ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 739 รู้จักปล่อยวางก็จะเป็นอิสระ
ตอนที่ 739 รู้จักปล่อยวางก็จะเป็นอิสระ
ซ่งฝูหลิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหาร
คีบเป็ดที่แขวนอยู่บนเตากินหนึ่งคำ คีบผักกาดขาวจิ้มจิ๊กโฉ่กินหนึ่งคำ คีบเนื้อสันหลังหอมใบบัวกินหนึ่งคำ
วางตะเกียบลง เปลี่ยนไปใช้ช้อนตักเอ็นกวางตุ๋นน้ำแดงในชามดินเผา อืม อันนี้ทำเค็มไปหน่อย ต้องกินข้าวนึ่งสักคำ
นางชอบกินข้าวนึ่ง มันร่วนเป็นเม็ดๆ เคี้ยวสนุก
ชามดินเผาขนาดเล็กที่อยู่ข้างมือ ไม่นานก็เห็นก้นชาม
นางกินน้ำแกงที่ทำจากกระเพาะปลา เห็ดหอม และปลิงทะเลตุ๋นรวมกันจนเหนียวข้น ได้ยินว่าใส่น้ำมันเป๋าฮื้อด้วย น้ำแกงคำข้าวคำ เลี่ยนไปก็คีบหัวไชเท้าดองกินแกล้ม
เสวี่ยเหนียงกับป้าของเสี่ยวเฉวียนจื่อมองหน้ากัน แอบกังวล
พวกนางสองคนรู้ว่าเรือนหน้าเอาของกินจากข้างนอกมาส่งให้
พวกนางสองคนเป็นคนดูแลเรือนใน เรือนหน้าส่งอะไรมามีหรือจะเล็ดลอดสายตาของพวกนางไปได้
ตอนนี้คุณหนูกินไปเยอะขนาดนี้
เหลือบมองเฉียนเพ่ยอิงก็พบว่าคนแม่ทำท่าทางเหมือนเป็นเรื่องปกติ ไม่แม้แต่จะห้าม พวกนางเลยยิ่งงง คุณหนูรูปร่างผอมบางแบบนั้นกินอาหารเหล่านี้เข้าไปได้อย่างไรไหว
แบบนี้จะดีหรือ อีกประเดี๋ยวอย่ากินอีกเลย
ป้าของเสี่ยวเฉวียนจื่อขยิบตาให้เสวี่ยเหนียง เสวี่ยเหนียงจึงแอบออกจากห้องอาหาร ตรงไปหาแม่ครัวที่ห้องครัว “ข้าถามหน่อย น้ำซานจาที่คราวก่อนคุณหนูเอ่ยปากชมใช่เจ้าทำหรือไม่”
“เรียนแม่นาง ข้าทำเองเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเร็วเข้า รีบต้มมาหน่อย อย่าลืมต้มเนื้อมันด้วย คุณหนูชอบกินแบบเปื่อยยุ่ย เอาให้น้ำตาลเข้าเนื้อ” เสวี่ยเหนียงเรียกคนดูแลห้องน้ำชา วันนี้ชายามบ่ายของคุณหนูเปลี่ยนเป็นชาข้าวสาลี
“ขนมล่ะเจ้าคะ”
เสวี่ยเหนียงคิด “ไม่ต้องมีขนมแล้ว วันนี้ห้ามเอาพวกขนมกินเล่นไปให้”
คิดในใจ อีกเดี๋ยวต้องกำชับพวกสาวใช้ว่าห้ามพูดเรื่องขนม ไม่อย่างนั้นคุณหนูจะร้องกิน
…
“คุณหนู อย่าเพิ่งนอนเลยเจ้าค่ะ ฟังบ่าวพูดก่อน”
“ว่ามาสิ”
“บ่าวไปเดินเล่นเป็นเพื่อนคุณหนูในสวนดีหรือไม่เจ้าคะ”
ซ่งฝูหลิงถอดรองเท้าแล้ว มองเสวี่ยเหนียงด้วยสีหน้างุนงง
“เคยได้ยินคำพูดนี้ไหม”
เสวี่ยเหนียงอึ้ง “อะไรหรือเจ้าคะ”
“ร่างกายต้องปรับตัว ข้าจะนอนกลางวันแล้ว”
ภายในพื้นที่พิเศษ
ซ่งฝูหลิงเอนตัวบนโซฟา บ่นให้ซ่งฝูเซิงที่กำลังกินข้าวฟัง
