ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 730 สิ่งที่เห็นคือภาพลวงตา นางเป็นตัวล้างผลาญ
ตอนที่ 730 สิ่งที่เห็นคือภาพลวงตา นางเป็นตัวล้างผลาญ
“เรียนเหล่าฮูหยิน ฮูหยิน แม่นางจ่ายเงินสองตำลึงเพื่อซื้อลูกเหอเถาหนึ่งคู่ ที่น่าสนใจคือ เมื่อบ่าวไปถึง พ่อค้าร้านนั้นก็เก็บร้านแล้วเจ้าค่ะ บอกว่าจะกลับบ้าน”
เหล่าฮูหยินวางถ้วยชาลง หัวเราะออกมา
“ดูท่าร้านนั้นจะวางแผนมาอย่างดี มีของล้ำค่าอยู่แค่คู่เดียว ถูกนางซื้อไปแล้ว”
ฉินหมอมอก็เห็นด้วย
“น่าจะใช่เจ้าค่ะ…
…ได้ยินว่าชาวบ้านเมืองใกล้ๆ นี้มีหลายคนที่เก็บลูกเหอเถาเข้ามาขายในเมือง…
…ลือกันว่าพวกผู้ชายสูงศักดิ์ชอบซื้อลูกเหอเถา พวกเขาก็เลยเก็บมาเป็นกระสอบ…
…คิดว่าไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่การค้าที่ขาดทุน…
…ถ้าในหนึ่งกระสอบเจอสักคู่ที่รูปลักษณ์ใช้ได้ก็จะขายได้ราคา แค่นี้ก็คืนทุนแล้ว…
…ส่วนที่เหลือ ถ้าไม่ขายให้พวกช่างฝีมือเอาไปแกะสลักเป็นของประดับก็จะขายเป็นลูกเหอเถาธรรมดาไปเจ้าค่ะ”
ลู่จือหว่านจับมือแอนนาที่กำลังจะจับขนม แค่ประเดี๋ยวเดียวกินไปตั้งเยอะ หยุดได้แล้ว
ออกมาเที่ยวไม่เชื่อฟัง เดี๋ยวคราวหน้าทิ้งไว้ที่จวน
นางฟังพลางพูด “นางอายุเท่านี้ ทำไมชอบเล่นเหมือนพ่อสามีข้า ชอบลูกเหอเถา พ่อสามีข้า ท่านแม่ ข้าเคยเล่าให้ฟังแล้วใช่หรือไม่ว่าเขาไปกว้านซื้อที่ตรงเหมินโถวโกวเพื่อให้หาลูกเหอเถาที่มีลักษณะดี”
ลู่ฮูหยินรู้เรื่องนี้
ลูกสาวคนสามของนาง เมื่อก่อนไม่ได้เล่าให้นางฟังแค่เรื่องที่ใต้เท้าฉีกว้านซื้อที่เพื่อตามหาลูกเหอเถา ยังแอบเล่าเรื่องฉีฮูหยินให้ฟังด้วย
บอกว่าใต้เท้าฉีอาบน้ำให้ลูกเหอเถาต้องเอาแปรงค่อยๆ ขัด แม้แต่เรื่องขนแปรงก็พิถีพิถัน สั่งให้บ่าวรับใช้ในจวนทำแปรงขึ้นมาให้เลือกอยู่หลายอัน
ลูกสาวคนสามกลับบ้านมาเล่าให้นางฟังว่า
“พฤติกรรมปรนนิบัติเอาใจลูกเหอเถาของใต้เท้าฉีเล่นเอาฉีฮูหยินอิจฉาตาร้อน อิจฉาลูกเหอเถา…
…ทะเลาะกับใต้เท้าฉี พวกสาวใช้ได้ยินก็เอาออกไปลือกัน ร้องห่มร้องไห้หาว่าใต้เท้าฉีทำดีต่อนางน้อยกว่าลูกเหอเถา เอาแค่เรื่องนี้ต่อมาพวกสาวใช้หลายคนในจวนฉีก็ถูกจัดการไปหลายคน”
