ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 740-1 รวมใจเพื่อบ้านเมือง มุ่งมั่นเพื่อราษฎร
ตอนที่ 740-1 รวมใจเพื่อบ้านเมือง มุ่งมั่นเพื่อราษฎร
มือปราบที่เฝ้าซ่งฝูเซิงทำข้อสอบรู้สึกว่าจวี่เหรินที่เขาเฝ้าอยู่คนนี้แอบพิลึกไปหน่อย
ผู้เข้าสอบคนนี้
คนอื่นกินข้าว ตัวเองกลับนอน ไม่กินข้าว
คนอื่นได้ข้อสอบก็คิดหนัก แต่เขากลับขยำกระดาษร่างไปหลายใบ จนภายในกระโจมรกเละเทะ
ยามที่คนอื่นยืดเส้นยืดสาย พับแขนเสื้อขึ้น เอาพู่กันแตะน้ำหมึกเริ่มเขียน คนผู้นี้กลับนอน
จากประสบการณ์เฝ้าผู้เข้าสอบของมือปราบ เดิมทีคิดว่าซ่งฝูเซิงจะงีบนอนอย่างน้อยเวลาหนึ่งถ้วยชา แล้วถึงตื่นมาตอบคำถาม
เปล่าเลย เขาเห็นซ่งฝูเซิงนอนได้ครู่เดียวก็ลุกขึ้นมา
พอตื่นมาอีกครั้งก็ไม่เหมือนเดิม
มือปราบบอกไม่ถูกว่ามีบุคลิกแบบไหนที่แผ่ออกมาจากผู้เข้าสอบคนนี้ และก็ไม่รู้ว่าตอบคำถามเป็นอย่างไร
แต่มือปราบรู้สึกแค่ว่า จวี่เหรินที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ดูไม่เหมือนเดิม
ไม่ใช่คนที่ก่อนหน้านี้นั่งเครียดขยำกระดาษทิ้งอีกต่อไป แต่เหมือนกับที่คนข้างนอกพูดกันว่า หน้าตามุ่งมั่น ตั้งหน้าตั้งตาเขียน
ซ่งฝูเซิงนั่งตอบคำถามอยู่ตรงข้ามมือปราบ ตอบไปคิดไป
คนออกโจทย์ชอบย้ำเตือนคนตอบโจทย์ว่าให้อิงจากประวัติศาสตร์ไม่ใช่เหรอ
ตีความได้ว่าต้องการให้พวกเขาพยายามอย่ากล่าวเลื่อนลอย เขียนอะไรที่เหลวไหล
เช่นนั้นก็จัดไป
เกี่ยวกับปัญหาโรคระบาด ซ่งฝูเซิงตวัดปลายพู่กันเขียน ความคิดเห็นของเขาคือ
หลักคำสอนบ้าบออะไรกัน สู้ไม่ได้ทั้งนั้น ขอฮ่องเต้ ขอขุนนางท้องถิ่นทุกคนโปรด ‘ยึดราษฎรเป็นหลัก’
เขายกตัวอย่างตั้งแต่สมัยพระเจ้าตงฮั่นหลิงไปจนถึงพระเจ้าซีจิ้นอู่ที่มีโรคระบาดครั้งใหญ่ถึงยี่สิบครั้ง อ้างอิงถึงแคว้นเว่ยที่ตอนแรกมีประชาชนมากที่สุด แต่พอเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ จำนวนประชากรของ ‘สิบเขต’ ยังสู้ ‘จำนวนประชากรของเขตเดียวในอดีตไม่ได้’
ทั้งยังได้ยกตัวอย่างรัชศกที่หนึ่งของจักรพรรดิเสียนหนิง ลำพังแค่ลั่วหยางที่เป็นเมืองหลวงเมืองเดียวยังมีคนตายนับหมื่นคน
ยกตัวอย่างในช่วงร้อยหกสิบแปดปีของราชวงศ์หนึ่ง เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ห้าสิบเก้าครั้ง หรือจะในสมัยอีกราชวงศ์หนึ่งที่แค่เมืองหลวงก็เกิดโรคระบาดถี่ถึงสิบห้าครั้ง
ซ่งฝูเซิงยกตัวอย่างในอดีตขึ้นมามากมาย
เขาอยากใช้ความจริงบอกผู้คุมสอบ หรือแม้กระทั่งบอกฮ่องเต้ว่า เบื้องหลังบันทึกประวัติศาสตร์ที่ดูเรียบง่ายเหล่านี้มักเป็นการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอันน่าตะลึง
