ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 742 นึกเสียใจบ้างไหม
ตอนที่ 742 นึกเสียใจบ้างไหม
ทุกครั้งหลังจบสงครามจะต้องเก็บกวาดสนามรบ
ตรวจดูว่ายังมีคนรอดหรือไม่
เก็บอาวุธกลับคืน
ยึดทรัพย์สินของศัตรู
จัดการศพ
ควันจากสงครามยังไม่ดับมอด แต่ฟ้ากลับเริ่มมืดลง
มีกองไฟกระจัดกระจายให้เห็นรอบทิศ ให้ความสว่างแก่พลทหารที่เหนื่อยล้า
แต่ละคนต่างรู้สึกว่า เหมือนเสียงตะโกนให้บุกเข้าไปยังดังอยู่ข้างหู
เวลานี้ทหารใกล้ชิดหนึ่งกลุ่มกำลังเฝ้าอารักขาแม่ทัพของพวกเขาอยู่เงียบๆ
แม่ทัพยืนตัวตรง ยังไม่ได้ถอดชุดเกราะที่เปื้อนเลือด เนื้อตัวสกปรก ถอดเพียงหมวกเกราะ เผยให้เห็นผ้าผูกผมสีแดงที่มัดอยู่บนหัว
แม่ทัพปลดกระเป๋าบรรจุเหล้าออก หันไปทางบ้านเกิดแล้วดื่ม
เกิ่งเหลียงเห็นภาพนี้พอดีขณะที่กำลังจะเข้ามารายงานสถานการณ์สงคราม
พอเขาจะเข้าไปรายงานให้ลู่พั่นฟังก็ถูกเหรินจื่อฮ่าวที่เฝ้าอยู่ขวางไว้
เหริ่นจื่อฮ่าวกระซิบเตือน
“รองผู้บัญชาการเกิ่ง เรื่องนั้นของท่านแม่ทัพใช่ว่าท่านจะไม่เข้าใจ ยังต้องให้เตือนอีกเหรอ อย่าเพิ่งไปรบกวนเลย แม่ทัพกำลังดื่มเหล้าให้คลายความคิดถึง”
เกิ่งเหลียงได้ฟังกลับกำมือกระแอมด้วยความเขินอาย
ซุ่นจื่อถือเสื้อคลุมกันลมกับเสื้อผ้าที่เอามาให้เปลี่ยนซัก มองหลังของลู่พั่นที่ดูโดดเดี่ยวแล้วก็กลุ้มใจ
ทุกครั้งที่คุณชายฆ่าคนเสร็จก็จะเป็นแบบนี้
มือเปื้อนเลือดแดงฉาน ยิ่งมีคนตายมาก เกรงว่าคุณชายก็จะยิ่งคิดถึงบ้าน อยากมีครอบครัว คิดถึงนาง อยากหาความมั่นคง
ห้าขุนเขายากจะพานพบ คิดถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เว้นเสียแต่จะได้พบกัน
ไม่มีใครกล้าเข้าไปรบกวนลู่พั่น แต่ซุ่นจื่อกล้า
“ดึกมากแล้ว คุณชายโปรดดื่มให้น้อยลง บ่าวขอบังอาจพูด คุณชาย แม่นางซ่งคงไม่ชอบคนติดสุรานัก”
“เช่นนั้นรึ”
ลู่พั่นเก็บกระเป๋าใส่เหล้า หมุนฝาปิด
“ขอรับคุณชาย ลืมคำพูดที่ท่านซ่งมักพูดติดปากไปแล้วหรือ คุยเรื่องสำคัญให้ดื่มชา ไม่ดื่มสุราได้ก็ไม่ดื่ม มีพ่อเช่นนี้ก็ย่อมมีอิทธิพลต่อแม่นางซ่งด้วยขอรับ”
