ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 731 เด็กน้ำเต้า
ตอนที่ 731 เด็กน้ำเต้า
“คุณนายกับคุณหนูกลับมาแล้ว”
ป้าของเสี่ยวเฉวียนจื่อกับเสวี่ยเหนียงพาพวกสาวใช้ออกมาต้อนรับ
เฉียนเพ่ยอิงเดินเที่ยวจนเหนื่อยล้า
ฤดูนี้ ตอนแรกเดินถึงขั้นเหงื่อออกได้ เดินจนปวดขา ต่อมานั่งรถม้าถือว่าได้พักหายใจหายคอบ้าง
นางล่ะยอมใจลูกสาว ฝูหลิงอยู่ไม่สุขตลอดเวลา
จากตรงนี้อยากไปตรงนั้น จากตรงนั้นอยากไปเที่ยวที่ไกลกว่านั้น
แอบบอกนางว่า ท่านแม่ นี่เป็นของโบราณ ลูกอยากไปสัมผัส บอกว่ามีประวัติศาสตร์มายาวนาน ต้องลองไปลูบดู บอกว่าเป็นระบบนิเวศดั้งเดิม
ตอนนั้นเฉียนเพ่ยอิงคิดในใจ
ลูกเอ๊ย พูดไร้สาระอะไร พวกเราอยู่ยุคโบราณกันนะ จะของโบราณอะไรอีก
แถมยังมาบอกว่าของที่ซื้อคือการเก็บตกของเก่า อยู่ที่นี่ยังจะต้องเก็บตกด้วยเหรอ ที่นี่น่ะมันของจริงแท้ดั้งเดิมอยู่แล้ว
สรุปได้ว่า เวลาลูกสาวนางบ้าขึ้นมาก็คือเอาไม่อยู่ ทำได้เพียงเกลี้ยกล่อมตัวเอง
อย่าเอะอะไป
นับตั้งแต่ลูกสาวมาอยู่ยุคโบราณก็ไม่ได้ไปเที่ยวหลายปีแล้ว คิดๆ ดูก็ไม่ง่ายเหมือนกัน
อีกอย่างเถาฮวากับเป่าจูก็ไม่เคยเดินทางไกล หมี่โซ่วอายุยังน้อยยิ่งชอบเที่ยวเล่นเข้าไปใหญ่ เฉียนเพ่ยอิงเลยพยายามจะไม่ทำให้พวกเด็กๆ หมดสนุก เหนื่อยก็ไม่บ่น
นางกระหายน้ำจนดื่มหมดไปสามกระเป๋า
ด้วยเหตุนี้หลังจากเถาฮวากับเป่าจูลงจากรถม้าเลยต้องไปเก็บกระโถนฉี่ในรถม้า
แม่บุญธรรม (น้าสะใภ้สาม) ฉี่ระหว่างทางไปทั้งหมดสี่ครั้ง ถ้ายังไม่กลับอีกกระโถนฉี่ก็จะเต็มแล้ว
สะใภ้สองคนนี้คิดว่า ของสกปรกแบบนี้อย่าให้สาวใช้ตระกูลลู่มาจัดการดีกว่า
เล่นเอาพวกสาวใช้ของเรือนรับรองตกอกตกใจมาก ไม่กล้าให้เถาฮวากับเป่าจูทำงาน
ปรากฏว่าเล่นเอารถม้าไม่ได้เข้าจวน พวกสาวใช้ใหญ่แย่งกันทำความสะอาดรถม้า
ป้าของเสี่ยวเฉวียนจื่อเดินนำพวกเฉียนเพ่ยอิง “คุณนายเจ้าคะ อาหารเตรียมเสร็จแล้ว คุณนายจะอาบน้ำพักผ่อนก่อนหรือกินข้าวก่อนดีเจ้าคะ”
เฉียนเพ่ยอิงถามหลี่จยาว่า เหล่าซ่งล่ะ กินหรือยัง กลับมาเมื่อไหร่ พวกจวี่เหรินกินหรือยัง
กินกันไปนานแล้ว ท่านซ่งกลับมาตั้งแต่ก่อนเที่ยง
เช่นนั้นนางไม่อาบน้ำแล้ว กินข้าวก่อน
บ้านของตระกูลใหญ่ อาบน้ำทีลำบากเหลือเกิน
เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็นึกถึงเสี่ยวเฉวียนจื่อ เฉียนเพ่ยอิงรีบกำชับให้เสี่ยวเฉวียนจื่อกับคนคุ้มกันที่ติดตามไปรีบไปกินข้าว เที่ยวมาทั้งวันกินแค่ของขบเคี้ยว ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาหิวกันหรือเปล่า
