ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 720-1 ข้าไม่อยากบอกลา
ตอนที่ 720-1 ข้าไม่อยากบอกลา
ซ่งฝูกุ้ยดึงเสี่ยวหงอยู่หลังโรงเตี๊ยมไม่หยุด
“ไปสิ หา? เข้าคอก ไม่ต้องมองแล้ว ทำไมถึงได้ขี้เห่อขนาดนี้”
เสี่ยวหงไม่ไป ออกแรงขัดขืนเต็มที่จะเข้าไปหาธง
บนธงนั่นไม่ใช่มันเหรอ เหมือนส่องกระจกเลย
ช่วงไม่กี่วันมานี้ ตกเย็นของทุกวันเสี่ยวหงจะทำตัวแบบนี้
มันอยากดูว่าตัวเองหล่อหรือเปล่า วันนี้ดูดียิ่งขึ้นหรือเปล่า
ฝูกุ้ยดึงบังเหียนพลางพูด “ใครก็ได้เอาธงนั่นไปเก็บที ไม่เก็บมันก็บ้าเห่ออยู่นั่นแหละ”
ในเวลาเดียวกัน ภายในเรือนด้านหน้าของโรงเตี๊ยมกำลังมีคนเดินกันขวักไขว่
คืนนี้บรรดาจวี่เหรินจะค้างแรมกันที่โรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ไป๋
ซ่งฝูโซ่วกับพวกลูกน้องขนของไปพักโรงเตี๊ยมของชาวบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
หากพวกจวี่เหรินอยากกินของดีหน่อยก็เรียกเสี่ยวเอ้อร์มาสั่งอาหารสั่งเหล้าได้ ควักเงินจ่ายกันเอง
อยากพักดีกว่านั้น คืนนี้ไม่ต้องแออัดสองคนต่อห้อง อยากอาบน้ำอ่านหนังสือ ก็บอกเสี่ยวเอ้อร์ได้ หากมีห้องว่างก็จะจัดการให้ทันที
มีคนรู้จักก็คุยง่าย
แต่มีอยู่สามห้องที่ห้ามแตะต้อง ภายในห้องนั้นมีข้าวของครบครัน เป็นห้องที่เถ้าแก่ไป๋ตั้งใจจัดไว้ให้ครอบครัวของซ่งฝูเซิง
ช่วงนี้มีจวี่เหรินที่จะเข้าไปสอบในเมืองหลวงเยอะมาก บางคนถามว่ายังมีห้องว่างเหลือไหม เถ้าแก่ไป๋ก็โกหกหน้าตาเฉยว่าไม่มี
ภายในห้องข้างกันที่มีฉากกั้น บนโต๊ะกลมตัวใหญ่มีอาหารที่ไอร้อนโชยกรุ่น
ซ่งฝูเซิงกำลังคุยกับเหล่าไป๋ที่นั่งข้างเขา “ตอนนั้นที่เดินทางผ่านไม่ได้พักเพราะมีภารกิจติดตัว หลังจากนั้นก็นั่งเรือกลับ ไม่ได้เดินเท้า วันนี้ในที่สุดก็ได้เข้ามานั่งคุยกันแล้ว”
จากกันครั้งนั้นก็เป็นปี
เหล่าไป๋นั่งเก้าอี้แค่ครึ่งก้น หันตัวมาพูด “หลังจากพวกเจ้าไปครั้งนั้น ข้าก็มักจะไปชะเง้อมองที่ปากทาง คิดว่าทำไมพวกเจ้ายังไม่กลับมา”
เสี่ยวอู่ที่นั่งถัดจากเหล่าไป๋ไปอีกพูดเสริม “เรียนนายท่าน เถ้าแก่ของพวกเราไม่ใช่แค่ไปที่ปากทางบ่อยๆ แต่ออกไปชะเง้อมองที่ข้างนอกทุกวัน เป็นห่วงพวกท่านมาก กลัวจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ปากก็พึมพำตลอดว่าทำไมไปแล้วไม่กลับมากัน”
ซ่งฝูเซิงชี้เสี่ยวอู่ ยิ้มพลางพูด “เสี่ยวอู่ ทำมาพูดเรียนนายท่าน ข้าจำได้ ตอนนั้นพวกเรากลับมากลางดึก เจ้ายังมาแอบดูจนตกเก้าอี้เลยใช่ไหม”
