ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 714 คนเราพบกันได้ทุกที่
ตอนที่ 714 คนเราพบกันได้ทุกที่
ท่าทางของเกาเถี่ยโถวประหนึ่งว่าใครมาเกลี้ยกล่อมก็ไม่เป็นผล
เกาถูฮูฟังถึงตรงนี้ก็กัดฟัน ยืนขึ้นพูด “ได้ พ่ออนุญาต ไม่มีทางด่าว่าเจ้าอกตัญญู ฝูเซิง ให้เถี่ยโถวควบเกวียนให้เจ้าเถอะ เขาติดตามเจ้าข้าก็วางใจ อันที่จริงข้า ข้าก็อยากไปด้วย”
ซ่งฝูเซิงกุมขมับ
แค่ชั่วประเดี๋ยวเดียวเขามีคนควบเกวียนกี่คนแล้ว
มีเกวียนให้ทุกคนคุมเยอะขนาดนั้นที่ไหนกัน คิดว่าเมืองหลวงเป็นสถานที่อะไร
ซ่งฝูหลิงกระซิบถามเถาฮวา “พี่ก็ยอมเหรอ พวกป้าๆ ของข้าก็ยินดีเหรอ”
เถาฮวาตอบด้วยเสียงที่เบากว่า
“ต้องยอมสิ แม่ข้าบอกว่า สามีอยู่ที่ไหน เมียก็ต้องอยู่ด้วย…
…อีกอย่างนะพั่งยา เจ้าอย่าลืมว่าข้าเคยรับปากแม่ทัพลู่ไว้ว่าจะดูแลเจ้าให้ดี…
…เจ้าติดตามน้าสามไป ข้าจะไม่ดูแลเจ้าได้อย่างไร ข้าก็ต้องตามเจ้าไปด้วย”
ซ่งฝูหลิงจุก “…” พี่ไม่ต้องยึดมั่นในคำสัญญาขนาดนั้นก็ได้ คำพูดของลู่พั่นเป็นพระบัญชาของฮ่องเต้หรืออย่างไร
ทำพูดไป สำหรับเถาฮวา คำพูดนั้นของลู่พั่นเปรียบเสมือนพระบัญชาของฮ่องเต้จริงๆ
เพราะนางคิดว่าคนสูงส่งอย่างแม่ทัพเคยขอร้องใครที่ไหนกัน
แต่ตอนนั้นที่เขามองนางแล้วพูดขอบคุณพร้อมสายตาไหว้วาน คำพูดของนางก็พรวดออกไป ใช้ม้าสี่ตัวก็ตามกลับมาไม่ทัน
เถาฮวายังได้พูดถึงเรื่องตัวเองต่อ
“พั่งยา เจ้าไม่รู้ อันที่จริงพ่อแม่ข้าก็อยากตามไปด้วย แต่เมื่อคืนพี่ชายข้าขอร้องพวกเขาไว้ บอกว่าพ่อกับแม่จะทำแบบนี้ไม่ได้ ข้าได้ยินพ่อกับแม่คุยกันเบาๆ ว่า เช่นนั้นก็หาเมียให้พี่ชายข้าก่อน พอเขามีครอบครัวมั่นคงแล้วค่อยไป อย่างเร็วก็ปีนึงถึงจะตามครอบครัวเจ้าไปได้”
ซ่งฝูหลิงอ้าปากค้าง อึ้งไปหลายวินาที “ไปกันหมด บ้านเราเพิ่งสร้างเสร็จ ถ้าเป็นแบบนั้นไปอยู่ที่อื่นก็ต้องสร้างบ้านอีก”
ในเวลาเดียวกัน ทางด้านซ่งฝูเซิง
ท่านลุงซ่ง “ฝูเซิง ข้าอายุมากขนาดนี้แล้ว อยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ ข้าอยาก…”
ซ่งฝูเซิงรีบชิงตัดบท
“ท่านลุงซ่ง หยุดเลย…
…ที่นี่มีที่ดินผืนใหญ่ แถมยังมีครอบครัวใหญ่ขนาดนี้ ท่านลุงไปแล้วใครจะเฝ้าดูแล…
…ใช่ว่าข้าจะไม่กลับมาฉลองปีใหม่ฉลองเทศกาล ที่นี่ต่างหากคือบ้านข้า…
…ถ้าไม่ไหว เช่นนั้นก็รอข้าไปปักหลักให้มั่นคงก่อนค่อยตามไป ดีไหม”
ปีใหม่ปีนี้ไม่มีแม้แต่คำอวยพร เพราะมัวแต่ถกกันว่าใครจะไปใครไม่ไป
ห้องรับแขกของบ้านซ่งฝูเซิงต้อนรับคนที่อยากติดตามเขาไปอย่างไม่หยุดหย่อน
