ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 741-1 ยังมีอีกกี่สิบปีให้กล้าเหมือนคนหนุ่ม
ตอนที่ 741-1 ยังมีอีกกี่สิบปีให้กล้าเหมือนคนหนุ่ม
“ทำไมเพิ่งเข้ามาล่ะ”
ซ่งฝูเซิงเข้าห้องน้ำไปล้างมือ “พ่อคิดว่าตอบรวดเดียวให้เสร็จค่อยเข้ามาพักกินข้าว”
เฉียนเพ่ยอิงได้ฟังก็อึ้ง
ว่าอย่างไรนะ ตอบเสร็จแล้วเหรอ
ไหนว่ายังเหลืออีกวันไง เช่นนั้นวันที่เหลือจะทำอะไร
ซ่งฝูหลิงเอามือจับท้องลุกขึ้นมานั่งบนโซฟา สีหน้าแปลกใจเหมือนกัน
ซ่งฝูเซิงตักซอสเผ็ดใส่บะหมี่เย็นสามช้อนแล้วจ้วงกินใหญ่
กินบะหมี่กว่าครึ่งชามลงท้อง ไข่ต้มสองฟองก็ลงท้องไป
กินจนอิ่มครึ่งหนึ่งก่อนถึงพูดขึ้น “พ่อกลัวตัวเองจะนึกเสียใจ เขียนเสร็จแล้วมานั่งคิดว่าตรงนั้นไม่ถูก พ่อไม่ได้เขียนลงกระดาษร่าง ตอบจริงไปเลย มันก็เลยเสร็จแล้ว”
ซ่งฝูเซิงยิ้มกว้าง เขาได้หยุดก่อนใคร
จากนั้นก็เล่าให้ลูกสาวฟังว่ามีคำถามอะไรบ้าง เขาตอบไปอย่างไร
ซ่งฝูหลิงเสนอความคิดเห็น “ท่านพ่อควรเสนอไปด้วยว่า การคัดเลือกคนเข้าสำนักศึกษางานแนวหลัง ทหารพิการหรือทหารปลดระวางมีสิทธิ์ได้รับเลือกก่อน”
เฉียนเพ่ยอิงล้างชามพลางพูด
“ใช่ไหมล่ะ แบบนี้ยังจะได้ช่วยเหลือเด็กพวกนั้นด้วย…
…อีกอย่าง เด็กหนุ่มที่เคยลงสนามรบกับที่ไม่เคยลง บุคลิกมันต่างกัน แบบนั้นถึงจะขนเสบียงได้ดี…
…ไม่ต้องพูดอะไรไกล ลองเทียบหยางหมิงหย่วนกับลู่พั่นสิ…
…เด็กหนุ่มอย่างหมิงหย่วน อายุยังน้อยแต่แค่ขึ้นเขาก็หอบแฮ่ก จึ๊ๆ แบบนั้นน่ะต่อให้มีความรู้โดดเด่นแค่ไหนก็ให้เขานำขบวนไม่ได้อยู่ดี เดี๋ยวได้พากันไปตาย…
…แม่ว่าเขาเหมาะกับงานเลขามากกว่า ละเอียดรอบคอบ…
…แล้วมาดูลู่พั่น…
…แม่สงสัยว่าให้ลู่พั่นแบกโอ่ง สองมือหิ้วอ่างก็ยังหน้าไม่แดงหายใจไม่หอบเลย”
ซ่งฝูหลิงได้ฟังก็หัวเราะ หันไปพูดกับซ่งฝูเซิงต่อ
“ท่านพ่อ ทำไมพูดถึงเรื่องยศทหารต้องยกตัวอย่างชุดที่แบ่งหลายกระเป๋าด้วย ขั้นยศอย่างลู่พั่น ครั้งนี้ถ้ารบชนะกลับมาได้เลื่อนขั้นอีก เครื่องแบบของเขาก็จะมีเก้ากระเป๋าพอดี ผู้อาวุโสเก้ากระเป๋า อย่างกับแก็งค์ขอทาน ฮ่าๆๆ”
เฉียนเพ่ยอิงก็ชะโงกหน้าจากห้องครัวมาหัวเราะด้วย จินตนาการลู่พั่นสวมชุดที่มีเก้ากระเป๋าพลางพูด “เหล่าซ่ง เสนอความคิดไปแบบนั้นเหมือนแกล้งคน ไม่ถูกนำไปใช้ยังพอว่า แต่ถ้าเกิดถูกเอาไปใช้จริง ลู่พั่นเด็กหนุ่มที่ดูเท่ห์ขนาดนั้น ให้เขาใส่ชุดที่มีเก้ากระเป๋าได้น่าเกลียดตายเลย”
ซ่งฝูเซิงเองก็กลั้นขำไม่อยู่
ตอนนั้นสมองเขามันพาไปเลยเขียนแบบนั้น
ก็แค่คิดว่าบรรยายเข็มกลัดติดเข็มนั่นนี่มันกินเนื้อที่ เดิมกระดาษก็ไม่พอเขียนอยู่แล้ว
“ไม่เป็นไร จะน่าเกลียดอย่างไรเขาก็มีคู่ครอง”
“พรวด!”
