ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 735 ถูกเลือก
ตอนที่ 735 ถูกเลือก
“พี่ พี่เขย มากินสิ” ฝูหลิงเรียก
ทุกครั้งที่ซื่อจ้วงได้ยินฝูหลิงเรียกว่าพี่ หัวใจก็จะอ่อนยวบ
ไม่กิน ให้น้องสาวกินทั้งหมด
เกาเถี่ยโถวกลับเอาศอกกระทุ้งเขา “รีบกินสิพี่ ช่วยกันเก็บกวาด พวกวัดเขาห้ามเอาเนื้อสัตว์เข้าไปหรือเปล่า”
พวกเขาแบกแผ่นแป้งม้วนเนื้ออบมาเยอะแยะ ในนั้นมีราดซีอิ๊ว หอมซอย ไข่ฝอย ทางที่ดีกินให้หมดก่อนถึงยอดเขา
ของกินหลายกระปุกหลายถุงถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าสะพายหลัง จากสัมภาระที่อยู่บนตัวพวกเสี่ยวเฉวียนจื่อ
อาหารหลักคือ แป้งม้วนเนื้อสัตว์
ของกินเล่นมี เต้าหู้พะโล้ ขาไก่หูหมูพะโล้ รากบัวคลุก ถั่วลิสงคั่วเกลือ ไส้กรอก
ของเชื่อมถูกบรรจุอยู่ในโถเล็กหลายโถ มีของเชื่อมหลายอย่างเช่น ซานจาเชื่อม ท้อเชื่อม สาลี่เชื่อม ได้ยินว่าของเหล่านี้เมื่อคืนแม่ครัวของเรือนรับรองเคี่ยวกันจนดึกดื่น
นอกจากนี้ซื่อจ้วงยังแบกเต้าหู้นมราดถั่วแดงน้ำผึ้งมาด้วย
เสวี่ยเหนียงแอบเผยให้ฟังว่า อาหารชนิดนี้ฮ่องเต้พระราชทานมาให้ ต่อมาฮ่องเต้ก็ให้พ่อครัวของห้องเครื่องถ่ายทอดวิธีทำให้จวนผู้สำเร็จราชการ เพื่อให้เหล่าฮูหยินได้ลองชิม
ให้คนอื่นไม่ได้เด็ดขาด มีไม่เยอะ ซื่อจ้วงเอาโถเต้าหู้นมวางแยกไว้ต่างหาก
อีกเดี๋ยวน้องสาว น้องชาย และก็เมียเขากินอิ่มค่อยเอาให้พวกนางกิน
ฝูหลิงกัดไส้กรอกหนึ่งคำกัดแป้งทอดหนึ่งคำ นั่งอยู่บนหินก้อนใหญ่รอบนอกบันได กินพลางหัวเราะพูดคุยกับพวกเถาฮวาอย่างสบายใจ
เป่าจูใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำแข็ง ผ้าเช็ดหน้าก็เย็น จะเช็ดหน้าให้ฝูหลิง
เถาฮวาพูด “อย่าเช็ดหน้านาง”
น้องทาน้ำมันไว้ที่หน้า เช็ดหมดก็จะไม่มีน้ำมันเหลือบนหน้า เดี๋ยวถูกลมพัดแดดเผาดำหมด ใบหน้าของน้องสาวไม่เหมือนพวกนาง ต้องทะนุถนอม
“เช่นนั้นเช็ดคอหน่อยจะได้สบายตัว” ขณะที่เป่าจูพูดก็จะเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดคอเช็ดมือให้
ฝูหลิงหลบ “พี่สะใภ้ ข้าไม่ได้ไม่มีมือเสียหน่อย เดี๋ยวข้าทำเอง พี่สะใภ้รีบกินเถอะ”
พูดจบก็ไม่สนภาพลักษณ์ ปากคาบรากบัวไว้พลางตะโกน แถมยังตะโกนเรียกผู้ชาย “เฉวียนจื่อ มานี่ มากินหน่อยสิ”
“คุณหนู บ่าวไม่หิว”
“ไม่หิวก็มาดื่มน้ำซานจาหน่อย มีน้ำแข็งด้วยนะ สดชื่นดี”
เสี่ยวเฉวียนจื่อฉวยโอกาสนี้กระซิบสอนเสี่ยวจั่วจื่อ “เห็นหรือยัง มีน้ำเย็นยังนึกถึง นี่เพราะเห็นแก่หน้าข้าอย่างไรล่ะ เจ้าต้องตั้งใจทำงาน พวกเราจงรักภักดีต่อเจ้านายรับรองไม่สูญเปล่า เจ้านายรู้อยู่ในใจ นึกถึงพวกเราเสมอ”
