ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 740-2 รวมใจเพื่อบ้านเมือง มุ่งมั่นเพื่อราษฎร
ตอนที่ 740-2 รวมใจเพื่อบ้านเมือง มุ่งมั่นเพื่อราษฎร
ซ่งฝูเซิงตอบโจทย์เรื่องโรคระบาดเสร็จเขาก็เขียนเรื่องการจัดการชาวบ้านตกยากต่อ
คราวนี้เขายกเรื่องตัวเองมาเขียน เพราะเขาก็เคยผ่านชีวิตแบบนั้นมา
ก่อนอื่น ทางการต้องวางมาตรการรับมือกับชาวบ้านตกยากก่อน อย่างเช่นการป้องกันโรคระบาด ตรวจคนเข้าเมือง จัดการให้พวกเขาหาข้าวกินได้ ไม่ทุกข์ใจ
แต่ว่า
หากว่ากันตามเหตุผล ซ่งฝูเซิงได้รับเสบียงบรรเทาทุกข์มาฟรีๆ เขาไม่ควรเขียนแบบนี้
แต่เขายังคงแนะนำไปว่า ทางการไม่ควรแจกเสบียงบรรเทาทุกข์ฟรีๆ จะยิ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ชาวบ้านแห่กันย้ายถิ่น
เขาให้ความเห็นว่า แจกเสบียงช่วยเหลือได้ แต่ต้องให้ผู้ลี้ภัยที่มารับเสบียงแลกด้วยแรงงาน
งานในเมืองมีตั้งมากขนาดนั้น ทางการจัดสรรให้พวกผู้ลี้ภัยได้ อยากได้อาหารก็ไปช่วยสร้างอาคาร กำจัดน้ำเสีย ซ่อมแซมร่องน้ำ ถางที่ร้าง สร้างแนวป้องกัน เป็นต้น
ซ่งฝูเซิงเขียนถึงตรงนี้ก็ยิ้มเยาะตัวเอง เขาช่างเป็น ‘ขุนนางน้ำดี’ จริงๆ
เพิ่งจะไม่ถึงไหนก็เริ่มคิดในมุมคนอื่นแล้ว
ยาก ยากทุกด้าน ราชสำนักเองก็ยาก
ทำสงครามสิ้นเปลืองเสบียงไปมาก ประหยัดได้ก็ต้องประหยัด ไม่ให้ได้ก็ไม่ให้ เพื่อรวมบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นไม่ใช่เหรอ
ถ้าไม่รวม ช้าเร็วก็ยังต้องเกิดความโกลาหลอีก พอถึงตอนนั้นราษฎรยิ่งต้องรับเคราะห์
ลองสมมติดูนะ ก็ไม่รู้ว่าถ้าทำตามที่เขาบอกจริง หากพวกผู้ลี้ภัยรู้ว่าเป็นความคิดของเขาจะมีคนมารุมด่าเขาหรือเปล่า
มาเถอะ คนเราเกิดมามีเหรอไม่เคยถูกด่า มาดูโจทย์ข้อต่อไปกันดีกว่า
แสดงทัศนคติและความคิดเห็นต่อกองทัพ มีด้านไหนบ้างที่คิดว่าต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น
ซ่งฝูเซิงคิดในใจ
คนอื่นอาจไม่มีข้อคิดเห็นอะไรมาก แต่เขามีเยอะเลยล่ะ กระดาษสองแผ่นจะพอเขียนหรือเปล่าก็ไม่รู้
ซ่งฝูเซิงเขียนว่า
เขาโชคดีได้รับตำแหน่งในพระคลังหลวง มีโอกาสได้ไปส่งเสบียงให้แม่ทัพติ้งไห่ โชคดีเคยได้ร่วมรบกับแม่ทัพลู่ สงครามครั้งนั้นเป็นสงครามที่โด่งดังที่สุดในช่วงไม่กี่ปีมานี้…