ดังนั้นเฉียนเพ่ยอิงไม่ได้งกมากมายแบบที่พวกเด็กๆ คิด
ต่อให้วันนี้จ่ายเงินไปไม่น้อยแต่ก็จะปล่อยให้พวกเด็กๆ หิวไม่ได้
ระหว่างทางที่เดินเที่ยวมีซื้อของกินข้างทาง เช่น ถั่วลันเตาผัดเนื้อ บะหมี่คลุก แป้งทอดยัดไส้ ก็แค่ไม่ได้ยินลูกสาวบอกให้หาร้านอาหารกินมื้อเย็น
เฉียนเพ่ยอิงกลัวว่าลูกสาวจะบอกให้หาร้านกินข้าวนั่งพัก อีกเดี๋ยวฟ้ามืดไปตลาดกลางคืนต่อ
นางไปด้วยไม่ไหวแล้ว
…
“ว้าว” หมี่โซ่วมองโต๊ะอาหารแล้วยิ้มตาหยี
เถาฮวากับเป่าจูอดกลืนน้ำลายอึกใหญ่ไม่ได้
ซ่งฝูหลิงตบบ่าน้องชายเบาๆ น้องชายนางไม่หลอกจริงด้วย
ลู่พั่นพั่นต่างหากที่เป็นคนเอาใจใส่ที่สุด
แม้แต่หมี่โซ่วน้อยบ้านนางยังรู้จักนิสัยลู่พั่นเป็นอย่างดี
อาหารบนโต๊ะ ขอพูดถึงไม่กี่อย่างแล้วกัน ซ่งฝูหลิงอยากกินแล้ว
มีเต้าหู้ผัดน้ำมันแพะที่นางอยากกินที่สุด เกี๊ยวนึ่ง เซี่ยงจี้ผัดน้ำมันงา หูฉลามตุ๋น ไส้กรอกรวมมิตร เนื้อวัวผัดซีอิ๊ว ไก่อบสูตรเฉพาะ เป็นต้น
อย่างเนื้อวัวผัดซีอิ๊วกับไก่อบเป็นฝีมือของสองพ่อครัวร้านอาหารที่พาลูกน้องมาทำให้ในเรือนโดยเฉพาะ
พอบ่าวรับใช้ทางนี้ตะโกนว่า คุณนายคุณหนูกลับมาแล้ว ทางนั้นก็เอาของที่เตรียมไว้กึ่งสำเร็จออกมา เมื่อคุณนายกับคุณหนูเดินเข้าห้องกินข้าว ในครัวก็จัดใส่จานแล้วให้สาวใช้ยกออกมา
ทั้งนี้ก็เพื่อให้ครอบครัวซ่งได้กินอาหารรสเลิศรสชาติต้นตำรับของเมืองหลวง เสี่ยวเฉวียนจื่อเขียนรายการไว้ก่อนแล้ว ทุกวันจะมีพ่อครัวของร้านอาหารชื่อดังในเมืองหลวงมาทำอาหารที่เรือนรับรอง
อย่างไรเสียคุณชายบอกไว้ว่า ‘นางกินเก่ง’
อาจารย์ซุ่นจื่อบอกว่า “หากคิดจะมัดใจใคร ทางที่ดีผูกมัดท้องของนางให้ได้ก่อน เฉวียนจื่อ เตรียมไว้เยอะหน่อย บนโลกนี้มีแค่อาหารรสเลิศที่ทำให้คนยากจะลืมได้มากที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่หิว แบบนี้วันหน้าเวลานางหิวก็จะนึกถึงรสชาตินั้น”
ซ่งฝูหลิงกินเต้าหู้ผัดน้ำมันแพะ
อร่อย
ว้าว อร่อยจริงๆ
กลิ่นสาบแพะ กลิ่นคาวปลา สดใหม่เหลือเกิน
กลิ่นสาบที่ออกมาจากน้ำมันแพะ กลิ่นคาวที่ผสมกับถั่วเขียว กุยช่ายแรกผลิ หอมละมุนสุดๆ ทำไมรู้สึกเหมือนอร่อยกว่ากินร้านข้างทางอีก
หากว่ากันตามเหตุผลมันไม่ถูก อย่างไรเสียของกินเล่นบางอย่างต้องกินในร้านที่มีแมลงวันตอมเท่านั้นถึงจะอร่อย
เสวี่ยเหนียงรินน้ำชาปรนนิบัติอยู่ข้างๆ มองออกว่าซ่งฝูหลิงพอใจมาก ดวงตาอมยิ้ม คิดในใจ