“ท่านพ่อ ภาพลักษณ์ลูกเสียหมดแล้วเพื่อให้ท่านพ่อได้กินข้าวร้อนๆ โชคดีที่สอบแค่ไม่กี่วัน ถ้าสอบต่อเนื่องครึ่งเดือนลูกคงกลายเป็นคนขี้เกียจจอมตะกละในสายตาพวกสาวใช้ตระกูลลู่ แถมยังไร้สาระไปวันๆ เอาแต่กินกับนอน”
ซ่งฝูเซิงกินข้าวกล่องพลางหัวเราะ “เอาน่า เช่นนั้นพ่อกินน้อยหน่อย ซื้อมาสองกล่องไม่ใช่เหรอ อีกกล่องพ่อจะเก็บไว้กินพรุ่งนี้”
เฉียนเพ่ยอิงพูด “พวกสาวใช้อยากจะคิดอย่างไรก็ปล่อยไปสิ อย่างไรเสียพวกเราก็อยู่แค่ชั่วคราว ต่อไปไม่มีทางมาเป็นแขกบ้านตระกูลลู่อีก ต่อให้เป็นแขกก็ไม่มีทางเข้าพัก ใครจะไปจำได้ แม่รู้แค่ว่าครั้งนี้สบายมาก อย่างน้อยถูกพวกสาวใช้เข้าใจผิดยังดีกว่าถูกหมี่โซ่วจับตามอง”
ซ่งฝูหลิงพูดขึ้น “ก็ไม่แน่หรอก”
“อะไรคือไม่แน่”
“อ๋อ เปล่า ท่านแม่หั่นแตงกวาทำไม ท่านพ่อกินจะเสร็จแล้ว ทำแตงกวาคลุกตอนนี้ไม่ทันแล้วหรือเปล่า”
เฉียนเพ่ยอิงชะโงกหัวออกมาจากห้องครัว “ไม่ใช่ของวันนี้ พรุ่งนี้จะทำข้าวยำแบบเกาหลีให้พ่อเรากิน พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะออกไปข้างนอก แอบซื้อของที่ตลาดสดหน่อย”
“พ่อไม่อยากกินข้าวยำ พ่ออยากกินบะหมี่เย็น”
ซ่งฝูเซิงกลืนข้าวคำสุดท้าย “บ้านเรามีพอดี เพ่ยอิงทำบะหมี่เย็นให้ลูกสิ หันเนื้อวัวใส่หน่อย เติมน้ำแข็ง พรุ่งนี้เที่ยงพ่อจะได้กินด้วย”
“ระวังจะท้องเสียนะ”
“ไม่หรอก ไปละ ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวมือปราบจะหาว่าพ่อผิดปกติ คนอื่นกำลังกินข้าวแต่ตัวเองกลับนอน พ่อยังต้องออกไปแสร้งทำเป็นกินขนมรองท้องอีก”
ซ่งฝูหลิงรีบถาม “คุณพ่อ วันนี้สอบเป็นอย่างไรบ้าง”
“ตอบได้หมด ก็แค่ไม่ค่อยเหมือนสอบจวี่เหรินครั้งก่อน วันนี้ไม่มีข้อใหญ่เลยสักข้อ เป็นคำถามพื้นฐานจากสี่ตำราห้าคัมภีร์ทั้งหมด แถมที่นี่ยังแจกข้อสอบเป็นรายวัน พ่อสงสัย เดี๋ยวไม่ใช่ว่าตั้งแต่พรุ่งนี้ไปจะเป็นข้อสอบปัญหาบ้านเมืองไปจนถึงวันสุดท้ายเลยนะ”
เป็นไปตามที่ซ่งฝูเซิงคิดจริงๆ
สอบพื้นฐานเสร็จเรียบร้อย
ตอนบรรดาผู้เข้าสอบที่อยู่ในกระโจมสอบได้รับข้อสอบชุดที่สอง ต่างก็อึ้งไปตามๆ กัน
ออกข้อสอบได้โหดมาก ทั้งหมดเป็นโจทย์จากสถานการณ์จริง
วิเคราะห์จากรายละเอียด อ้างอิงอดีต ต้องเสนอความคิดของตัวเอง กำหนดให้เขียนสามหน้ากระดาษขึ้นไป
มาถึงโจทย์ใหญ่ที่เป็นปัญหาบ้านเมือง ‘แก้ปัญหาอุทกภัย’
หากผู้ตอบคำถามเป็นขุนนางท้องถิ่นจะทำอย่างไร จะหาเงินเข้าท้องถิ่นและเพิ่มเงินในคลังหลวงอย่างไร เสนอวิธีแก้ปัญหาชาวบ้านแร้นแค้น หรือแม้กระทั่งโจทย์ให้ช่วยแก้ปัญหากองทัพก็ยังมี
ในสายตาของซ่งฝูเซิง ฮ่องเต้เป็นคนออกโจทย์ใช่หรือเปล่า
