตอนนี้อีกครั้ง
คนที่เข้าร่วมการสอบจอหงวนไม่ได้มีดังนี้
ไม่ใช่แค่คนที่เป็นบ่าวรับใช้เท่านั้นแล้ว
อย่างสตรี ลูกเขยที่แต่งเข้าครอบครัวฝ่ายหญิง ในที่นี้หมายถึงลูกที่เกิดมาใช้แซ่ตามแม่ อย่างในครอบครัวสามรุ่นมีคนเคยทำผิดกฎบ้านเมือง อย่างคนที่เคยเป็นนักแสดงขับร้อง ลูกหลานของโสเภณี รวมถึงลูกของมือปราบที่มีเป็นจำนวนมาก
จุดนี้มีการระบุอย่างชัดเจน เพราะคำนึงถึงว่าหากลูกสอบได้จอหงวน ตำแหน่งใหญ่กว่าพ่อ แล้วจะเรียกพ่อว่าอย่างไร นี่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดของขงจื๊อ
จุดนี้สมัยอดีตฮ่องเต้ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจน
ในความทรงจำของซ่งฝูเซิง อย่างน้อยสมัยที่เขาสอบถงเซิงก็ไม่มีกฎนี้
เล่นเอาเขาก็รู้สึกเหนือความคาดหมาย
ฮ่องเต้องค์ใหม่แบ่งกฎของมือปราบละเอียดมาก อย่างพวกมือปราบหรือเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพพวกนี้มีจำนวนเยอะมาก
ลูกหลานของพวกมือปราบหลายประเภทห้ามสอบจอหงวน พวกต้าหลังก็ถูกจัดอยู่ในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
เช่นนั้นพวกต้าหลังก็ต้องพยายามไต่เต้าขึ้นไปให้สูง ถ้าไม่ขึ้นไปเป็นขุนนาง เกิดวันหน้าลูกชายของพวกเขาอยากสอบจอหงวนจะทำอย่างไร
เลิกพูดจุดนี้ สำหรับคนในเก้าสกุลแล้ว เรื่องของพวกต้าหลังไม่ใช่เรื่องด่วน
ไว้ถึงเวลาค่อยว่ากัน
อายุยังน้อย กว่าจะแต่งงานมีลูก กว่าลูกจะโตจนอยากเข้าสอบจอหงวน นั่นมันอีกตั้งกี่ปี
ถ้าอย่างนั้น อีกหลายปีให้หลัง เกิดพวกต้าหลังยังไม่ได้เลื่อนขึ้นเป็นขุนนาง ใช้คำพูดของท่านลุงซ่งตอนเพิ่งได้ยินเรื่องนี้ก็คือ “มีฝูเซิงไปปูทางให้ พวกเขาทำงานหลายสิบปี ถ้ายังเลื่อนขึ้นไปไม่ได้ เป็นแค่มือปราบเล็กๆ เช่นนั้นก็นอนจมกองเยี่ยวตัวเองตายไปเถอะ”
ดังนั้นตอนนี้ เรื่องที่ทำให้พวกคนในเก้าสกุลร้อนใจก็คือคำสั่งที่สอง
คำสั่งมีอยู่ว่า นับตั้งแต่จอหงวนรุ่นนี้เป็นต้นไป ขุนนางที่สอบผ่านจอหงวนจะต้องไปรับตำแหน่งในที่ที่ห่างจากบ้านไปสามร้อยลี้
นี่เป็นเรื่องเมื่อไม่กี่วันก่อน พอมีคำสั่งนี้ออกมา ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น คนในครอบครัวซ่งก็เลยเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ใจหายวาบ