เห็นทีจะไม่เสียแรง
ได้ยินว่าแม่ครัวของจวนพิถีพิถันตั้งแต่เลือกวัตถุดิบ ส่วนผสม การหั่น การใช้ไฟ การปรุงรส การจัดจาน เพียงเพื่ออาหารจานนี้
ซีอิ๊วถั่วเหลืองที่อยู่ในนั้นถูกทำขึ้นมาพิเศษโดยเฉพาะ
ผักเสวี่ยหลี่หงกับกุยช่ายถูกเลือกออกมาได้แค่นั้นจากเข่งผักที่ส่งมาจากแปลงเพาะปลูก
เฉียนเพ่ยอิงก็เหลือบมองลูกสาวตัวเอง คิดในใจ
ดูท่าทางเอร็ดอร่อยของฝูหลิงสิ
ดูฝูหลิงกินข้าวจะสังเกตเห็นว่า นางกินไม่หยุด ปากไม่ใหญ่ แต่กินไม่น้อย พวกเราดูฝูหลิงกิน ต่อให้อิ่มแล้วก็ยังกินข้าวต่อได้อีกครึ่งชาม
ไหนจะหมี่โซ่วก็ดูกินเก่งไม่เบา
จะว่าไปโชคดีที่พักที่นี่ไม่กี่วัน ถ้าพักนานเข้า เฉียนเพ่ยอิงสงสัยว่าลูกสาวของนางจะเคยชิน
เดิมทีก็เป็นคนช่างพิถีพิถันอยู่แล้ว
คนเรานี่นะ จากชีวิตยากจนไปสู่ร่ำรวย ตรงกันข้าม ถ้าร่ำรวยแล้วตกอับ ดีไม่ดีอาจจะรับไม่ได้
ตอนนั้นที่พวกนางสามคนเพิ่งทะลุมิติมาก็ต้องลี้ภัย ลี้ภัยกันหมด ขนาดภายใต้สถานการณ์ที่ลำบากยากแค้นขนาดนั้น บางครั้งเวลานางทำอาหารยังติดมีความคิดที่ว่าทำให้อร่อยไม่ใช่ทำให้ได้เยอะๆ
ช่วงนั้นรวมถึงตอนแรกสุดที่เริ่มลงหลักปักฐาน แค่นางตักน้ำมันหนึ่งช้อน หรือต่อให้เป็นซีอิ๊ว ย่าของฝูหลิงก็จะทำท่าทางไม่พอใจแล้ว
ดังนั้น ห้ามให้ลูกสาวเคยชินกับการถูกปรนนิบัติ อาบน้ำเสร็จก็มีคนนวดให้ จู้จี้จุกจิกเรื่องกิน คุณภาพชีวิตดีเกินไปเดี๋ยวเหล่าซ่งมีกดดัน
นึกถึงเหล่าซ่ง เฉียนเพ่ยอิงกินอิ่มแล้ว เอาผ้าอุ่นเช็ดมือ ในที่สุดก็ถามขึ้น จริงสิ เหล่าซ่งอยู่ไหน
ต้องไปรายงานการใช้เงิน
เหล่าซ่ง ลูกสาวจอมล้างผลาญไม่ใช่ลูกของนางคนเดียวนะ
“เรียนคุณนาย ท่านซ่งอยู่ที่จิ้งเอ๋อร์เซิ่งเจ้าค่ะ เพิ่งส่งคนมาบอกว่าคุณนายไปนั่งเล่นที่นั่นได้เจ้าค่ะ”
ซ่งฝูหลิงกับน้องชาย เถาฮวา เป่าจู หลังกินข้าวเสร็จก็ไปไกวชิงช้าย่อยอาหาร เฉียนเพ่ยอิงเอาพวก ‘ของไร้สาระ’ ที่ลูกสาวซื้อไปหาซ่งฝูเซิงแล้ว
พอเดินไปถึงทางเข้ายังเจอกับบ่าวรับใช้สี่คนที่เอาน้ำชากับขนมมาส่ง
ชาอะไร
ชาดับร้อนใน
ลู่พั่นเอาใจใส่เหลือเกิน ไม่สิ พูดให้ถูกก็คือ พ่อบ้านหลูของเรือนหน้าเป็นคนละเอียดอ่อน
กลัวว่าซ่งฝูเซิงเดินทางมาเดือนกว่าจะร้อนใน จึงกำชับพวกบ่าวรับใช้เป็นพิเศษว่าตอนเลือกชาเลือกขนมให้ซ่งฝูเซิงก็เอาแบบที่ดับร้อนภายใน
เฉียนเพ่ยอิงรอพวกบ่าวรับใช้ทำความเคารพเสร็จเดินออกไปถึงได้แหวกม่านเดินเข้าไป ไม่ได้ให้สาวใช้ที่นำทางเข้าไปด้วย คิดว่าซ่งฝูเซิงอยู่คนเดียวจึงพูดขึ้น “เหล่าซ่ง ดูลูกสาวตัวดีซื้อของพวกนี้มาสิ…”