ซุ่นจื่อพูดพลางช่วยลู่พั่นถอดชุดเกราะ แกะผ้าผูกผมสีแดงที่ลู่พั่นให้ความสำคัญ จากนั้นก็เอามาผูกที่ข้อมือซ้ายของลู่พั่นด้วยความระมัดระวัง
ซุ่นจื่อเข้าใจ เมื่อใดที่คุณชายลงสนามรบอย่างแท้จริงถึงจะเอาผ้าผูกผมไปผูกไว้บนศีรษะ ปกติไม่มีทางผูก จะผูกไว้ที่ข้อมือ
เพราะเหตุใดถึงผูกผมเฉพาะตอนทำสงคราม ก็คงหนีไม่พ้น ‘เคียงข้าง’
เคียงข้างในสงครามที่เผชิญกับความเป็นความตาย
“ใกล้ประกาศผลสอบแล้วใช่ไหม” ขณะที่ลู่พั่นผูกเสื้อลำลองได้ถามขึ้น
ซุ่นจื่อรีบยิ้มพลางตอบ
“ขอรับคุณชาย บ่าวนับวันอยู่ในใจ น่าจะในสองวันนี้…
…คิดว่าระยะนี้แม่นางซ่งอยู่ในเมืองหลวงน่าจะเที่ยวเล่นได้สนุกสนาน…
…ก่อนออกเดินทางบ่าวได้กำชับเฉวียนจื่อไว้ บอกให้พาแม่นางซ่งเที่ยวให้ทั่วเมืองหลวง ทางที่ดีเที่ยวเผื่อคุณชายด้วย อยากสนุกแบบไหนก็ทำให้เต็มที่”
ลู่พั่นจินตนาการซ่งฝูหลิงหัวเราะอย่างมีความสุข สีหน้าผ่อนคลายลง แบบนั้นก็ดี
หวังว่าพอเขากลับไป นางจะได้กลายเป็นบุตรสาวของบัณฑิตฝึกหัดแล้ว
คิดๆ ดูพั่งยาของเขาจะต้องกลายเป็นคุณหนูบ้านขุนนางที่ไม่เหมือนใครที่สุดในเมืองหลวงแน่นอน
…
หน้ากระดานประกาศผลสอบ
มีคนตื่นเต้นจนสองมือสั่น ข้าสอบผ่านแล้ว ไม่เสียแรงที่ลำบากอ่านหนังสือ
มีคนไหล่ตกห่อเหี่ยว สีหน้าเศร้าสร้อย ข้าสอบตก
มีคนยิ้ม เพราะอันดับของตัวเองสะดุดตาเกินไป อันดับสี่ เขาก็คือติงเจียน
มีคนไล่ดูรายชื่ออย่างละเอียดถี่ถ้วน คนนั้นก็คือหลินโส่วหยางที่สอบผ่าน
เขาอยากรู้ว่าตัวเองสอบได้อันดับที่เท่าไร ค่อนข้างไปทางต้นๆ หรือหลังๆ
ยังมีคนที่พอเห็นติดประกาศก็รีบเบียดเข้าไป ไล่ชื่อจากหลังไปหน้า ไล่อันดับจากล่างขึ้นบน เขาก็คือซย่าเหวินอวี่ที่รู้ตัวเองดี
ยิ่งขึ้นไปบนๆ ไม่มีชื่อตัวเอง เขาก็ยิ่งแน่ใจ
จบกัน สอบตก
ซย่าเหวินอวี่แค่งงตัวเอง สอบตกก็ถูกแล้วไม่ใช่เหรอ สอบเสร็จก็รู้แล้วว่าตัวเองไม่ผ่านแน่ แต่ทำไมในใจยังคงเกิดความรู้สึกผิดหวังอย่างหนักหน่วง
มีคนตบบ่าซย่าเหวินอวี่
ซย่าเหวินอวี่หันไปมอง
“หึ!”
“ท่านพ่อ?”