เสี่ยวจั่วจื่อ “นั่นสิ อาจารย์เก่งมาก”
แต่ว่านะ อาจารย์ก็ต้องเอาอย่างอาจารย์ซุ่นจื่อด้วย
ได้ยินคนในจวนบอกว่า ซุ่นจื่อติดตามคุณชายเดินทางไกลไปรบตลอด
ตอนครั้งก่อนที่อันตรายมาก คุณชายยังลงทะเลจับปลาให้ซุ่นจื่อกินด้วย
หลังจากพวกบ่าวรับใช้อย่างพวกเขาได้ยินเรื่องนี้ก็รู้สึกอิจฉามาก
ปลาตัวนั้นน่ะ ถ้าเป็นพวกเขาจะเสียดายไม่กล้ากินหรอก จากนั้นมีแต่จะทำงานถวายชีวิตเพื่อคุณชาย
พวกซ่งฝูเซิงที่เดินเนิบๆ ในที่สุดก็มาถึงกันแล้ว
ซ่งฝูหลิงกินจะเสร็จแล้ว “ท่านพ่อ ทำไมเดินช้าแบบนี้”
ซ่งฝูเซิงหันไปมองพวกจวี่เหรินที่นั่งเกี้ยวขึ้นมา คิดในใจ ไม่ช้าได้เหรอ คนพวกนี้เดินขึ้นไม่ไหว อยากจะนั่งเกี้ยวให้ได้
ซ่งฝูเซิงก็แอบรังเกียจหยางหมิงหย่วน
คอยตามติดเขาตลอด หอบเสีย
ยังหนุ่มยังแน่น เพิ่งจะอายุเท่าไหร่ เมื่อก่อนที่บ้านฐานะไม่ดีไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่คุณชายสูงศักดิ์อะไร ตอนนั้นไม่ลงสวนทำงานหรืออย่างไร
หยางหมิงหย่วนหน้าแดง
แม่ไม่ยอมให้เขาทำงานหนัก อยากให้เขาอ่านหนังสืออย่างเดียว
ที่ดินเพาะปลูกของบ้านเขา มีแค่ตอนนั้นที่เกณฑ์ทหาร ต้องขายที่เพื่อให้เป็นเงินแทน เขาถึงได้เคยไป
แน่นอนว่าเขาก็เคยเสนอว่าอยากลงไปทำสวนหลายครั้งแล้ว แต่พี่ชายไม่ให้ทำ
พี่ชายบอกว่าส่งเขาเข้าสำนักศึกษาส่วนตัวไม่ไหว เขาต้องพึ่งอ่านหนังสือด้วยตัวเอง
ไม่มีอาจารย์ช่วยไขข้อสงสัยก็ยากกว่าคนอื่นร้อยเท่าแล้ว ยิ่งต้องอ่านหนังสือให้มาก
ซ่งฝูเซิงฟังจบยังไม่ทันได้แสดงความคิดเห็น เฉียนเพ่ยอิงก็พูดก่อน
“หมิงหย่วน ตอนนี้เจ้าได้ดีแล้ว ต้องดีกับพี่ชายพี่สะใภ้หน่อยนะ…
…อย่างไรเสียเจ้าก็ไม่เด็กแล้ว ไม่ใช่วัยที่ลงทำสวนไม่ได้…
…พี่ชายพี่สะใภ้เจ้ากลับไม่ให้เจ้าทำงานหนัก นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ โดยเฉพาะท่าทีที่พี่ชายมีต่อเจ้า…
…เพราะเขาไม่รู้ว่าจะมีการฟื้นฟูสอบจอหงวนเมื่อไหร่…
…พวกเราพูดกันตามตรง ครอบครัวธรรมดาอย่างพวกเรา ช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงยุ่งขนาดไหน จะต้องมีคนคิดว่าเรียนไปก็ไม่มีประโยชน์แน่นอน ต้องเอาท้องอิ่มไว้ก่อน ใช่ไหมล่ะ…
…แต่พี่ชายของเจ้ากลับให้เจ้าอ่านหนังสืออย่างสบายใจมาตั้งหลายปี…
…ข้าคิดว่าเขาไม่ได้แค่ฟังคำพูดของแม่เจ้า แต่หวังดีกับน้องชายคนนี้จากใจจริงด้วย”
หยางหมิงหย่วนยิ้มพลางพยักหน้า
ทุกครั้งที่ได้ฟังอาซ่งกับอาหญิงพูดจากใจเหมือนคุยกันในครอบครัว เขาจะรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
