ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 722-2 สายลมอ่อนสะกิดหัวใจ
ตอนที่ 722-2 สายลมอ่อนสะกิดหัวใจ
ตกเย็น ยายๆ ทั้งเจ็ดยกเว้นท่านย่าหม่า จูงเกวียนวัวพลางด่าพวกสาวใช้ “อายุเพิ่งจะเท่าไหร่ แค่บังคับเกวียนยังสู้ยายๆ อย่างพวกข้าไม่ได้”
แม้แต่ยายเถียนที่ใจดีสุดยังพูดด้วยน้ำเสียงรังเกียจ
“พวกเจ้าต้องรู้จักเสียดายความสุขที่มีอยู่ นี่เพิ่งจะไม่ถึงไหนก็มาบอกว่าเหนื่อย…
…เหนื่อยอะไรกัน มีข้าวให้กิน มีเสื้อผ้าให้ใส่ ไม่ต้องคุกเข่าไม่ต้องล้างเท้าให้เจ้านาย สอนให้พวกเจ้ามีความสามารถไว้ใช้หาเงินได้ สาวใช้บ้านไหนมีเรื่องดีๆ แบบนี้กัน…
…นึกถึงตอนนั้น ข้ายังต้องล้างกระโถนขี้เยี่ยวด้วย แต่ข้าได้ตกรางวัลจนแทบคุกเข่าหมอบกราบ…
…พวกเจ้ารู้หรือเปล่า ทำงานหาเงินข้างนอกยากยิ่งกว่าล้างกระโถนฉี่อีก พวกเจ้าต้องกัดฟันอดทนรีบเรียนให้เป็นไวๆ”
เพิ่งฝึกได้ไม่กี่วัน เด็กสาวยี่สิบสี่คน เมื่อมายืนอยู่ตรงหน้าท่านย่าหม่าอีกครั้งก็เหมือนกลายเป็นคนใหม่แล้ว
อย่างน้อยแววตาก็มีความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ไม่เหมือนตอนที่เพิ่งมาอยู่บ้านที่เหมือนใช้ชีวิตไปวันๆ
แม้แต่น้องชายของพวกนางก็เหมือนกัน
เด็กผู้ชายที่อายุน้อยสุด จากขี้แย จนตอนนี้เลิกร้องไห้แล้ว กุลีกุจอรีบเข้าไปแย่งท่านลุงซ่งปล่อยเป็ด กวาดลานบ้าน
บรรดาเด็กๆ ที่มาอยู่ใหม่นี้พร้อมใจกันคิดว่า
ครอบครัวซ่งอยู่ดี ถึงจะดีอย่างแท้จริง พวกนางก็จะพลอยได้ดีไปด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นนับจากนี้ไปพวกนางจะมีแซ่ สู้เพื่ออนาคต ทุกคนแซ่ซ่งเหมือนกัน
…
คนที่มีประสบการณ์ชีวิตคล้ายสาวใช้ทั้งยี่สิบสี่คนยังมีหยางหมิงหย่วนที่กำลังเดินทางอีกคน
เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังมุ่งสู่อนาคตทุกวัน ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ
ซึบซับความรู้จากซ่งฝูเซิง นั่นคือภูมิปัญญาที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์
ทุกครั้งหลังจากได้สนทนา เด็กหนุ่มอย่างหยางหมิงหย่วนก็จะเก็บเอาไปตรึกตรอง
ตกกลางคืนเมื่อเข้าพัก ถ้าเขาไม่นั่งหน้าโต๊ะเขียนระบายสิ่งที่คิดอยู่ในใจ
เขาก็จะอ่านตำรา
หนังสือบางเล่มไม่ได้พกมาด้วย หรือไม่เคยเห็นมาก่อน เขาก็จะไปถามจวี่เหรินทั้งห้าสิบหกคนว่ามีใครพกตำราเล่มนั้นๆ มาบ้าง เพื่อยืมมาอ่าน
แถมอยากรวบรวมความคิดของซ่งฝูเซิงเขียนเป็นหนังสือ
ดูเหมือนตอนผ่านอำเภอซิงหลง อาซ่งได้รู้จักผู้ช่วยนายอำเภอของที่นั่นผ่านชุยจวี่เหริน ตอนอยู่บนเกวียนพูดขึ้นเหมือนไม่ตั้งใจว่า
“อำเภอนี้ หลังผ่านพ้นโรคระบาดครั้งนี้กับน้ำท่วม ในความเป็นจริง ทางอำเภอก็แค่จัดการได้แบบถูไถในระดับที่แม้พวกชาวบ้านจะกินไม่อิ่ม แต่ก็ไม่มีทางลุกขึ้นมาถือไม้กระบองประท้วง…