ตอนนั้นพอนางฟังจบก็ตำหนิลูกสาวไป เอาเรื่องของพ่อแม่สามีมาเล่าข้างนอกได้อย่างไร ได้ยินได้ฟังมาก็ต้องแสร้งทำเป็นไม่เคยได้ยิน ห้ามเอาเรื่องในจวนไปพูดข้างนอก
นี่เป็นนิสัยขั้นพื้นฐานที่สุดของลูกสาวสกุลลู่ อย่าเอาอย่างพวกญาติๆ ปากอยู่ไม่สุขในบ้านอื่นของจวนพวกเจ้า
ลูกสาวคนสามของนางไม่ถือสา ทั้งยังนึกตำหนินาง “ท่านแม่ นี่ก็เพราะข้ากลับมาบ้านเลยเล่าให้ฟัง ไม่ได้เล่าให้คนนอกฟังเสียหน่อย ถ้าท่านแม่ตำหนิข้าบ่อย ไว้วันหลังข้าไม่เล่าให้ฟังแล้ว ไปเล่าให้พี่รองกับน้องสี่ฟังดีกว่า”
เล่นเอานางตกใจถึงกับออกคำสั่งทันที “พี่รองกับน้องสี่ของเจ้าออกเรือนไปแล้ว เจ้าจะเชื่อฟังไม่ได้หรืออย่างไร พวกนางก็มีจวนสามี คนในจวนก็มาก เกิดสาวใช้คนนี้มีญาติอยู่ในจวนนั้น วุ่นวายเข้าไปใหญ่ เจ้าทนเก็บไม่ไหวก็กลับมาเล่าให้แม่ฟังแล้วกัน อย่างน้อยแม่ก็ไม่พูดออกไป”
กลับมาคุยเรื่องที่ซ่งฝูหลิงซื้อลูกเหอเถา
เอาแค่เรื่องนี้ เวลานี้ทำให้ลู่ฮูหยินรู้สึกสบายใจต่อซ่งฝูหลิงขึ้นมาบ้าง
เดิมทีนางคิดว่ามาจากบ้านนอก เด็กสาวจากครอบครัวเล็กๆ อยู่แต่ในบ้าน โลกทัศน์จะคับแคบ
เมื่อมาถึงเมืองใหญ่ ในสถานการณ์ทั่วไป เด็กสาวบ้านนอกก็จะรีบกระโจนเข้าหาร้านเครื่องประทินโฉม ไปเลือกซื้อผ้าที่ตัวเองชอบที่ร้านขายผ้า รีบหาซื้อข้าวของที่ยามปกติหาซื้อไม่ได้ แถมยังไม่มีพวกพ่อค้าเอาไปให้เลือกถึงในบ้าน
เดิมทีนางคิดว่าจะเป็นแบบนี้
ด้วยเหตุนี้เมื่อวานดูบัญชี ลู่ฮูหยินยังได้กำชับสะใภ้สกุลสิงว่า หากวันนี้เห็นบ่าวรับใช้ในจวนพาลูกค้าสตรีหลายคนมาเลือกผ้า รวมถึงร้านเครื่องประทินโฉมของลูกสาวคนโตนางด้วย ก็ให้คิดราคาถูกหน่อย ทำให้สองแม่ลูกครอบครัวซ่งซื้อมากหน่อย
แต่กลับนึกไม่ถึงว่า ครอบครัวซ่งจะไม่ไป
กำชับผิดเรื่องแล้ว
เห็นแบบนี้ไม่ควรกำชับสะใภ้สกุลสิง ควรกำชับพวกเถ้าแก่ร้านขายของเล่น ร้านขายเครื่องหยก
เหล่าฮูหยินเหลือบมองลูกสะใภ้ที่นั่งดื่มชาอยู่ข้างๆ นางยิ้ม
รอยยิ้มนี้บ่งบอกถึงความเข้าใจ
เข้าใจว่าลูกสะใภ้เริ่มพอใจในตัวว่าที่หลานสะใภ้ขึ้นมาบ้าง
เดิมทีลูกสะใภ้ของนางมีนิสัยทระนงตนติดตัวอยู่บ้าง