แบบนี้คือเอาปัญหาทั้งหมดที่ราชสำนักกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้มาเป็นโจทย์ให้พวกเขาตอบ
ลองดูว่าพวกเขาจะตอบอย่างไร
หยางหมิงหย่วนที่อยู่ห่างจากกระโจมสอบของซ่งฝูเซิงไปไกลมาก หลังจากเห็นข้อสอบก็ไม่ได้รีบร้อนตอบ
แต่เขานั่งขัดสมาธิในกระโจม ดูเหมือนกำลังพักสายตา
ในความเป็นจริง สมองของเขาเต็มไปด้วยคำถามที่คุยกับซ่งฝูเซิงระหว่างทางที่มาเมืองหลวง รวมถึงพวกหนังสือประวัติศาสตร์ที่เขาสืบค้นตอนดึกหลังจากที่คุยเสร็จทุกคืน
หยางหมิงหย่วนกำลังคิดอยู่เรื่องหนึ่ง
เขาจะเอาสิ่งที่คุยกับอาซ่งมารวมกับความคิดของตัวเองแล้วตอบลงในข้อสอบดีหรือไม่
หากเขียน ก็อันตรายมาก
มีหลายความคิดที่ไม่สอดคล้องกับหลักขงจื๊อ
คนตรวจข้อสอบอาจคิดว่าเขาเขียนอะไรไร้สาระ
ยกตัวอย่างเช่น โจทย์เรื่องโรคระบาด
ระหว่างทางที่มา ทำไมมีหลายเมืองที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง
หากใช้คำพูดของอาซ่งคือ เพราะควบคุมไม่ทันเวลา ไม่ได้กักตัวแยก ด้วยเหตุนี้โรคถึงได้แพร่ระบาดในวงกว้าง หากกักตัวคนป่วยไว้แต่เนิ่นๆ จะเห็นคนตายมากขนาดนี้หรือ
แต่คำสอนของขงจื๊อก็คือ ห้ามกักขังผู้เป็นพ่อ แบบนั้นคืออกตัญญู
ถ้าไม่เขียน
แต่เขารู้สึกจริงๆ ว่าอาซ่งต่างหากที่อยู่กับความเป็นจริงมากที่สุด แก้ไขต้นตอปัญหาของชาวบ้านได้ดีที่สุด
เขาหลับตาคิดอยู่ครึ่งชั่วยามเต็มๆ ถึงตัดสินใจว่า หาจุดสมดุลแล้วกันพูดให้คลุมเครือหน่อย อย่าเสี่ยง คำพูดบางอย่างไม่ต้องเขียนลงไป
ในเวลาเดียวกันซ่งฝูเซิงก็กำลังคิดหนัก
ขนาดหยางหมิงหย่วนยังคิดได้ว่าอย่าท้าทายคนตรวจข้อสอบ มีเหรอที่เขาจะนึกไม่ถึง
ต้องยอมรับว่าทัศนคติและหลักการใช้ชีวิตของคนโบราณกับคนยุคปัจจุบันไม่เหมือนกัน
โดยเฉพาะที่ก่อนหน้านี้ลูกสาวยกตัวอย่างให้เขาฟัง เรื่องการเก็บส่วย
บอกว่า ท่านพ่อ ขุนนางใหญ่พวกนั้นต่างหากที่เป็นเศรษฐีตัวจริง ควรรีดส่วยให้มากที่สุด แม้แต่บ้านของลู่หมินหรุ่ยก็นับรวมด้วย เป็นผู้ได้ประโยชน์ทั้งนั้น ถ้าท่านพ่อกล้าเขียนเรื่องอ่อนไหวพวกนี้ ก็คือการท้าทายขุนนางใหญ่ ดีไม่ดีแม้แต่ฮ่องเต้ยังไม่กล้าพูดเรื่องปฏิรูปด้วยซ้ำ ถ้าคนตรวจข้อสอบจิตใจคับแคบหน่อยได้ให้ท่านพ่อศูนย์คะแนน
ลูกสาวเตือนเขาไว้ก่อนแบบนี้ เพื่อที่เขาจะได้ไม่ตอบพร่ำเพรื่อ
ดังนั้นถ้าเขียนในสิ่งที่คิดจริง ดูเหมือนเขากำลังเดิมพันด้วยอนาคต
แต่ถ้าเขียนอะไรที่มันไม่ชวนคิด แบบนั้นบทความจะมีจิตวิญญาณเหรอ
ซ่งฝูเซิงลองเขียนร่างคำพูดที่ไร้จิตวิญญาณลงบนกระดาษ