“ข้าเข้าใจแล้วท่านอา พี่ชายของข้าเป็นคนพูดน้อย แต่ไหนแต่ไรเขาไม่พูดออกมา แต่ข้ารู้ทุกอย่าง…
…ปกติพี่สะใภ้ของข้าจู้จี้จุกจิกทุกเรื่อง พี่ชายของข้าก็ไม่ถือสาพี่สะใภ้…
…แต่ตอนนั้นที่มีการเกณฑ์ทหาร พี่สะใภ้ข้าโวยวายไม่อยากให้ขายที่ อยากให้ข้าถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน พี่ชายของข้าเลยตะคอกใส่นาง…
…คนเราพูดกันว่า จะเห็นน้ำใจกันก็ตอนลำบาก ตอนนั้นข้าก็รู้แล้วว่าพี่ชายเห็นข้าสำคัญมาก…
…วันหน้าไม่ว่าข้าไปอยู่ที่ไหน ไม่ต้องให้ท่านแม่เอ่ย ข้าก็จะพาครอบครัวพี่ชายไปด้วย และก็จะพยายามอบรมหลานชายให้เป็นคนเก่ง”
ซ่งฝูเซิง “…”
เช่นนั้นเขาหลบไปดีกว่า
ดูเอานะ สองคนนี้คุยข้ามหน้าเขา
ไม่เช่นนั้นนะเพ่ยอิง เจ้าไปยืนตรงหน้าหมิงหย่วน ข้าไม่ยืนเกะกะตรงกลางดีกว่า
เฉียนเพ่ยอิงก็ยินดีจะพูดคุยกับหยางหมิงหย่วน
เด็กหนุ่มคนนี้หน้าตาชวนมอง ทั้งยังเป็นกันเอง ระหว่างเดินขึ้นเขาว่างๆ ก็คุยเรื่องสัพเพเหระ ‘เอี้ยคัง’ มีหัวข้อสนทนาร่วมกันกับนาง
ก็แค่ ก็แค่ระหว่างที่พูดคุยเฉียนเพ่ยอิงสังเกตเห็นว่า เด็กหนุ่มคนนี้สุขภาพร่างกายธรรมดามาก ไม่เห็นเหล่าซ่งทนไม่ไหวเหรอ เพิ่งจะอายุเท่าไรก็อ่อนแอขนาดนี้
เหมือนเลือดลมจะไม่พอ ต้องออกกำลังให้มากๆ
เวลานี้หยางหมิงหย่วนตามซ่งฝูเซิงไป ในที่สุดก็ถึงที่นั่งพักชั่วคราวแล้ว
สองมือของเขาจับเข่า หายใจหอบ มองซ่งฝูหลิง
นึกไม่ถึงว่าแม่นางซ่งจะเป็นแบบนี้
ปกติดูขี้เกียจ ท่าทางอ่อนแอ ไม่ชอบทำงานหนัก เป็นประเภทที่ไม่ทำอะไรได้ก็จะไม่ทำ
แต่ถ้าอยากทำอะไรขึ้นมาจริงๆ นางเก่งกว่าที่เขาคิด
ยังคิดในใจไม่ทันเสร็จ ร่างสูงใหญ่ของซื่อจ้วงก็มาบดบังสายตาของหยางหมิงหย่วนไว้
ซื่อจ้วงคิดว่า ทำไมชอบเอาแต่มองน้องสาวข้า พ่อบุญธรรมไม่สังเกตเห็น อย่าคิดว่าข้าก็ไม่เห็น แถวนี้ถ้าสายตาของใครผิดปกติ เขาใช้ท้ายทอยมองก็ยังเห็น
ซื่อจ้วงยื่นม้วนแป้งทอดให้
หยางหมิงหย่วนมองสายตาของซื่อจ้วงออกว่าเป็นเชิงตักเตือน เขารับของมาพลางตอบเสียงอ่อย “ขอบคุณพี่ชาย”
“แค่ก แค่กๆๆ” หยางหมิงหย่วนกลัวสายตาของซื่อจ้วง ระแวงจนสำลัก
มือใหญ่ที่เหมือนพัดของซื่อจ้วง ออกแรงตบหลังให้หยางหมิงหย่วน
เรียกใครพี่ เพื่อนเล่นเหรอ
รูปร่างก็ดูอ่อนแอ
ซ่งฝูหลิงกินน้ำซานจาเย็น เล่นเอาคนเดินขึ้นเขาที่อยู่แถวนั้นมองตาละห้อย ใครมองนางเป็นต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เจือไปด้วยสายตาอิจฉา อยากกินบ้าง
หมี่โซ่วตักเต้าหู้นมราดน้ำผึ้งใส่ปาก โชคดีที่แถวนั้นไม่มีเด็ก ถ้ามีคงร่ำร้องอยากกินบ้าง