…ได้ยินว่าข้าวปลาอาหารของตระกูลใหญ่จะถูกปล้นทุกวัน”
ตอนนั้นหยางหมิงหย่วนพูดออกไปว่า “ที่น่าตลกก็คือ ชาวบ้านข้างนอกอดอยากขนาดนั้น แต่พวกคนมีเงินกลับกินกันอย่างสิ้นเปลือง ยอมเอาของเสียให้สุนัขกินดีกว่าสงสารคนตกยาก เศรษฐีกินทิ้งกินขว้าง ชาวบ้านอดอยากแห้งตาย”
“หมิงหย่วน เจ้าคิดว่าพวกคนมีเงินควรประหยัดกินใช้แล้วช่วยเหลือคนยากจนหรือไม่…
…ควรเหรอ ไม่ถูกหรอก เจ้าสุดโต่งเกินไป…
…สิ่งที่เจ้าพูดไม่ใช่คนปกติเขาทำกัน คนปกติทำได้ไม่ถึงขั้นนั้น…
…ตอนนี้เจ้ากับข้ามีของกินอยู่ในเกวียนมากมาย ระหว่างทางพวกเราเจอขอทานตั้งเยอะแยะ เจ้าได้บริจาคอาหารหรือยัง…
…ก่อนจะตำหนิ เจ้าลองคิดในมุมของตัวเอง…
…ดังนั้นถ้าทำอย่างที่เจ้าว่า ไม่ว่าจะเป็นขุนนางใหญ่ระดับไหนก็ต้องยื่นมือเข้าช่วยเวลาเจอชาวบ้านตกยาก ไม่ช่วยก็กลายเป็นคนใจดำแล้วอย่างนั้นรึ”
ถามกลับอย่างต่อเนื่อง จากนั้นซ่งฝูเซิงถึงสรุป
“แบบนั้นราชสำนักจะยิ่งวุ่นวาย เจ้าหน้าที่ทางการมีหน้าที่ของตัวเอง…
…เจ้าอย่าอาศัยความที่ตัวเองเป็นขุนนางตำแหน่งใหญ่กว่าเที่ยวไปยุ่งเรื่องงานคนอื่น ชาวบ้านก็มีทั้งร่ำรวยและยากจน…
…แทนที่พวกเราจะตำหนิปัญหาที่มีอยู่ในระบบนี้ ไม่สู้ลองใช้สมองคิดเปลี่ยนแปลงระบบ หรือถ้าเจ้าเป็นนายอำเภอของอำเภอซิงหลง ทำอย่างไรถึงจะให้พวกครอบครัวคนรวยยอมช่วยคนตกยากอย่างจริงใจ…
…ในสายตาของข้า คนรับราชการกับคนรับราชการเป็นมันคนละเรื่องกัน…
…อย่างเมืองเฟิ่งเทียนก็จัดการได้ดี แต่เมืองเฟิ่งเทียนเป็นกรณีพิเศษ อย่างไรเสียก็เป็นเมืองหลวงของอดีตฮ่องเต้ ขุนนางที่อยู่ใกล้ฮ่องเต้ย่อมมีความสามารถ คนที่ถูกทิ้งไว้ย่อมแก้ไขปัญหาได้…
…เมืองเฟิ่งเทียนทำได้ไม่เลวได้ด้านให้ความช่วยเหลือ จุดที่ควรค่าแก่การขบคิดก็คือ ทำยังไงถึงจะดีกว่าเดิม”
หยางหมิงหย่วนฟังจบก็รู้สึกว่าตัวเองอาจยังรู้จักด้านอื่นๆ ของโลกกับความซับซ้อนของมนุษย์ไม่มากพอ รวมถึงความรู้ที่ตัวเองมีด้วย
มุมมองของเขาที่มีต่อคนรวยและคนจน บางครั้งก็สุดโต่งเกินไปจริงๆ
อาจเกี่ยวข้องกับชาติกำเนิดของเขาที่แค้นคนรวย
เขาเตือนตัวเองว่า ต้องแก้นิสัยอคติ ไม่อย่างนั้นจะแสดงออกในบทความ วันหน้าอาจส่งผลต่อการตัดสินใจงานต่างๆ เพราะความคิดแบบนี้ แบบนั้นจะเป็นขุนนางที่ดีในสายตาชาวบ้านที่ยากจนไม่ได้
อาซ่งยังได้คุยกับเขาเรื่องหาที่อยู่อาศัยให้ชาวบ้านลี้ภัย คุยเรื่องที่ว่าร่ำเรียนไปเพื่ออะไร และหัวข้ออื่นๆ ที่นึกได้ อาซ่งแค่คุยขึ้นมาเล่นๆ แต่หยางหมิงหย่วนรู้สึกว่าได้ประโยชน์มาก จิตใจก็ก็สงบมากขึ้นทุกวัน
ระหว่างเดินทาง ทุกครั้งที่ในบทความของหยางหมิงหย่วนพูดถึงซ่งฝูเซิงจะใช้คำว่าอาจารย์แทน
ซ่งฝูเซิงก็ยินดีจะคุยกับหยางหมิงหย่วน