ซึ่งก็หมายความว่า ไม่ว่าฝูเซิงจะสอบได้ดีหรือไม่ดีก็กลับบ้านไม่ได้อยู่ดี
ฮ่องเต้ จะเริ่มนับตั้งแต่รุ่นหน้าไม่ได้เหรอ
ฮ่องเต้ รุ่นนี้เรียกรุ่นเมตตาไม่ใช่เหรอ เช่นนั้นก็เมตตาให้ถึงที่สุดสิ
ฮ่องเต้ ครอบครัวเราเพิ่งสร้างบ้านเสร็จ ยังเข้าอยู่ได้ไม่เท่าไหร่เองนะ
อยู่ๆ มาสั่งให้ออกไปสามร้อยลี้ เล่นเอาพวกเราที่แอบหวังว่าฝูเซิงจะสอบตกไม่มีหวังแล้ว
พอเถอะ
อย่าคร่ำครวญอะไรที่มันไร้ประโยชน์เลย ฮ่องเต้ไม่ได้ยินหรอก ต่อให้ฟังก็ไม่ฟังพวกเจ้า พวกเจ้าเป็นใครกัน
สรุปว่าเหตุการณ์ก็เป็นแบบนี้ เรื่องเป็นมาอย่างนี้ พวกเรามาคุยดีกว่าว่าจะเอาอย่างไร
จะทำอย่างไรได้ เช่นนั้นก็ตามไปด้วยกันสิ
“ว่าอย่างไรนะ” ตอนที่ซ่งฝูเซิงได้ยินแบบนี้ครั้งแรกถึงกับสะดุ้งตกใจ
ซ่งฝูกุ้ยยืนขึ้นก่อน พูดอย่างจริงจัง
“อย่างข้าที่ทำอะไร เป็นคนทำได้ทุกอย่าง…”
ปรากฏว่าพอพูดจบประโยคนี้ก็เล่นเอาพวกผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างล่างพากันหัวเราะ
ซ่งฝูกุ้ยอย่าทำตัวจริงจังเลย
“ทำไม ข้าพูดผิดเหรอ คนแบบข้า พวกเจ้าเคยเจอมาสักกี่คนกัน…
…หา? ข้าไม่ฉลาดเหรอ ไม่เก่งเหรอ…
…ดังนั้นข้าจะไปอยู่ไหนก็ได้…
…ข้าไม่จำเป็นต้องเอาแต่รับส่งของ อีกอย่าง ตอนนี้ร้านรับขนของก็กิจการดี ขาดข้าสักคนก็ไม่เป็นไร…
…ข้าเคยคุยกับเมียแล้ว ไม่เชื่อถามเมียข้าได้เลย”
คำพูดเดียวเผยความลับ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องถามเมียก่อน
ซ่งฝูกุ้ยพูดต่อ
“ก็แค่ครอบครัวข้ามีลูกเล็ก หน้าหนาวจะลำบากหน่อย ครอบครัวเราจะไปไหนก็ได้…
…ฝูเซิงอยู่เมืองหลวง ข้าจะไปเป็นบ่าวรับใช้ให้เขา หรือจะให้เป็นคนติดตาม คนคุมรถม้า คนเฝ้าบ้าน ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น…
…อย่างเมียข้า เข้าครัวทำอาหารได้ ซักผ้าหาบน้ำ เมียข้ายืนหนึ่ง…
…ส่วนพวกเนียนปาก็เก็บกวาดรอบบ้านได้ ทำได้ใช่ไหม”
พวกลูกๆ ของฝูกุ้ยรีบพากันพยักหน้า “พ่อ ข้าทำได้”
“ฟังดูนะ มีแค่ครอบครัวข้าที่ทำได้ทุกอย่าง สารพัดงานจิปาถะทำได้หมด”
นี่ก็คือการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาต้องการตามไปด้วย
ซื่อจ้วงยืนขึ้นทันทีถัดจากซ่งฝูกุ้ย สายตาจ้องซ่งฝูเซิงเขม็ง เขาต้องติดตามไป อย่าคิดจะทิ้งเขา
เฉียนเพ่ยอิงอยากอ้างเป่าจู แต่เป่าจูชิงพูดขึ้นก่อน “แม่บุญธรรม เอาพี่ชายข้าไปด้วยได้ไหม”