และก็เข้าใจว่าทำไมพั่งยาถึงคุยกับหลานชายของนางถูกคอ
อันที่จริงเมื่อก่อนนางก็ยังงงอยู่
ในสายตาของเหล่าฮูหยินที่เป็นองค์หญิงเป็นราชนิกุล พอเกิดมาก็ถูกแบ่งชนชั้นแล้ว
ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันจะมีเรื่องให้พูดคุยกันได้อย่างไร
นางเห็นโลกมามาก
ไม่พูดถึงผู้หญิงที่วันๆ ถูกขังอยู่แต่ในบ้าน ต่อให้เป็นผู้ชาย ครอบครัวบัณฑิตที่ทางราชสำนักเพิ่งผลักดันขึ้นมาใหม่ สามารถมองเห็นได้จากรายละเอียดหลายอย่างว่าโลกทัศน์มีจำกัด
โดยเฉพาะบัณฑิตที่มาจากฐานะยากจน
นี่ก็ไม่โทษพวกเขา สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตนำพา ความเคยชินหลายสิบปี
ไม่อย่างนั้นจะมีคำพูดเหรอว่า ความเจริญของครอบครัวหาใช่ความพยายามของคนรุ่นเดียวไม่
ส่วนสาเหตุที่ซ่งพั่งยาคุยถูกคอกับหลานชายของนาง พื้นฐานก็มาจากการที่พ่อแม่ของซ่งพั่งยาไม่ใช่คนโลกทัศน์คับแคบ
อบรมสั่งสอนลูกมาแบบนั้น
หากพ่อแม่สั่งสอนให้เอาแต่ใช้ชีวิตประหยัดมัธยัสถ์ แบบนั้นคิดๆ ดูต่อให้หลานชายของนางถูกใจก็คงรับไม่ได้เหมือนกัน
หลานสะใภ้ของจวนผู้สำเร็จราชการ สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การช่วยประหยัดเงินในจวน
ดูท่าครอบครัวซ่งจะไม่เคยตระหนี่ในเรื่องการอบรมเลี้ยงดูลูกสาว
ชอบอะไรก็กล้าซื้อ
เหล่าฮูหยินรู้ว่าเงินสองตำลึงสำคัญขนาดไหนสำหรับชาวบ้านธรรมดา นางไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักคุณค่าของ นางจะไม่สนใจก็ได้ ไม่ยุ่งก็ได้ แต่นางจะไม่ยอมให้ตัวเองไม่เข้าใจ
ดังนั้นการใช้เงินสองตำลึงซื้อเหอเถาสองลูกของพั่งยาทำให้เหล่าฮูหยินรู้สึกว่าได้มองเห็นความจริง
อย่างไรเสียเรื่องเล็กถึงจะทำให้มองเห็นด้านที่เป็นจริงที่สุดของครอบครัว เรื่องใหญ่เสแสร้งแกล้งทำกันได้
เหล่าฮูหยินถามฉินหมอมอ นางจำได้ว่าตัวเองก็มีลูกเหอเถา
ฉินหมอมอตอบว่าใช่ ก่อนหน้านี้องค์หญิงฉลองวันเกิด จวนอันผิงโหวส่งของขวัญมาเป็นหัวสิงโต (หนึ่งในสี่ลูกเหอเถาชื่อดัง)
“กลับไปก็ค้นออกมาที”
“เจ้าค่ะ”
“พวกนางไปไหนแล้ว ชั่วพริบตาก็หายไป ส่งคนไปคุ้มกันหรือยัง”