อีกทั้งแต่ละคนยังเหมือนอ้างเส้นสาย ต่างแยกกันมาหาเขาตามลำพัง
กัวคนโต “ข้าดูแล้ว พวกฝูกุ้ยยังไม่มั่นคงเท่าข้า ข้าว่าให้ครอบครัวข้าติดตามไปดีกว่า ไม่เป็นไร ลูกสาวข้าแต่งกับคนในหมู่บ้าน ข้าวางใจ ใครยังจะกล้ารังแกนางได้อีก”
ลูกชายคนสามของบ้านยายซ่ง “พี่ฝูเซิง แม่ข้ามีพี่ใหญ่กับพี่รองดูแล เช่นนั้นข้าไปแล้วกัน”
หวังจงอวี้ถามซ่งฝูเซิงอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ “ขนาดอย่างฝูกุ้ยยังไปได้ แล้วข้าด้อยกว่าเขาตรงไหน”
ลุงใหญ่มาที่บ้านซ่งฝูเซิงแล้วพูดประมาณว่า “ฝูเซิง ข้าต่างหากที่เป็นลุงของเจ้า เจ้าต้องคิดให้ดี ไม่ว่าเจ้าจะไปอยู่ไหน พาครอบครัวข้าไปด้วยเถอะ ข้าอยากไปเสวยสุขกับเจ้า”
คำพูดนี้ของลุงใหญ่เล่นเอาซ่งฝูเซิงหัวเราะ
ความสุขนั้นอยู่ไหนล่ะ ไปจากบ้าน ทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่หมด
ลุงใหญ่ฟังจบก็พูด “งั้นข้ายิ่งต้องย้ายตามเจ้าไป ถ้าเป็นแบบนั้น เริ่มต้นใหม่ก็ลำบาก ลุงใหญ่จะคอยช่วยอยู่ข้างๆ เจ้าโดยไม่ปริปากบ่น วันหน้าก็ได้เสวยสุขร่วมกัน”
“ลุงใหญ่ ชุ่ยหลานลูกสาวลุงไม่แต่งงานแล้วเหรอ ไม่หาเมียให้พี่รองแล้วเหรอ”
“นั่นมันเรื่องเล็ก ชุ่ยหลานแต่งงานได้สองวันข้าก็ไปหาเจ้าได้แล้ว ส่วนพี่รองของเจ้า คู่ครองของเขาจะไปหาที่ไหนก็ได้ ทำไม เมืองหลวงไม่มีผู้หญิงเหรอ”
และก็มีคนที่ไม่ได้มาหา
อย่างท่านลุงซ่ง พอถูกปฏิเสธหลังจากคำพูดนั้น ก็ไม่ได้เสนอตัวว่าอยากตามซ่งฝูเซิงไปอีก
ท่านลุงซ่งแค่นอนอยู่บนเตียงในบ้านตัวเองพลางพูดพึมพำ
“อยู่ว่างๆ ต้องนอนให้มากๆ บ้านหลังนี้ของข้าไม่ได้สร้างมาง่ายๆ มีความสุขกับมันให้มากๆ ดีไม่ดีอีกไม่กี่เดือนก็ไปแล้ว ไม่ต้องเพาะปลูกอยู่ที่นี่”
ในความคิดของผู้เฒ่าซ่ง ถ้าไปได้ก็ไม่เสียชาติเกิดแล้ว
คิดๆ ดูก็น่าสนุก อยู่ที่นี่สองปี อยู่ที่นู่นสองปี
เอาเป็นว่าที่ไหนก็ไม่ใช่บ้านเกิดทั้งนั้น จะอยู่ที่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคน
ก็แค่กลัวการเดินทาง มีเรื่องฝังใจอย่างหนัก
ตอนนั้นที่ลี้ภัย เดินจนเท้าแทบขาด
ถ้ามีนกยักษ์แบบในเรื่องเล่าของพั่งยาคงดี ฟึ่บทีเดียวเขาก็ไปอยู่ตรงหน้าฝูเซิง ไม่ว่าสถานที่ใหม่จะดีหรือไม่ดี เขาก็สามารถนอนพักบนเตียงได้ทันที สูบยาสูบสองรอบ ดื่มชาสองถ้วย
แถมยังจะบินฟึ่บกลับมาได้อีก ดูแลบ้านเฝ้าบ้าน ทำให้พวกเขาตกใจเล่น
เฮ้อ ไม่มี
เย็นวันนี้หลังจากซ่งฝูเซิงส่งบรรดาคนที่มาขอร้องเขากลับไปจนหมด เขาก็รู้สึกปลง