เด็กหนุ่มยุคโบราณที่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างแท้จริงไม่เหมือนของปลอมอย่างเขา แถมยังเป็นเด็กหนุ่มที่มาจากครอบครัวชาวบ้าน
หาคนเก่งในหมู่คนตกยากไม่ง่าย เขาไม่ชอบคำพูดนี้
ซ่งฝูเซิงคิดแบบมีอคติว่า ชีวิตของชาวบ้านอย่างพวกเราต้องเต็มไปด้วยความหวังถึงจะถูก ทางที่ดีหยางหมิงหย่วนควรกลายเป็นปราการไฟที่ส่องสว่างภายในใจของผู้ศึกษาเล่าเรียนที่ยากจนจำนวนมาก แบบนั้นชีวิตถึงจะยิ่งมีความหวังไม่ใช่เหรอ
ระหว่างทางก็เคยสัมผัสได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้พอเห็นเขาหลับก็ห่มผ้าให้ เอาที่อังมือยัดใส่ใต้เท้าให้ ช่วยอุ้มหมี่โซ่วลงจากเกวียนด้วยความระมัดระวังเพื่อพาไปนอนให้สบายในเกวียนอีกเล่มหนึ่ง
แต่ก็ชอบทำตัวติดหนึบเหมือนกัน อาจเพราะไม่มีพ่อ รู้สึกได้ว่าหยางหมิงหย่วนมีหัวใจที่อยากใกล้ชิดเขา เรื่องพวกนี้ซ่งฝูเซิงรู้หมด
เรื่องที่กล่าวมาซ่งฝูหลิงเห็นอยู่ในสายตา
ความใจดีที่นางมีให้หยางหมิงหย่วนมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องที่ยอมให้เขามาคุยนั่นคุยนี่อยู่ข้างกายบ่อยครั้ง นางรู้สึกว่าเขาก็ดี จึงยิ้มแย้มพูดคุยด้วย
แต่นางไม่มีทางให้ความใกล้ชิดกับหยางหมิงหย่วน และก็ไม่มีทางคุยกับพ่อเรื่องเขา
ถ้าหยางหมิงหย่วนเก่งจริงย่อมทำได้ถึงขั้นที่คลุกคลีกับพ่อของนางอย่างเป็นธรรมชาติ ทุกอย่างเขาต้องพึ่งตัวเองทั้งนั้น
ความใจดีนั้นคือกำลังใจของบัณฑิตยากจน
วันนี้ หลังจากที่เฉียนเพ่ยอิงเดินทางจนผอมลงไปเหลือไม่ถึงห้าสิบกิโล ทั้งที่ก่อนหน้านี้ขึ้นมาเกือบห้ากิโล ในที่สุดทุกคนก็มาถึงชานเมืองหลวง
พวกจวี่เหรินพากันลงจากเกวียนไปยืดเส้นยืดสาย
มองพวกผู้เข้าสอบที่ผ่านพวกเขาไป อยู่ห่างจากประตูเมืองไกลขนาดนี้ยังเห็นว่ามีคนมากมาย ในที่สุดพวกเขาก็ถามด้วยความกังวล
“ซ่งเสี้ยวเหลียน ไม่รู้ว่าหลินจวี่เหริน ติงจวี่เหริน เซี่ยจวี่เหริน ส่งบ่าวรับใช้มารับพวกเราหรือเปล่า…
…ดูซิ มีผู้เข้าสอบตั้งเยอะขนาดนี้ ถ้าไม่ได้จัดการให้ล่วงหน้า พวกเราคงไม่มีแม้แต่โรงเตี๊ยมจะพักหรือเปล่า แถมยังมาถึงค่อนข้างเย็นด้วย”
ซ่งฝูเซิงคิด ข้าก็เอากล้องส่องทางไกลออกมาต่อหน้าพวกเจ้าไม่ได้เสียด้วย แล้วจะให้ไปถามใครล่ะ เอาเป็นว่าพวกเขาบอกจะช่วยหาโรงเตี๊ยมไว้ให้
ทันใดนั้น หมี่โซ่วที่ตาไวก็ตะโกนขึ้น “พี่สาว ดูนั่นสิ นั่นเสี่ยวเฉวียนจื่อ เขาพาคนเข้ามาแล้ว”
ซ่งฝูหลิงตื่นเต้นเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ระหว่างทางนางเคยเดาไว้ว่า ลู่พั่นพั่นไม่อยู่บ้าน เขาจะเอาใจใส่จัดการไว้ให้ก่อนหรือเปล่า
ตามคาด ลู่พั่นพั่นยังคงเป็นคนที่น่ารักที่สุดคนนั้น
พวกจวี่เหรินก็หน้าแดงด้วยความดีใจ ไอ๊หยา เห็นหรือยัง พอถึงเวลาสำคัญต้องสหายลู่เท่านั้น