เสี่ยวอู่หน้าแดง ยืนขึ้นตบหน้าตัวเองเบาๆ
“นายท่าน ข้าผิดไปแล้ว นับตั้งแต่ครั้งนั้นข้าก็จดจำไว้ขึ้นใจ ท่านทำให้ต่อมาข้ากลายเป็นคนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่กล้าแอบดูใครอีกแล้ว”
ซ่งฝูเซิงส่ายมือ ยิ้มพลางบอกว่าทำอะไรแบบนั้น
ก็แค่พูดขึ้นมาเล่นๆ
เขาพูดต่อ “เสี่ยวอู่ทำไปเพราะจิตใจดี ใจดีจนเก็บงำไว้ไม่อยู่”
ซ่งฝูหลิงที่นั่งข้างแม่ก็ยิ้มพลางพูดเสริม “จริงเจ้าค่ะท่านพ่อ ตอนนั้นพวกเราแบกกระสอบเมล็ดสนไม่ไหว เสี่ยวอู่ปากก็บ่น แต่กลับช่วยแบกกระสอบให้ จนถึงตอนนี้ลูกยังจำได้”
เสี่ยวอู่ไม่กล้ามองซ่งฝูหลิงตรงๆ ตั้งแต่นางปรากฏตัว
นี่เหมือนเด็กผู้หญิงหน้าตามอมแมมในตอนนั้นที่ไหนกัน
ตอนนั้นเขาแทบไม่อยากชายตามอง
แต่ตอนนี้ หากไปบอกคนข้างนอกว่าสาวน้อยตรงหน้าเคยมีผมแห้งเหมือนใบไม้ แต่งตัวซอมซ่อ เคยขายเมล็ดสน พยายามพูดโน้มน้าวเต็มที่เพื่อขายเมล็ดสน ใครยังจะเชื่ออีก
เวลานี้ซ่งฝูหลิงชมเขา เสี่ยวอู่ยิ่งทำตัวไม่ถูก เกร็งยิ่งกว่าตอนพูดกับซ่งฝูเซิงเมื่อครู่
ตื่นเต้นมากเกินไปเลยตบหน้าตัวเองอีกที
ตบหน้าทำไมอีก
“ข้า ข้าแค่ตื่นเต้น” ไม่กล้าคิดเลยว่าแม่นางซ่งยังจำเรื่องเล็กน้อยที่เขาช่วยเหลือได้อีก
หมี่โซ่วถามเสี่ยวอู่ “เช่นนั้นยังจำข้าได้ไหม”
“จำได้ เจ้าสูงขึ้นเยอะเลย ข้าจำได้ ตอนนั้นเจ้าเก่งสุดในกลุ่มเด็กๆ ขายเมล็ดสนออกไปได้กระสอบใหญ่”
“ตอนนี้ให้ข้าออกไปอีกครั้งก็ยังขายได้กระสอบใหญ่เหมือนเดิม”
ภายในฉากกั้น ทุกคนพากันหัวเราะเสียงดัง
เถ้าแก่ไป๋ดื่มจนหน้าแดงก่ำ
เขาไม่ได้คะยั้นคะยอให้ซ่งฝูเซิงดื่มเหล้า พรุ่งนี้ยังต้องออกเดินทางแต่เช้าอีก
ชี้ซ่งฝูกุ้ย เขาจำได้ หันไปถามซ่งฝูเซิง “คนนั้นก็คือคนที่ตกลงมาจากต้นสนหรือเปล่า ข้าจำได้ ตอนนั้นเขากลับมาทั้งที่ใบหน้าเลอะเลือด”
“ใช่ เขานั่นแหละ ดวงแข็งไม่เบา”
ซ่งฝูกุ้ยหัวเราะเสียงดัง “เถ้าแก่ไป๋ไม่รู้ จากนั้นข้าก็เอาแต่อ้วก อ้วกตลอดทางจนเข้าเมืองเฟิ่งเทียน พอไปถึงที่นั่นข้ายังเคยเดินตกหลุมตกไปในแม่น้ำด้วย เอาเป็นว่าเห็นอะไรก็ตกหมด สวรรค์เข้าใจกลั่นแกล้งข้าจริงๆ”
ทุกคนมารวมตัวกันพูดคุยกันไปมากมาย
บรรยากาศประมาณว่า คนไม่เจอกันนานก็เฝ้ารอการพบกันอีกครั้ง เมื่อเจอกันอีกครั้งก็กลัวว่าวันเวลาจะผ่านไปเร็ว รำลึกความหลังได้ไม่มีวันหมด เล่าความฝันได้ไม่รู้จบ