ฉินหมอมอบอกว่ามีคนติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอด รับรองว่าเสี่ยวเฉวียนจื่อจำองครักษ์พวกนั้นไม่ได้แน่นอน ตอนนี้องครักษ์ใกล้ชิดยังไม่ส่งข่าวกลับมา คิดว่าอีกเดี๋ยวน่าจะกลับมารายงานแล้ว
ทั้งยังถามเหล่าฮูหยินอีกว่าจะกลับจวนตอนนี้เลยหรือไม่
เหล่าฮูหยินบอกว่าได้ออกมาข้างนอกทั้งที อยากฟังละครแล้วค่อยกลับ
ลู่จือหว่านได้ยินก็แอบเบ้ปากในใจ
ดูเอานะ มีคนให้มากกว่าครอบครัวของนางไหม
เห็นๆ อยู่ว่าท่านย่าอยากเรียกมาคุยตรงหน้า แต่กลับทำได้แค่แอบส่งคนไปคุ้มกัน
เพราะน้องชายได้กำชับในจดหมายมาว่า ห้ามไปคุย จะคุยด้วยตัวเอง รู้ว่าควรทำอะไร ครอบครัวซ่งจะได้ไม่ตกใจ
ทั้งยังบอกอีกว่าพ่อของซ่งพั่งยาต้องสอบจอหงวน ห้ามทำให้เสียสมาธิในตอนนี้
เอาเป็นว่าเหตุผลสารพัด ท่านย่าก็เลยตามใจน้องชายของนาง
นี่ถ้าลองเป็นตระกูลอื่นสิ ได้ไปคุยกับครอบครัวฝ่ายหญิงแล้ว ไม่ใช่มัวแต่รอ ครอบครัวฝ่ายหญิงมีแต่จะขอบคุณฟ้าดิน
ภายในห้องชมละคร
องครักษ์ใกล้ชิดมาแล้ว
ฉินหมอมอฟังรายงานจบก็กลับเข้าห้องไปบอกเหล่าฮูหยิน แม่นางซ่งออกจากถนนแถวปินโหลวก็ไปซื้อของที่ถนนเส้นอื่นต่อ
ซื้ออะไรบ้าง
ถาดแกะสลัก ที่รองแก้ว ลูกประคำน้ำเต้า สร้อยข้อมือหยก
ไปเที่ยวชมร้านหยกโมรา แค่ดูอาลัยอาวรณ์ แต่ไม่ได้ซื้อสักเส้น
ต่อไปก็เข้าอีกสองร้าน สุดท้ายได้ซื้อที่ทับกระดาษที่ทำจากหยกและไม้ เจ้าของร้านบอกว่านางต้องการซื้อให้พ่อเอาเข้าไปใช้สอบจอหงวน
“ตอนนี้พวกนางอยู่ที่ไหน กินอะไรรองท้องหรือยัง”
ฉินหมอมอเก็บคำพูดขององครักษ์ใกล้ชิดเอาไว้ เพราะมีบางคำพูดของหมี่โซ่วที่กลัวลู่ฮูหยินได้ยินเข้าจะไม่พอใจ
แค่ยิ้มพลางตอบ “ตอนนี้ไปที่ไป๋ถ่ากวน ได้ยินว่าจะไปลูบลิงหินเจ้าค่ะ”
“เข้าใจเที่ยวนะ”
ส่วนคำพูดที่ฉินหมอมอไม่ได้เล่า องครักษ์ใกล้ชิดได้ยินหมี่โซ่วพูดว่า
“พี่สาว อย่ากินเต้าหู้ผัดน้ำมันแพะเลย พี่ใช้เงินหมดแล้ว ดูหน้าท่านป้าสิ…
…อย่าดื้อเลยนะ พวกเราเดินเที่ยวอีกหน่อยก็กลับบ้านพี่ชายเถอะ…
…บ้านพี่ชายมีของกินเตรียมไว้เยอะแยะ ไม่กินจะสิ้นเปลืองเปล่าๆ…
…อีกอย่าง ประหยัดได้ก็ประหยัดเถอะ เฮ้อ”