แค่คิดดูก็รู้ว่า พอพวกขุนนางที่ตรวจข้อสอบได้อ่าน ยังไม่ต้องพูดเรื่องตอบดีหรือไม่ดี จะตะลึงกันไปก่อนหรือเปล่า
คิดดูนะ จวี่เหรินคนนี้อายุยังน้อย แต่ทำไมประสบการณ์ถึงได้มากขนาดนี้
ความคิดเห็นของซ่งฝูเซิงคือ
เมื่อแนวหลังประสบความลำบากจะทำให้กองทัพและแม่ทัพเริ่มอ่อนแอลง
เขายกตัวอย่างทหารเรือนแสน ไล่จำนวนต่างๆ อย่างชำนาญ
เขียนถึงความเร็วในการเคลื่อนทัพก่อน จากนั้นเขียนถึงปริมาณอาหารในแต่ละวันของทหาร หกสิบวันต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่ ใช้คนขนเสบียงกี่คนเพื่อเลี้ยงทหารหนึ่งนาย ลาหนึ่งตัวแบกได้แค่ไหน ใช้ลากี่ตัวขนเสบียงสามารถเลี้ยงทหารหนึ่งนายได้กี่วัน
ดังนั้นข้อเสนอแนะแรกของเขาก็คือ ไม่ใช่แค่ต้องมีพระคลังหลวงที่ชายแดน ไม่ใช่แค่มีในเมืองสำคัญ ทางที่ดีสร้างไว้ในหลายๆ เมือง จะได้ลดต้นทุนในการขนส่ง
เมื่องานแนวหลังมีประสิทธิภาพขึ้น เส้นทางเสบียงมีมากขึ้น กองทัพถึงจะเคลื่อนไปได้เร็ว
ข้อเสนอแนะที่สองก็คือ เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลงานแนวหลัง
นี่เป็นข้อบกพร่องที่เขาพบในสงครามอย่างแท้จริง
ธนูและกระสุนที่ขนไปมีบางส่วนที่ไม่ตรงกับรุ่นอาวุธ ต่อมาใช้ไม่ได้เลยต้องขนกลับมาพร้อมเรือ การจัดการอาวุธเละเทะมาก
แต่ก็แย่ตรงที่อาวุธโบราณไม่ได้จัดให้เป็นระบบเดียวกัน
เพราะพวกทหารจะอยู่ใต้อาณัติของแม่ทัพใหญ่แต่ละคน อาวุธสำคัญบางอย่างก็แม่ทัพใหญ่เก็บไว้ส่วนตัว ถือเป็นของล้ำค่าส่วนตัวของพวกเขา
ไม่เหมือนยุคปัจจุบันที่ดูแลโดยคลังสรรพาวุธทั้งหมด ทุกคนได้รับอาวุธที่เหมือนกัน
หรืออาจจะไม่เหมือนกัน แต่ก่อนลำเลียงไปแนวหลังก็สามารถรู้ได้ว่าต้องขนไปให้กองทัพไหน กองทัพไหนใช้อาวุธอะไร คันธนูใหญ่แค่ไหน ใช้ลูกธนูอะไร กองทัพนั้นใช้กระสุนปืนใหญ่แบบไหน ปืนใหญ่มีลักษณะอย่างไร ต้องใช้ลูกกระสุนแบบกลมหรือแบบยาว
ถ้าไม่เข้าใจอะไรเลยก็คือขนมั่ว เสบียงอาหารกินมั่วได้ แต่กระสุนใช้มั่วได้เหรอ มันจะยิงไม่ออกน่ะสิ
ซึ่งนี่ก็เกี่ยวพันถึงข้อเสนอแนะที่สามและสี่ของซ่งฝูเซิง
ข้อเสนอแนะที่สามที่เขาเขียน ถ้าทำได้จริง ลู่พั่นคงไม่พอใจ