เล่าถึงความทรงจำแรกที่เถ้าแก่ไป๋มีต่อซ่งเก้าสกุล พอเข้ามาก็ทำเขาตกใจ ยากจนเสียจริง ไอ๊หยา อยู่ที่นี่เขาไม่ค่อยได้เห็นคนที่นิ้วเท้าทะลุออกมาจากรองเท้า ผมเผ้าแห้งเสียยิ่งกว่าหุ่นฟาง
เล่าถึงโชคดีที่ซ่งเก้าสกุลเอาหัวไชเท้ามาส่งที่เขาหลายเกวียนแต่เนิ่นๆ ไม่อย่างนั้นเกิดน้ำท่วม ก็ต้องรออีกปีถึงจะทำตามสัญญาได้
เล่าถึงเรื่องที่เด็กในครอบครัวแต่งงานกันไปหลายคู่แล้ว ได้ยินว่าเถ้าแก่ไป๋ยังได้ให้ม้าพันลี้ไปส่งของขวัญด้วย เกรงใจเกินไปแล้ว
เถ้าแก่ไป๋พูด “เกรงใจอะไรล่ะ ก็แค่น้ำใจ ตอนได้ยินข่าวนี้ข้าอยากตามม้าพันลี้ไปร่วมดื่มเหล้ามงคลด้วยซ้ำ แต่ว่าไปไม่ได้ สอบจอหงวนครั้งนี้ทำให้มีคนมาพักที่โรงเตี๊ยมมากขึ้น”
ซื่อจ้วงกับเกาเถี่ยโถวยกจอกเหล้ายืนขึ้น ดื่มให้เถ้าแก่ไป๋
เกาเถี่ยโถวเชื้อเชิญจากใจจริง “ก่อนพวกเราออกมา ปู่ทวดบอกว่า หากเจอท่านต้องบอกให้ได้ว่า หากว่างเชิญไปเที่ยวที่บ้าน”
ซ่งฝูเซิงกินหัวไชเท้าดองที่โรงเตี๊ยมตอนนั้นให้มาพลางอมยิ้มพยักหน้า
ว่างๆ ก็ไปเที่ยวบ้าน จะมองเหล่าไป๋เป็นสหายและญาติห่างๆ
ตอนนั้นชีวิตลำบากเหลือเกิน
แต่เหล่าไป๋ไม่เพียงแต่จะไม่กลั่นแกล้งพวกเขา ยังคอยยื่นมือเข้ามาอำนวยความสะดวกให้ด้วย
ตอนนั้นหมั่นโถวสักลูกที่หยิบยื่นให้พวกเขา แม้จะเป็นผักดองเพียงจานเดียว ความหมายก็แตกต่างกัน
เถ้าแก่ไป๋ดื่มเหล้ารวดเดียวหมดจอก “สัญญา ถ้ามีโอกาสข้าจะไปเยี่ยมทุกคนแน่ แค่ได้ยินพวกเจ้าเล่าเรื่องบ้าน เรื่องแปลงเพาะปลูกผืนใหญ่ หากไม่ได้เห็นกับตามันไม่ถึงใจ ฮ่าๆ”
เถ้าแก่ไป๋กับเสี่ยวอู่ยังได้มีการจัดแจงเป็นพิเศษ พาซ่งฝูเซิง เฉียนเพ่ยอิง พวกซ่งฝูกุ้ยไปห้องที่เคยอยู่ในตอนนั้น เปิดห้องให้ดู
ซ่งฝูเซิงกับเฉียนเพ่ยอิงยืนเคียงกันอยู่ตรงประตู
สองสามีภรรยามองเตียง มองพื้น นึกถึงภาพที่ทุกคนนอนเบียดกันอยู่ในห้องนี้
ตอนนั้นแม้แต่บนเก้าอี้พวกนั้นก็นั่งหลับได้ คิดดูแล้วกันว่านั่งหลับได้ยังไง ลำบากยิ่งกว่านั่งรถไฟชั้นประหยัด
แต่พวกเขาก็ผ่านมาแล้ว
และก็เป็นที่นี่ที่พวกผู้ใหญ่เข็นรถไปยังป่าสนที่อยู่ไกลมาก ผ่านสุสาน เก็บเมล็ดสน
ตอนนั้นสู้สุดใจแทบไม่คิดชีวิตเพื่อให้เก็บเมล็ดสนได้มากขึ้น ไม่มีอุปกรณ์อะไรช่วย แม้แต่ต้นไม้สูงก็กล้าปีน
พวกเด็กๆ ในบ้าน พวกสาวๆ พาพวกน้องๆ เอาเมล็ดสนไปคั่วในครัว คั่วเสร็จก็ยืนขายที่ปากทางหรือไปขายในโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้าม
…