เขาเอาเหล้าออกมานั่งดื่มบนเสื่อทาทามิหนึ่งกา
เฉียนเพ่ยอิงมองเขาแล้วสวมผ้ากันเปื้อนไปคั่วถั่วลิสงมาให้
ซ่งฝูหลิงกลับห้องไปหยิบคุกกี้มาให้พ่อ
หมี่โซ่วสนับสนุนผลไม้เชื่อม เม็ดแตง
หมี่โซ่วยังอยากรินเหล้าให้ท่านลุง ทำตัวเป็นเสี่ยวเอ้ออยู่ข้างๆ แต่ฝูหลิงส่ายหน้า บอกให้น้องชายตามนางกลับห้องไปวาดรูป อย่ารบกวน
…
ซ่งฝูเซิงรินเหล้าเต็มถ้วยแล้วดื่มรวดเดียว ดื่มเสร็จเขาก็ยิ้ม “ข้ายังคิดอยู่ว่า พอไปอยู่ที่อื่นพวกเราจะได้ใช้ชีวิตกันแค่สี่คน นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะอยากติดสอยห้อยตามไปด้วย”
เฉียนเพ่ยอิงเอาถั่วลิสงวางบนโต๊ะ ยิ้มพลางพูด “ปากก็พูดเหมือนรังเกียจ แต่ในใจดีใจมากใช่ไหมล่ะ”
“ก็แค่นึกไม่ถึง” ซ่งฝูเซิงพูดจบก็รินเหล้าให้ตัวเองอีกถ้วย
ตอนนี้ในบ้านมีทุกอย่าง ทุกคนไม่จำเป็นต้องตามเขาไป
คนเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะจะรู้สึกไม่มั่นคง
แต่คนเหล่านี้ในครอบครัวเหมือนไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่ บอกเขาว่า ขอแค่ได้ติดตามเขาก็ไม่กลัว
เขาส่ายหน้ายิ้มพลางพูด “พวกคนประหลาด”
เฉียนเพ่ยอิงก็รินเหล้าให้ตัวเอง”คนที่นี่โลกทัศน์แคบ แต่หัวใจเป็นของจริง ถ้าเป็นพวกคนที่คิดว่าตัวเองฉลาดอาจคิดว่าการกระทำของพวกเขาดูโง่ หัวเราะเยาะพวกเขา ตอนแรกสุด ข้าก็คือคนที่คิดว่าตัวเองฉลาด แต่คนที่จริงใจไม่ได้หมายถึงว่าโง่ พวกเขามีคำตอบในใจ ก็คือเชื่อมั่นในตัวท่าน”
ซ่งฝูเซิงรินเหล้าให้ตัวเองอีกถ้วย “อันที่จริงคนฉลาดกลัวเจอคนแบบนี้ที่สุด ยิ่งอยู่ด้วยกันมากๆ ยิ่งเกรงใจไม่กล้ามีเล่ห์เหลี่ยมกับพวกเขา นานวันเข้าคนฉลาดกลับกลายเป็นคนที่โง่เขลาที่สุด”
เฉียนเพ่ยอิงพูดในสิ่งที่กดทับอยู่ในก้นบึ้งหัวใจของซ่งฝูเซิง “คนฉลาดคนนั้นทำไมถึงจะกลายเป็นคนที่โง่เขลาที่สุด เพราะเขาจะเป็นฝ่ายกระโดดออกมาขวางข้างหน้า เพราะกลัวคนเหล่านั้นที่เขารู้จักดีจะโดนรังแก แทบอยากจะช่วยออกหน้าให้ทุกเรื่อง”
ซ่งฝูเซิงเอาสองมือถูหน้าเพื่อปิดบังความเขินอาย ถูกเมียมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ถูกต้อง เขาก็คือคนฉลาดที่ว่า ตอนนี้ไม่หวังผลประโยชน์ไม่หวังชื่อเสียง ไม่หวังอะไรทั้งนั้นแค่เอาตัวไปผูกไว้กับครอบครัวใหญ่ครอบครัวนี้
ถ้าใครกล้ารังแกคนในครอบครัวของเขา คนฉลาดอย่างเขานี่แหละที่จะกระโดดออกไปก่อน อยากออกหน้าช่วยจัดการทุกอย่างให้ด้วยความเต็มใจ
ทั้งที่ตอนแรกสุดเขาไม่ใช่คนแบบนี้
“มา ที่รัก ชนแก้ว”