แต่เขาเขียนไปเขียนมา สมองก็ปรากฏภาพตอนตัวเองลี้ภัย ภาพชาวบ้านแร้นแค้นถือชามผุพังต่อแถวที่เมืองโยวโจว
ภาพตอนเดินทางตั้งแต่เมืองเฟิ่งเทียนจนถึงเมืองหลวง พวกชาวบ้านตกยากที่เขาพบเจอ สหายผู้ช่วยนายอำเภอของชุยจวี่เหรินบอกเขาเรื่องยอดคนตายด้วยโรคระบาดของที่นั่น
รวมถึงตอนอยู่เมืองเฟิ่งเทียน เหล่าเว่ยบอกเขาว่ามีขุนนางน้ำดีหลายคนต้องป่วยตายตอนไปช่วยดูแลชาวบ้าน
เขาพูดกับตัวเองในใจ
เราจะบอกไม่ได้ว่ายุคโบราณล้าหลัง คิดว่าของดีๆ กับนโยบายดีๆ ทั้งหมดมีแค่ในยุคปัจจุบัน ยุคโบราณไม่คู่ควร
ผู้ว่าฯ กับนายอำเภอดีๆ ที่เดือดเนื้อร้อนใจแทนชาวบ้าน
พวกเจ้าหน้าที่ที่ออกไปทำงานท่ามกลางพายุฝน
หมอที่พยายามช่วยรักษาคน ที่มีตั้งแต่หมอหลวงในวังไปจนถึงหมอที่เปิดร้านอยู่ในเมือง
เหล่าแม่ทัพที่เข้าร่วมการช่วยเหลือ
ชาวบ้าน คนจิตใจดี ที่ช่วยตัวเองและพยายามช่วยเหลือคนอื่น พวกเขาต่างก็เป็นคนที่มีเลือดเนื้อทั้งนั้น
คนเหล่านี้อยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ดวงเดียวกับเขา อยู่บนผืนแผ่นดินนี้เหมือนกัน
แค่เพียงเพราะแนวคิดขงจื๊อบ้าบอ กตัญญูกับอกตัญญู หลักการเคารพไม่เคารพที่ขัดกับความเป็นจริง
ไม่กักตัว ปล่อยให้อุจจาระของเสียทับถม เชื้อโรคแพร่กระจาย แมลงขยายพันธุ์จำนวนมาก อาหารถูกน้ำท่วมขึ้นราเปลี่ยนสภาพ ก่อให้เกิดโรคระบาดนานาชนิด ไข้ขึ้นสูง โรคตาแดง ได้ยินว่ายังมีเด็กที่ติดโรคระบาดแม้แต่ยืนก็ไม่ไหว
ครั้งหน้าเจอภัยพิบัติก็จะยังไม่กักตัวแบบนี้หรือเปล่า ยังจะปล่อยให้มีคนตายมากขนาดนี้อีก ยังคงติดอยู่ในกรอบความคิดโบราณพวกนั้น
ได้ยินว่ากระดาษข้อสอบของคนที่ได้อันดับต้นๆ จะถูกส่งถึงฮ่องเต้ เพื่ออาจนำไปใช้ได้ เพื่อที่ว่าครั้งหน้าหากเกิดภัยพิบัติฮ่องเต้ก็จะมีพระบัญชา
ซ่งฝูเซิงเข้าไปในพื้นที่พิเศษ
“มีอะไรเหรอท่านพ่อ” ซ่งฝูหลิงที่อ่านหนังสืออยู่บนโซฟาหันไปถาม
ซ่งฝูเซิงแค่เล่าโจทย์ให้ฟัง ไม่พูดอย่างอื่นอีก นั่งทำหน้าคิดหนักอยู่ที่โต๊ะกินข้าว นิ้วก็เคาะโต๊ะไม่หยุด
ซ่งฝูหลิงกลับเดาได้ว่าพ่อติดตรงไหน “ท่านพ่อสอบมาถึงขั้นนี้แล้ว ขนาดในพื้นที่พิเศษมีหนังสือก็ยังไม่แอบเปิด เช่นนั้นอยากตอบอะไรก็ตอบไปเถอะ คนเรามีชีวิตอยู่ในหนึ่งชาติ ถ้าเอาแต่คิดเรื่องผลประโยชน์ ชีวิตก็ไม่มีความหมายอะไร ลูกขอถอนคำพูดที่เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ ครั้งนี้สนับสนุนท่านพ่อเต็มที่”
ซ่งฝูหลิงพูดจบก็ก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ ปากพูดพึมพำคำสอนของพุทธศาสนา “รู้จักปล่อยวางก็จะเป็นอิสระ”