ถึงแม้ท่านโหวซย่าจะตบบ่าลูกชายพร้อมทำเสียงหึแล้วจากไป แต่ซย่าเหวินอวี่กลับมองตามหลังพ่อที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มคนแล้วขอบตาแดงก่ำ
ท่านพ่อต้องตื่นเต้นแค่ไหนถึงรีบมาดูผลสอบที่นี่
ท่านพ่อยังจงใจแต่งตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา
นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านพ่อของเขา ‘มา’ เพื่อเขาโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนพิเศษที่ส่งเสียงเอะอะ พวกเขาก็คือพวกจวี่เหรินที่มาจากเมืองเฟิ่งเทียน
พูดให้ถูกยิ่งกว่าก็คือ พวกจวี่เหรินห้าสิบหกคนที่พักอยู่ในเรือนรับรองของตระกูลลู่ ส่วนจวี่เหรินคนอื่นที่มาจากเมืองเฟิ่งเทียนเหมือนกันแค่ลังเล ท่าทางเหมือนอยากเข้าไปพูดอะไรแต่ก็ไม่กล้า
“ผิดพลาดแน่ๆ ชื่อตกหล่นหรือเปล่า”
วังจวี่เหรินที่เคยไปสู่ขอหลี่ซิ่วพูด “ขนาดความรู้อย่างข้ายังสอบติด ทำไมซ่งเสี้ยวเหลียนถึงไม่ติด”
ชุยจวี่เหรินผายมือออก พูดกับมือปราบไม่หยุด “ต้องผิดพลาดแน่ๆ พี่วังพูดถูก ขนาดพวกเรายังสอบติด แล้วทำไมซ่งเสี้ยวเหลียนที่เป็นรองแค่เจี่ยหยวนของเมืองเฟิ่งเทียนถึงไม่มีชื่ออยู่บนนี้”
พวกจวี่เหรินคนอื่นก็ทำสีหน้าไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบาย
เจ้าต้องทำอะไรผิดพลาดแน่ แม้แต่ใต้เท้าศึกษาธิการยังถูกแอบอ้าง “ซ่งเสี้ยวเหลียนเป็นคนแรกที่ใต้เท้าศึกษาธิการของเมืองเฟิ่งเทียนเอ่ยชม และก็เป็นคนแรกที่พวกเราที่มาจากเมืองเฟิ่งเทียนต่างยอมรับ”
หยางหมิงหย่วนสอบติด ได้อันดับสามสิบกว่า แต่กลับไม่มีเวลาดีใจ
เขาถึงกับไปดึงตัวใต้เท้าจากกรมพิธีการที่ติดประกาศผลมาพยายามพูดโน้มน้าวด้วยความสามารถที่ตัวเองมีทั้งหมด
ถามว่าเกิดความผิดพลาดตอนคัดลอกรายชื่อหรือเปล่า อยากจับผิดจากคำอธิบายของอีกฝ่าย
แต่ก็ไม่เจอ อีกฝ่ายพูดเสียงแข็ง หยางหมิงหย่วนพูดต่อ “ได้ ไม่มีรายชื่อก็คือสอบตก เช่นนั้นพวกเราขอดูข้อสอบของคนที่สอบตกได้หรือไม่”
เล่นเอาใต้เท้าที่กรมพิธีการส่งมาติดประกาศผลโมโหมาก “พวกเจ้าพูดแบบนี้ไม่เท่ากับสงสัยในความโปร่งใสของผลสอบหรอกรึ รู้หรือไม่พวกเจ้าพูดเช่นนี้ ตอนนี้ผู้เข้าสอบทุกคนต่างอยู่ที่นี่ มันจะส่งผลอย่างไร”