“เป็นอะไรไปลูกพ่อ” ซ่งฝูเซิงสะดุ้ง
ซ่งฝูหลิงเอามือทุบอกไม่หยุด เชอร์รี่ลูกใหญ่กลิ้งลงไปติดคอทั้งลูก
ก่อนเฉียนเพ่ยอิงออกจากพื้นที่พิเศษ
ซ่งฝูเซิงเอนตัวกินไอศกรีมอยู่บนเตียง โรยด้วยเกล็ดมะพร้าว
กระดิกสองขากำชับเมีย
“ข้าสอบเสร็จแล้ว นอนอยู่ในนี้ว่างๆ เจ้าเข้ามาอีกรอบก็เอาของกินมาให้ข้าหน่อย เอาขาไก่ รากบัว เต้าหู้พะโล้ ถั่วลิสง อะไรพวกนี้”
…
“ตื่นสิ ตื่นๆ” มือปราบอยู่ในชุดกันฝน ตบหน้าซ่งฝูเซิงไม่หยุด
พบว่าเขาก็ยังคงไม่รู้สึกตัว
มือปราบรีบหลบให้หมอที่ประจำอยู่ในก้งย่วนเข้ามาตรวจดู
หมอตรวจเสร็จก็แสดงสีหน้าเสียดาย “รีบหามออกไปก่อนตอนที่เขายังมีลมหายใจเถอะ จากนั้นค่อยว่ากัน”
ด้วยเหตุนี้ เมื่อซ่งฝูเซิงถูกพื้นที่พิเศษดีดออกมา เขาจึงพบว่าตัวเองอยู่บนเปลหาม
“เอ๊ะๆ ทำอะไรน่ะ ข้ายังอยู่ ข้าอยู่นี่!”
เกือบต้องถูกหามออกจากก้งย่วนล่วงหน้า ทั้งยังดึงดูดความสนใจในวงแคบ
พอซ่งฝูเซิงถูกส่งกลับเข้ากระโจมสอบอีกครั้งเขาก็ถลึงตาใส่มือปราบด้วยความโมโห
พวกเราไม่ใช่ว่าควรต่างคนต่างอยู่หรอกเหรอ
โชคดีที่ออกมาทันเวลา ขืนช้ากว่านี้ได้ถูกโยนเข้าสุสานไปแล้ว
มือปราบก็โมโหมากเหมือนกัน
เจ้ายังไม่ตาย เช่นนั้รตอนข้ากับหมอตบหน้าเจ้าทำไมไม่ลืมตาล่ะ
ข้างนอกฝนตกฟ้าผ่า จวี่เหรินคนอื่นพากันเอาผ้าใบมาคลุมกระโจมแล้ว
มีแค่เจ้าที่นอนนิ่งไม่ขยับ อย่างกับตายไปแล้ว
มือปราบคิด
เขาซวยอะไรถึงได้มาเจอผู้เข้าสอบแบบนี้
ช่วงไม่กี่วันนี้เขาเป็นห่วงแทบตาย
จวี่เหรินคนนี้ไม่กินข้าว เขาเป็นห่วง
ไม่ขับถ่าย เขาก็ร้อนใจ กังวลว่าทำไมยังไม่ออกไปฉี่อีก
ฝนตกไม่เห็นลุกขึ้น เขาก็ฝ่าฝนวิ่งเข้าไปในอาคาร รายงานให้ทราบแล้วเชิญหมอมาตรวจ
…
ประตูใหญ่ของก้งย่วนถูกเปิดออก
ติงเจียนสอบเสร็จ พอออกมาก็ถูกบ่าวรับใช้สองคนเข้าไปประคองไว้
หลินโส่วหยางอดนอนจนดวงตาแดงก่ำ ไม่อยากพูดแม้แต่คำเดียว
ซย่าเหวินอวี่ยืนอยู่หน้าประตู เงยหน้ามองท้องฟ้า รู้สึกเหมือนนักโทษที่ถูกปล่อยตัวมาเจอแสงสว่างอีกครั้ง
หยางหมิงหย่วนสะพายตะกร้าเตรียมสอบ ปากเขาแห้งลอกเป็นแผ่นๆ ตรงเล็บก็มีรอยเลือด เกิดจากตอนที่เวลาเขาคิดหนักชอบดึงโคนเล็บเล่น
อย่างชุยจวี่เหรินกับวังจวี่เหรินที่อายุมากแล้วเดินคอตกออกมา รู้สึกว่าสอบจนไม่หวังอะไรอีกแล้ว แค่นี้พอแล้ว พยายามเต็มที่แล้ว