ยังจะต้องรอให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่าถึงจะทำให้พวกนักยึดถือหลักคำสอนของขงจื๊อเปลี่ยนแปลงมุมมองทางด้านศีลธรรมที่มีต่อการกักตัวอย่างนั้นเหรอ
ความกตัญญูที่แท้จริง ความมีศีลธรรมที่แท้จริง ซ่งฝูเซิงคิดคำพูดไว้แล้ว ถูกกักตัวไม่ต้องใช้เงินหรืออย่างไร
ถ้าข้าถูกกักตัว พวกลูกกตัญญูก็ต้องไปทำงานหาเงินมาให้พ่อใช้กักตัว หาเงินมาซื้อยาดีๆ ให้พ่อ ไปตามหายาดีๆ มาให้ อย่างน้อยเขาก็จะสอนหมี่โซ่วแบบนี้
ถึงขั้นที่ว่าพวกที่ยึดตามหลักคำสอนพวกนั้นหากมีศีลธรรมในใจจริง จะอุทิศพลังทั้งชีวิตเพื่องานป้องกันโรคระบาดก็ยังได้
เพื่อให้พ่อกับลูกชายจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนบนโลกนี้จะได้ไม่ต้องตกอยู่ในห้วงความรู้สึกลำบากใจที่จะให้พ่อกักตัวดีหรือไม่
นี่ต่างหากที่เรียกว่าเมตตา นี่ต่างหากศีลธรรม นี่ต่างหากเป้าหมายที่ทุกคนมีร่วมกัน ไม่ใช่ประณามว่าความคิดของใครถูกหรือผิด
ซ่งฝูเซิงผ่อนลมหายใจออก ตามนั้น
อย่าใส่อารมณ์มากเกินไป โจทย์มีหลายข้อ แต่ละข้อเขายังต้องใช้ความคิดอีกเยอะ
ถ้าถ่ายทอดอารมณ์แบบจัดเต็มในช่วงแรก เดี๋ยวตอบคำถามหลังๆ จะไม่มีความเร้าใจอะไร
ซ่งฝูเซิงเริ่มเขียนว่าการเลี่ยงโรคระบาดต่างหากที่เป็นหลักการสำคัญในการควบคุม เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดสำหรับจัดการต้นตอการเกิดโรค
ทำไมถึงพูดแบบนี้น่ะเหรอ
เขายกตัวเองเป็นตัวอย่าง ครอบครัวของเขาก็เป็นหนึ่งในผู้ประสบภัย
เขียนบรรยายไปว่าช่วงที่เกิดโรคระบาดพวกเขาอยู่ในหมู่บ้านทำอะไรไปบ้าง ต่อมาทางอำเภอก็เอาไปทำตาม จึงเป็นการพิสูจน์ความคิดนี้
ต่อมาเขาก็เสนอความคิดเห็นลงไป หวังว่าทางราชสำนักจะตั้งกฎระเบียบ หากพบเจอโรคระบาดต้องสั่งปิดพื้นที่ ใครที่รายงานเท็จหรือปิดบังต้องมีโทษ
แนะนำให้หน่วยงานท้องถิ่นแต่ละระดับจัดตั้ง ‘เจ้าหน้าที่ตรวจโรคระบาด’ คอยตรวจตรายามเกิดภัยพิบัติใหญ่ ยามปกติก็ตรวจสุขอนามัยทั่วไป เช่น ตามท้องถนน การจัดการน้ำเสีย เป็นต้น
ซ่งฝูเซิงยังเขียนอีกว่า ในเมืองมีอุจจาระของเสียเยอะ เป็นต้นตอของโรคระบาดมาอย่างต่อเนื่อง ทำได้แค่ปล่อยไว้แบบนั้นน่ะเหรอ
ไม่ออกจากบ้าน หลบอยู่แต่ในบ้านก็แก้ปัญหาได้แล้วเหรอ
เขายังยืนยันความคิดเดิม ยังจะต้องรอให้เกิดโรคระบาดถึงจะหาทางป้องกันหรือยังไง ต้องควบคุมอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นตอถึงจะลดปัญหาได้
นอกจากนี้เขายังแนะนำให้มีการชี้แนะการรักษาและลงทุนเรื่องการรักษา
ต้องให้คนที่น่าเชื่อถือเขียนคู่มือชี้แนะ และขุนนางทุกระดับต่างต้องมีไว้ในมือ
นั่นขุนนางท้องถิ่นเชียวนะ ราษฎรทุกคนไม่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นต่างก็คิดพึ่งพาพวกเขา