สุดท้ายซ่งฝูเซิงก็ออกหน้าเกลี้ยกล่อมด้วยตัวเอง ดึงคนนั้นที ห้ามคนนี้ที บอกว่าไม่ผิดหรอก สอบตกก็คือสอบตก ความรู้ของตัวเองไม่พอแน่นอน สถานการณ์ตรงนั้นถึงคลี่คลายลง
เดิมทีคนสอบตกก็มีเยอะแยะ
ซ่งฝูเซิงกังวลว่า กลัวพวกเขาที่มาจากเมืองเฟิ่งเทียนจะปลุกระดมคนอื่นไปด้วย เดี๋ยวถึงเวลาจะจบไม่ลง ดีไม่ดีรู้ไปถึงหูราชสำนัก เมืองเฟิ่งเทียนได้กลายเป็นกรณีศึกษาแน่
ดูเอาแล้วกันว่าเขาน่าสงสารขนาดไหน
เขาสอบตก เดิมทีคนอื่นควรมาปลอบใจ กลับกลายเป็นเขาต้องไปปลอบทุกคน
วุ่นวายไปหมด
แต่ถึงแม้ซ่งฝูเซิงจะไปห้ามได้ทันเวลาก็ยังคงเกิดผลกระทบอยู่บ้าง
อย่างไรเสียที่นี่ก็คือเมืองหลวง แถมยังเป็นวันประกาศผลสอบที่ขุนนางในราชสำนักและชาวบ้านต่างให้ความสนใจ
ขุนนางของกรมพิธีการที่ตำแหน่งใหญ่กว่าออกมา ฟังเรื่องราวจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ฟังจบก็นิ่งเงียบ
ก่อนออกไปยังได้หันมองซ่งฝูเซิงที่กำลังกล่อมลูกอยู่ไกลๆ
ซ่งฝูเซิงปลอบพวกจวี่เหรินเสร็จก็ต้องไปปลอบลูกต่อ
หมี่โซ่วกอดคอของซ่งฝูเซิง น้ำตาเม็ดใหญ่ร่วงเผาะ รู้สึกเสียใจมาก พูดเสียงสะอื้น “อย่าเสียใจเลยนะท่านลุง ฮือออ” ร้องไห้เสียใจยิ่งกว่าใคร
ซ่งฝูเซิงตบบ่าเจ้าตัวน้อย เด็กคนนี้ร้องไห้จนตัวสั่น กระซิบข้างหูหมี่โซ่ว “ลุงไม่เสียใจ ลุงมีหมี่โซ่ว หมี่โซ่ว วันหน้าเจ้าเอาที่หนึ่งของทั้งสามสนามมาให้ลุงดีไหม สานฝันให้ลุงหน่อย ชีวิตคนเราน่ะ ลุงจะบอกให้ ไม่มีทางสมหวังไปหมดหรอก ขนาดพระจันทร์ยังมีเดือนมืดเดือนหงาย เต็มดวงครึ่งเสี้ยว”
เพราะเหตุใดใต้เท้ากรมพิธีการคนนั้นถึงมองซ่งฝูเซิงก่อนออกไป
เพราะเขาได้ยินมาว่า ดูเหมือนกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบคนนั้นจะทำให้พวกคนตรวจทะเลาะกันยกใหญ่ถึงสองครั้ง
กลุ่มแรกบอกว่า นี่เป็นกระดาษข้อสอบหนึ่งในสามอันดับแรกที่ควรนำขึ้นทูลเกล้าถวายฝ่าบาท ทั้งยังเป็นอันดับแรก
อีกกลุ่มหนึ่งบอกว่า คนที่พวกเจ้าเลือกมา พวกเรากลับคิดว่าสมควรปัดตกคนแรกเลยด้วยซ้ำ
ได้ยินว่าสุดท้ายใต้เท้าเมิ่งที่เป็นหัวหน้าคุมสอบจำต้องออกหน้าคุมสถานการณ์ เพราะเขาเป็นหัวหน้า
‘หัวหน้า’ มีไว้ทำไม มีไว้เวลาที่เกิดความเห็นไม่ตรงกันอย่างรุนแรง ก็ต้องให้ใต้เท้าเมิ่งตัดสิน
อย่าว่าแต่เอากระดาษข้อสอบให้ฝ่าบาทเลย หลังจากปิดก้งย่วนผลสอบก็ออกมาแล้ว ให้ตกทันที ไม่ใช่แม้แต่อันดับรั้งท้าย