เขายังทำสีหน้าดื่มด่ำ “ว้าว สดชื่นจังเลย ของเย็นๆ กลืนลงไปมันชุ่มคอ กัดข้าวเหนียวหนึ่งคำ หวานอร่อย หอมนมกับน้ำผึ้ง แบบนี้เรียกทิ้งรสไว้ในปาก”
เฉียนเพ่ยอิงเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดปากให้หมี่โซ่ว “เลิกสร้างศัตรูได้แล้ว นั่งกินเงียบๆ ใช่ว่าคนอื่นเขากินไม่ได้ เขาแค่ไม่ได้มีเวลานั่งสบายใจเหมือนเจ้ากับพี่สาว”
ตอนไปถึงวัดที่อยู่บนยอดเขา พวกซ่งฝูเซิงดวงดีมาก มีการจัดกิจกรรมที่หน้าศาลเจ้าเทพขุยซิงพอดี
กิจกรรมอะไรน่ะเหรอ
เผากระดาษเงิน บรรดาผู้เข้าสอบที่กำลังจะลงสนามสอบเข้าไปรวมตัวกันยกเว้นพวกญาติผู้หญิง สักการะเทพขุยซิงพร้อมกัน
ใช้ลำไย เกาลัด ถั่วลิสง สามอย่างนี้ในการเสี่ยงทาย ซึ่งจะเสี่ยงทายรอบละครั้งเดียว
หากลำไยตกที่หน้าใคร ก็แสดงว่าคนนั้นจะสอบได้อันดับหนึ่ง หากได้เกาลัดคืออันดับสอง ถั่วลิสงจะเป็นอันดับสาม
แต่ถ้าดวงดีตกตรงหน้าทั้งสามอย่าง แบบนั้นเรียก ‘ที่หนึ่งสามสนาม’ แต่ถ้ากระจัดกระจายไปทางอื่นก็แสดงว่าสอบตก
คนที่ได้ผลไม้แห้งพวกนี้จะต้องใส่เงินทำบุญเพื่อขอบคุณเทพขุยซิงที่ประทานพร
ซ่งฝูหลิงฟังแล้วก็ไม่เชื่อ ก็แค่ลูกไม้หลอกเอาเงิน หลักๆ คือนางไม่เห็นด้วยกับกฎที่ห้ามพวกผู้หญิงเข้าไป
ซ่งฝูเซิงพ่อของนางก็ไม่เชื่อเหมือนกัน
แต่ในขณะที่เหล่าซ่งยังไม่ทันดูว่าอะไรเป็นอะไรเขาก็ถูกจวี่เหรินหลายสิบคนดันให้เข้าไปร่วมกิจกรรมแล้ว
รู้หรือเปล่าว่ามีคนเข้าร่วมเท่าไหร่
ตรงนั้นยืนกันหนาแน่น
รู้ไหมว่าโอกาสที่ลำไย เกาลัด ถั่วลิสง จะมาหยุดตรงหน้ามีเท่าไร โยนไม่แม่นจะไปหยุดตรงหน้าสามคน ที่นี้ก็ไม่รู้แล้วว่าหมายถึงใคร
แต่เกาลัดมาตกตรงหน้าหยางหมิงหย่วน
เล่นเอาพวกจวี่เหรินที่อยู่ข้างหยางหมิงหย่วนอยากร่วมดีใจด้วยแต่หาเหตุผลไม่ทัน
ของซ่งฝูเซิงมหัศจรรย์ยิ่งกว่า ลำไยกระเด็นมาอยู่บนเท้าเขา รอบตัวเต็มไปด้วยเสียงฮือฮา “จอหงวน จอหงวน”
พอซ่งฝูหลิงได้ยินแทบอยากจะพูดกับซื่อจ้วงว่า ‘พี่ชาย ช่วยอุ้มข้าขึ้นหน่อย ข้าอยากดู’
ส่วนหมี่โซ่วพูดโดยไม่ต้องคิดมาก “พี่ชาย รีบแบกข้าขึ้นไปหน่อย ข้าอยากดูว่าเกิดอะไรขึ้น”
ซ่งฝูเซิงจ้องลำไยที่อยู่บนเท้า ท่ามกลางเสียงฮือฮา เขาจับแขนของชุยจวี่เหรินแล้วถามทันที “เมื่อกครู่ คนนั้นบอกว่าถ้าถูกเลือกจะต้องบริจาคเงินเท่าไหร่นะ”
“อ๋า อ๋อ เก้าตำลึง” ชุยจวี่เหรินดีใจมาก ดีใจแทนซ่งฝูเซิง เพื่อนคนนี้โชคดีเหลือเกิน
ซ่งฝูเซิง อะไรวะตั้งเก้าตำลึง เพิ่งปีนมาถึงยอดเขาก็โดนต้มเก้าตำลึง
เก้าตำลึง อีกเดี๋ยวเอาไปซื้อเสื้อผ้าให้ลูกสาวยังจะดีกว่า
“ถ้าไม่ให้เงินจะเป็นอย่างไร”