นั่นก็คือ ทหารตระกูลลู่ ทหารตระกูลหวัง ทหารตระกูลเฝิง ทุกทัพเป็นของฮ่องเต้ทั้งนั้น ล้วนเป็นของราชสำนัก เสนอแนะให้แม่ทัพแต่ละคนรายงานต่อหน่วยงานแนวหลังว่ามีอาวุธที่เป็นความลับอะไรบ้าง อย่าเก็บซ่อนไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่แนวหลังส่งอาวุธเสริมไปผิด
แม่ทัพใหญ่แต่ละคนก็ไม่ต้องพูดว่าจะส่งคนของตัวเองมาคอยกำกับว่าต้องส่งอาวุธอะไร ด้านบนก็เขียนแล้วไม่ใช่เหรอว่าต้องทำงานแนวหลังให้เป็นระบบ พวกเจ้าจะมาเจ้ากี้เจ้าการได้อย่างไร แบบนั้นขั้นตอนไม่เพิ่มขึ้นเหรอ ก็เพราะมีความคิดเห็นแก่ตัวพวกนี้ไงถึงได้วุ่นวายเละเทะ
ส่วนข้อเสนอแนะที่สี่
ซ่งฝูเซิงคิดในใจ ก้าวนี้อย่าก้าวใหญ่เกินไป เดี๋ยวจะพังเอาง่ายๆ
อย่างเช่น อยากจัดตั้งกองงานแนวหลังที่เป็นระบบ เกรงว่าจะยังเป็นไปไม่ได้
ตอนนี้ราชสำนักไม่มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะอบรมคน
แต่ขบวนขนส่งเสบียงขบวนหนึ่ง หากไม่ได้รับการฝึกฝน ความเสียหายก็จะมากทีเดียว
ตัดเส้นทางเสบียง ฆ่าคนขนเสบียง ศัตรูมาก่อความวุ่นวาย เสบียงสูญหาย คนถูกฆ่าตาย ทหารตระกูลลู่ที่อยู่แนวหน้านั่งรอโง่ๆ จนเกือบอดตาย แค่นี้ยังเป็นตัวอย่างไม่พอเหรอ ต้องรอให้ทหารอาชีพนับพันนับหมื่นตายกันให้หมดก่อนถึงจะตระหนักความสำคัญของงานแนวหลังได้อย่างนั้นเหรอ
นี่หมายความว่าอะไร ก็หมายความว่าใช้แรงงานชาวบ้านที่แค่ถือไม้กระบองไปส่งเสบียงไม่ได้
ถูกต้อง ไม่มีให้แม้แต่มีดหั่นผัก ใช่ว่าเขาจะไม่เคยขนเสบียง
ให้ไม่ได้ก็ให้ใช้ไม้กระบองไปขนเสบียง แบบนั้นมันไม่ไหว
แต่ก็ยังคงพูดเหมือนเดิม ซ่งฝูเซิงรู้ว่าถ้าจะจัดระบบทหารแนวหลังจำนวนมาก ตอนนี้ยังเป็นไปไม่ได้ ราชสำนักยังไม่แข็งแกร่งถึงขั้นนั้น เช่นนั้นเขาก็จะเสนอให้จัดตั้งสำนักศึกษางานแนวหลัง
อย่างน้อยที่สุดพวกคนที่นำขบวน หรือพวกขุนนางที่คุมขบวนเสบียงแรงงานนับหมื่น จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝน
คนเหล่านี้ต้องเรียนรู้
ออกตกเหนือใต้ รู้จักแต่ละเส้นทาง ไม่ใช่ว่าเคยเดินทางไกลก็ไปได้หมด ไม่ใช่ว่าแค่รู้หนังสือก็พอ