หยางหมิงหย่วนยืนขึ้นคารวะ “ท่านอาหญิง”
“อ้าว หมิงหย่วนก็อยู่ด้วย”
ซ่งฝูเซิงบอกว่าหมิงหย่วนก็เพิ่งมาไม่นาน มานั่งคุยเล่น
“เมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไรนะ ไหนซื้ออะไรมากันบ้าง”
เฉียนเพ่ยอิงเหลือบมองหมิงหย่วน ไม่ได้แคร์อะไรมาก บอกให้หมิงหย่วนนั่งตามสบาย
ยิ้มพลางยื่นห่อผ้าให้ “เจ้ารีบดูที่ทับกระดาษที่ลูกซื้อให้สิ ลองเดาดูว่าเสียเงินไปเท่าไหร่ ไหนจะลูกประคำน้ำเต้าอีก”
ลูกประคำน้ำเต้าไม่ควรซื้อมากที่สุด
ต่อให้ดีแค่ไหนมันก็แค่น้ำเต้า
ตอนซื้อเฉียนเพ่ยอิงดึงแขนเสื้อลูกสาวแล้ว
ยุคปัจจุบันพวกเราซื้อมันแขวนในรถก็เพื่อความมงคล อยู่ยุคโบราณจะซื้อมันในราคาแพงไปทำอะไร แขวนบนเกวียนล่อเหรอ ราคาแพงกว่าซื้อล่อหนึ่งตัวอีก
ลูกสาวตอบว่า ผู้ชายใส่สร้อยข้อมือรู้สึกน่าค้นหายิ่งกว่าห้อยกระเป๋าตุ้งติ้งอีก ซื้อให้ท่านพ่อใส่ ท่านพ่อนางไม่มีแม้แต่ของประดับสักชิ้นติดตัว
ลูกสาวยังบอกอีกว่า อันที่จริงอยากซื้อสร้อยข้อมือหยก ถูกใจที่สุดคือให้ท่านพ่อใส่สร้อยข้อมือหยก แต่อันที่ดีๆ ก็ซื้อไม่ไหว ตัวเองเลยซื้ออันที่แย่หน่อยมาใส่เอง
ตอนนั้นเฉียนเพ่ยอิงบอกว่า เลิกคิดเถอะ ทำไมถึงได้มีของที่อยากซื้อเยอะแยะขนาดนี้
สุดท้ายก็ยอมให้เสียเงินซื้อไปสามสิบหกตำลึง เฉียนเพ่ยอิงถูกหมี่โซ่วเกลี้ยกล่อม
“ท่านป้า ข้าว่าพี่สาวพูดมีเหตุผล น้ำเต้าเรียกทรัพย์ ข้าอยากให้ท่านลุงร่ำรวย ใส่สิ่งนี้ไว้มันจะเป็นเครื่องรางแบบที่พี่สาวว่า”
จนถึงทุกวันนี้ หมี่โซ่วยังจำที่พี่สาวสอนได้ ‘เด็กน้ำเต้า เด็กน้ำเต้า หนึ่งเถาวัลย์มีเจ็ดดอก ลมพัดฝนตกไม่เคยหวั่น’
ไปไกลแล้ว
กลับมาที่เรื่องพอซ่งฝูเซิงกับหยางหมิงหย่วนเห็นข้าวของ ทั้งสองคนคิดแตกต่างกันไป
ซ่งฝูเซิง ลูกสาวของเขาเข้าใจซื้อจริงๆ ดูสิ สมกับเป็นลูกสาวของเขา รู้จักลงทุนจริงๆ
ของที่ซ่งฝูเซิงหยิบขึ้นมาดูก่อนไม่ใช่ที่ทับกระดาษ แต่เป็นลูกประคำน้ำเต้า อีกมือหนึ่งหยิบลูกวอลนัท คิดในใจ ของสองอย่างนี้ถ้าให้ถูกคน ให้เป็นของขวัญแก่คนที่ดูเป็น ใส่ลงกล่องไม้แดงที่ดูดีหน่อย วันหน้าทำเป็นของขวัญมูลค่าเกือบร้อยตำลึงได้เลย
หยางหมิงหย่วนฟังจบก็พูดไม่ออก สร้อยข้อมือนั่นสามสิบหกตำลึง “…”
เดิมทีคิดว่าวันนี้อาหญิงกับแม่นางซ่งออกไปข้างนอกจะไปสืบราคาบ้าน ราคาที่ดิน หรือไม่ก็หาซื้อพวกของกินของใช้หรือยาที่หายาก อย่างน้อยเขาก็จะทำแบบนั้น