ท่านย่าหม่ามองเป่าจู “เอาพี่ชายเจ้าไปด้วยได้”
“เช่นนั้นก็ดี ดีมากเลย ให้พี่ชายข้าควบเกวียนให้พ่อบุญธรรม”
เฉียนเพ่ยอิง “…”
หนิวจั่งกุ้ยจับแขนซ่งฝูเซิง เขาหวั่นใจมาก เพราะตอนนี้เขารับหน้าที่ทำบัญชีให้ม้าพันลี้ “นายท่าน อย่าทิ้งข้าไว้ อย่าทิ้งข้าไว้ทำบัญชี ข้าไม่เอานะ”
เกาเถี่ยโถวลุกขึ้น เขาพูด “อาสาม ข้าเคยหารือกับเถาฮวา ข้าจะไม่ทำแล้ว ข้าจะไปกับท่านด้วย”
เกาถูฮูตกใจจนกัดปากตัวเอง
ก่อนหน้านี้เขายังกลุ้มใจจนต้องสูบยาสูบ “เถี่ยโถว เจ้าเอาแค่อาสาม ไม่เอาพ่อแล้วเหรอ” โดนทิ้งกะทันหัน
เกาเถี่ยโถวตอบ
“ไม่ใช่นะพ่อ ข้าจะทิ้งพ่อได้อย่างไร พอถึงช่วงขึ้นปีใหม่ อาสามกลับบ้านมาฉลอง พวกเราก็ต้องตามกลับมาด้วยอยู่แล้ว…
…ก็แค่…ข้าไม่อยากทำต่อแล้ว…
…เมื่อหลายวันก่อนเกิดเรื่องขึ้นในที่ทำงาน แต่ละหน่วยก็เคยเอาไปพูดกัน ข้าไม่มั่นใจ เลยเข้าไปคุยกับใต้เท้าผางที่ดูแลพวกข้า ถามเขาว่าข้าเป็นอย่างไร…
…เขาบอกว่าเพราะข้าหูแหว่ง ไม่เหมือนกับพวกพี่ต้าหลัง ถ้าอยากเลื่อนขึ้นไปสูงๆ อาจต้องเปลืองแรงมากหน่อย…
…เอาเป็นว่าเรื่องก็ประมาณนี้…
…ข้าไม่อยากทำแล้ว ให้ข้าติดตามอาสามไป ทำอะไรก็ได้…
…ข้าไม่อยากเอาตัวเองไปผูกกับเงินแค่นั้นจนตายหรอก”
เฉียนเพ่ยอิงฟังแล้วก็อึ้ง
นี่ใช่ยุคโบราณเหรอ ความคิดของเถี่ยโถวใกล้เคียงกับยุคปัจจุบันมาก
งานดีๆ แถมยังเป็นงานราชการ บทจะไม่เอาก็ไม่เอาแล้วเหรอ
ซ่งฝูเซิงขมวดคิ้วถามเกาเถี่ยโถว “ทำไมก่อนหน้านี้เจ้าไม่มาบอกข้า”
ซ่งฝูเซิงคิดว่า เขาไปคุยกับเหล่าเว่ยเหล่าผางได้
หูแหว่งก็มีหมวกให้ใส่ไม่ใช่เหรอ
ทำไมต้องบอกว่าทำต่อไปก็เลื่อนตำแหน่งยาก เล่นเอาเด็กมันหมดความมั่นใจ
ถ้าไม่ไหวเขาจะพูดกับเหล่าเว่ยเหล่าผางตามตรงว่า พวกเจ้าอย่าทำให้เถี่ยโถวสิ้นหวัง ยอมให้ต้าหลังกับหูจื่อก้าวหน้าช้ากว่าหน่อย ก็ต้องให้เถี่ยโถวมีความหวังก่อน
หูของเถี่ยโถวที่แหว่งถือเป็นความเจ็บปวดในใจซ่งฝูเซิง
เขาพาเด็กคนนั้นไปส่งเสบียง คนข้างนอกมองมาก็สังเกตเห็นหูก่อน
เมื่อก่อนเถี่ยโถวเป็นเด็กที่ดูดีคนหนึ่ง
“อาสาม อย่าไปว่าพวกใต้เท้าเว่ยเพราะข้าเลย ไม่จำเป็น ข้าบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ใช่แค่เรื่องหูของข้า ข้าก็แค่รู้สึกว่ามันน่าเบื่อ ติดตามอาสามไปยังสนุกกว่า”