คนเหล่านี้ต้องปรับขบวนได้ทันเวลาเมื่อเกิดเหตุการณ์ ต่อให้ทำไม่ได้ถึงขั้นที่ให้พวกชาวบ้านสู้กลับจนชนะ แต่ก็ต้องรู้จักปกป้องเสบียงให้ทันเวลา พร้อมทั้งส่งข่าวไปที่แนวหน้าได้
แม้จะอยู่ท่ามกลางหมอกควันการต่อสู้ก็ต้องเอาข่าวไปส่งให้ได้
ไม่ใช่ไม่รู้อะไรทั้งนั้น ปล่อยทหารแนวหน้ารอเก้อไปสิ ต้องทำได้ถึงขั้นแม้ตายก็ต้องส่งข่าวให้ถึงมือ แบบนั้นไม่ว่าทหารแนวหน้าจะบุกเมืองหรือปล้นเสบียงก็จะหาทางช่วยเหลือตัวเอง
ซ่งฝูเซิงเขียนถึงตรงนี้ก็สูดลมหายใจเข้าลึก
ชักสนุกขึ้นมาแล้ว
สุดท้ายซ่งฝูเซิงพูดถึงระบบยศทหาร
ทัพหน้ามักจะเกิดปัญหาที่ว่าต้องฟังคำสั่งของใคร
เจ้าเป็นทหารตระกูลหวัง เขาเป็นทหารตระกูลลู่ ฟังแค่แม่ทัพของตัวเองเท่านั้น แต่เมื่อความคิดเห็นของเหล่าแม่ทัพไม่ตรงกันล่ะ ให้แยกกันไปรบเหรอ
ในสายตาของเขามันคือความเคยชินกันไปแล้ว ทหารตระกูลนั้นตระกูลนี้อะไรกัน ควรเป็นทหารของราชสำนักทั้งนั้น ควรรับใช้ประชาชน แน่นอนว่าเขาไม่ได้เขียนแบบนั้น เขาเขียนว่าเป็นทหารของฮ่องเต้ทั้งนั้น
ฮ่องเต้เป็นโอรสสวรรค์
ดังนั้นในเมื่อระบบทหารแบ่งเป็นเชื่อฟังใครได้
เช่นนั้นก็ต้องทำให้ทหารระดับล่างเรียกแม่ทัพหรือรองแม่ทัพได้หมดโดยที่ไม่แตกตื่น
เครื่องแบบก็ต้องแบ่งแยก สี่กระเป๋าสองกระเป๋าอะไรก็ว่าไป ไม่ว่าเจ้าจะเป็นทหารตระกูลไหน เมื่อเจอแม่ทัพก็ต้องให้ความเคารพและเชื่อฟังคำสั่ง
แล้วก็…
ซ่งฝูเซิงสะบัดกระดาษ แย่ละ นี่เป็นกระดาษใบสุดท้ายที่ให้ตอบคำถามแล้วเหรอ
เช่นนั้นก็ได้ เขียนแค่นี้ก่อน เขียนต่อไม่ได้แล้ว
ภายในพื้นที่พิเศษ
เฉียนเพ่ยอิงมองบะหมี่เย็นที่เพิ่งทำแล้วถอนหายใจ “พ่อเราเขาไม่หิวเหรอ นี่มันตั้งกี่โมงแล้ว คนสอบคนอื่นๆ คงกินข้าวกันแล้ว มีแค่เขาที่ยังไม่กิน สงสัยจะเขียนจนติดลม”
ซ่งฝูหลิงเอนตัวอยู่บนโซฟา ลูบท้องพลางพูด “ท่านแม่ ท่านพ่อหิวหรือเปล่าลูกไม่รู้ รู้แค่ว่าลูกอิ่มมาก ท่านแม่ไม่ต้องทำแล้ว ไว้ท่านพ่อเข้ามาเมื่อไหร่ค่อยทำ”
ในบ้านมีบะหมี่เย็นไม่มาก
หากพ่อไม่เข้ามา บะหมี่ก็จะอืดหมด แล้วแม่ก็จะให้นางกิน กินหมดแล้วถึงจะเปลี่ยนมันกลับมาได้ ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีของใหม่มาทำ นางกินไปแล้วสามชาม
ซ่งฝูหลิง คงไม่อยากกินบะหมี่เย็นไปอีกสามปี