แต่พวกเราต้องยอมรับว่า ยังไม่ต้องพูดว่าขุนนางคนนี้มีความสามารถหรือไม่ แต่ละคนย่อมมีสิ่งที่ตัวเองมืดแปดด้าน แถมเขาก็ไม่ได้เรียนมาในด้านนี้
ลงทุนเรื่องการรักษา ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ด้านหนึ่งคือมีทีมลาดตระเวนคอยรักษา หมอของแต่ละท้องที่สามารถมารวมตัวกันตอนเกิดโรคระบาดได้หรือไม่ ยามที่ชาวบ้านทั่วไปถอยหนี คนเหล่านี้ต้องกล้าสวนทางขึ้นมา
อีกด้านหนึ่ง ซ่งฝูเซิงแนะนำราชสำนักว่าควรมีงบประมาณสำหรับยารักษาโรคระบาดหรือไม่
พระคลังหลวงของท้องถิ่น ปกติมีจัดเก็บยาที่ใช้รักษาโรคระบาดหรือไม่ ถ้าไม่เตรียมอะไรเลย พอถึงเวลาไม่ฉุกละหุกเหรอ
อีกทั้งงบนี้ของราชสำนักยังช่วยให้ราษฎรอุ่นใจด้วย ชาวบ้านก็จะไม่มีทางต่อต้านยามต้องกักตัว
‘ความเมตตา’ นี้จะทำให้พวกชาวบ้านรู้สึกว่าราชสำนักไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขา ไม่ใช่แค่รักษาร่างกายของพวกเขา ยังเยียวยาจิตใจด้วย
โดยเฉพาะชาวบ้านที่ยากจนอย่างแท้จริง คนจนเจ็บป่วยยังต้องสู้ชีวิตต่อ หากราชสำนักเตรียมยาเหล่านี้ไว้ เมื่อพวกเขาถูกกักตัวถึงจะต่อสู้กับโรคร้ายได้อย่างสบายใจ
ซ่งฝูเซิงเขียนถึงตรงนี้ก็หยุด คิดในใจ เรื่องงบ ราชสำนักทำสงครามอยู่ ใช้เงินจำนวนมาก คาดว่าน่าจะเป็นการยากในการจัดสรรงบเพื่อกักตุนยายามปกติ
เขากลัวราชสำนักทำไม่ได้ แต่ก็ยังจะเสนอความคิด
เขาคิดว่าเมื่อที่หนึ่งประสบปัญหา ความช่วยเหลือควรมาจากทั่วทุกสารทิศ เมื่อไหร่ที่ควรสามัคคี เวลาแบบนี้นี่แหละที่ต้องการความเห็นอกเห็นใจ
ต้องปลุกระดม อย่าดูถูกประชาชน เมื่อประสบภัยพิบัติใหญ่ กำลังทรัพย์ของบ้านเมืองไม่พอ แหล่งทุนทรัพย์จากชาวบ้านจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะพวกพ่อค้า
แค่แจกโจ๊ก ทำไม่เป็นระบบ ทำแค่คนรวยจะมีความหมายอะไร ยามเจ็บป่วย สิ่งที่ช่วยได้คือยารักษา ไม่ใช่โจ๊กที่กินแก้หิวไปวันๆ
ดังนั้นไม่สู้ให้ขุนนางแต่ละระดับเป็นตัวนำ ขุนนางท้องถิ่นออกหน้ารวมใจราษฎร ครอบครัวเศรษฐีที่มีความสามารถต่างต้องรับผิดชอบร่วมกัน
หากผู้บริจาคคนไหนบริจาคมากพอ ราชสำนักก็มอบป้ายหินเพื่อเป็นเกียรติแก่คนเหล่านี้ได้
ซ่งฝูเซิงคิด คนโบราณชอบอะไรที่ไร้ประโยชน์แบบนี้ หวังในชื่อเสียง บางคนถึงกับยอมแลกด้วยชีวิตเพื่อชื่อเสียงโด่งดัง เช่นนั้นก็เอาเลย ทำป้ายหินมอบให้ แค่ไม่กี่สตางค์
ด้านบนเขียนว่าเกิดภัยพิบัติใหญ่ในปีไหน ด้านล่างเขียนชื่อคนว่าบริจาคเท่าไหร่ เงินจำนวนนี้ซื้อยาได้มากแค่ไหน ช่วยคนได้เท่าไร
ความเปลี่ยนแปลงนี้จะสืบทอดกันต่อไป ให้คนรุ่นหลังได้ดู ได้เรียนรู้ จนกลายเป็นแบบอย่าง