สารพัดความรู้สึกและท่าทาง
ในบรรดาคนเหล่านี้มีแค่ซ่งฝูเซิงที่ดึงดูดสายตา
เขายังคงอยู่ในชุดสีน้ำเงินตัวยาวที่สะอาดสะอ้านเหมือนตอนเข้ามา เดินลากกระเป๋าอย่างสบายๆ ยืนอยู่ตรงนั้นหันมาด้วยท่าทางสดชื่น
ผมของเขามัดเก็บเรียบร้อย
เนื่องจากเป็นวันสุดท้าย ไม่มีเรื่องอะไร ซ่งฝูเซิงกลัวถูกมือปราบตบหน้าหามออกไปอีกจึงไม่ค่อยได้เข้าไปในพื้นที่พิเศษแล้ว
ไม่มีอะไรทำเขาเลยเอาหวีไม้ของลูกสาวมาหวีผม
สีหน้าของซ่งฝูเซิงก็เปล่งปลั่งดีมาก
เพราะไม่มีอะไรทำเขายังเอามาร์คหน้าของลูกสาวมาเติมน้ำให้ผิวด้วย
พูดถึงเรื่องมาร์คหน้า เป็นครั้งแรกที่ซ่งฝูเซิงใช้มาร์คหน้าเม็ดกลม
ตอนนั้นเขาศึกษาอยู่ครึ่งวัน ทั้งยังจงใจเข้าพื้นที่พิเศษอีกครั้งเพื่อยืนยันกับซ่งฝูหลิงให้แน่ใจ
“ลูกพ่อ นี่ใช่มาร์คหน้าเหรอ”
“ใช่สิคะ”
ทำไมหน้าตามันเหมือนเม็ดยา ก็แค่ในเม็ดยานี้มีน้ำ มีข้อความด้านนอกมากมาย
ไอ๊หยา น่าประหลาดจริงๆ ถ้าลูกไม่บอกให้เอามาทาหน้าเขาก็ไม่รู้เลยจริงๆ
เมื่อก่อนเขาเห็นเฉียนเพ่ยอิงมาร์คหน้า ชอบเอาแบบแผ่นมาโปะไว้ตอนนอน มันเป็นแบบแผ่นใหญ่ใช่ไหมล่ะ ที่แปะแล้วเหมือนผี แต่นี่เม็ดจิ๋วเดียวกลับทาได้ทั้งหน้า มีแต่น้ำเยิ้มๆ
สรุปว่าซ่งฝูเซิงอยู่ในสนามสอบว่างเสียจนเกือบนั่งเย็บถุงเท้า จะไม่ให้เขาดูสดชื่นได้เหรอ
“เอาไป”
“หืม?” มือปราบที่เฝ้าซ่งฝูเซิงทำหน้าสงสัย
“ขนมที่เหลือ ข้ายังไม่ได้แตะ ยังสภาพดีอยู่ เอากลับไปให้ลูกกินสิ”
ซ่งฝูเซิงพูดจบก็ตบบ่ามือปราบ น้องชาย ไว้เจอกัน
จากนั้นถึงทักทายฝูกุ้ยกับเถี่ยโถวแล้วขึ้นรถม้าที่ทางเรือนรับรองส่งมา
ทิ้งมือปราบที่ถือขนมสองกล่องยืนอึ้งอยู่ที่เดิม
…
เสี่ยวเฉวียนจื่อพร้อมป้าของเขา พ่อบ้านหลู เสวี่ยเหนียง สังเกตเห็นว่าเฉียนเพ่ยอิงกับซ่งฝูหลิงดูไม่กระตือรือร้นที่นายท่านกลับมา
ช่างน่าแปลกเสียจริง
ท่านซ่งเข้าก้งย่วนไปสอบตั้งหลายวัน เหนื่อยขนาดไหน ทำไมไม่ถามด้วยความเป็นห่วง แสดงออกแย่กว่าหมี่โซ่วมาก
พอหมี่โซ่วเห็นซ่งฝูเซิงก็ถามว่าสอบเป็นอย่างไร เดี๋ยวก็ถามว่ากินอิ่มนอนหลับหรือเปล่า ทั้งยังจับมือซ่งฝูเซิงพูดด้วยความเป็นห่วง “ท่านลุงดูซูบลง”
ซ่งฝูเซิง เพ้อเจ้อนะเรา ป้าเจ้าเลี้ยงข้าดีจนเกือบอ้วนขึ้นมาหนึ่งกิโลเลยนะ
…