ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 748-1 วันนี้ข้าดูดีที่สุด
ตอนที่ 748-1 วันนี้ข้าดูดีที่สุด
“ราษฎรคุกเข่า”
ชาวบ้านที่มามุงดูยังต้องคุกเข่า
เฉียนหมี่โซ่วคุกเข่าอย่างนอบน้อม
หมี่โซ่วน้ำตาคลอตั้งแต่ประโยคแรกของราชโองการ
เด็กน้อยได้ยินแค่ไม่กี่คำ ได้ยินไม่ชัด แต่ก็ไม่อาจขวางกั้นความประทับใจ
แค่คำพูดเห็นพ้องที่พี่สาวเขาพูด เขาก็เก็บไว้เต็มหัวใจ
ซ่งฝูหลิงก็ตั้งใจคุกเข่า
ส่วนเฉียนเพ่ยอิง
นี่เป็นการคุกเข่าครั้งที่เฉียนเพ่ยอิงเต็มใจที่สุด นางมีศรัทธาอยู่นะ
ว่าแต่ทำไมต้องคุกเข่า ฮ่องเต้จะออกมาเหรอ
เปล่า
ทันใดนั้นประตูเฉิงเต๋อก็เปิดออก
ใต้เท้าเสนาบดีของกรมขุนนางกับใต้เท้าเมิ่งที่เป็นหัวหน้าคุมสอบเดินนำออกมา
ด้านหลังของพวกเขาสองคนตามมาด้วยผู้ตรวจข้อสอบรอบเตี้ยนซื่อจำนวนสิบสองคน หรือก็คือขุนนางสิบสองคนที่ตรวจข้อสอบในห้องทรงพระอักษร
สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดชุดขุนนางขยับ
พวกเขาเดินออกมาจากประตูเฉิงเต๋อ
ขันทีฝ่ายในเดินเรียงกันสองแถว ในมือมีหนังสือรับรองจิ้นซื่อและตราประทับขุนนางของสามร้อยเอ็ดคน เดินตามอยู่ข้างหลัง
“เจ้าดูนะ เจ้าดู ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ”
ซ่งฝูหลิงได้ยินลุงแก่ๆ ที่อยู่ห่างจากนางไม่ไกลสั่งสอนหลาน
ซ่งฝูเซิงพิเศษอีกแล้ว
ได้รับมอบเป็นคนแรก
เสนาบดีกรมขุนนางยื่นหนังสือรับรองจิ้นซื่อให้ “ซ่งฝูเซิง คุกเข่ารับ”
ซ่งฝูเซิงรีบคุกเข่าลง
เสนาบดีกรมขุนนางเป็นตัวแทนฮ่องเต้มอบหนังสือรับรองจิ้นซื่อให้ซ่งฝูเซิง
ใต้เท้าเมิ่งปั้นหน้าบึ้งอยู่ด้านหลังเสนาบดีกรมขุนนาง
ใต้เท้าอันยิ้มพลางมองซ่งฝูเซิงอยู่ในกลุ่มขุนนางที่ตรวจข้อสอบ
วันนี้ได้พบกัน เก่งอย่างที่คิดจริงๆ
พูดตามตรง ตอนที่ประกาศราชโองการใต้เท้าอันก็ตะลึงมาก
นึกไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะประกาศเรียกซ่งฝูเซิงเป็นศิษย์แห่งโอรสสวรรค์ เชื่อว่าไม่ใช่เขาคนเดียวที่ตกใจ หลายคนน่าจะคิดอยู่ในใจ
ถึงแม้ก่อนหน้านี้การสอบเตี้ยนซื่อเลือกที่จะใช้กระดาษข้อสอบของซ่งฝูเซิงมาเป็นโจทย์ เขาก็พอรู้สึกได้ลางๆ แล้วว่าจะมีจิ้นซื่อพระราชทานหรือไม่
อย่างไรเสียมีที่ไหนกันที่เอาข้อสอบของจวี่เหรินมาทดสอบพวกจิ้นซื่อ
มันไม่สมเหตุสมผล ฟังไม่ขึ้น
แต่เขานึกไม่ถึงเลยว่า ราชโองการของฝ่าบาทไม่ใช่พระราชทาน ไม่ใช่จิ้นซื่อพระราชทาน แต่สอบได้จิ้นซื่อ
ใครทดสอบ จัดอันดับอย่างไร
เช่นนั้นก็ต้องมาวิเคราะห์คำพูดในราชโองการให้ดี
“ข้าคัดเลือกด้วยตัวเอง ไร้ความลำเอียงใดๆ คนผู้นี้สมเป็นศิษย์แห่งโอรสสวรรค์”
ตอนนั้นที่ใต้เท้าอันฟังราชโองการ เขาก็ท่องได้ทันที
ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไรน่ะเหรอ
ตีความได้ว่า ใครเป็นคนทดสอบ ฮ่องเต้ทดสอบซ่งฝูเซิงด้วยตัวเอง ผลสอบก็คือ รอบรู้มากความสามารถ อีกทั้งยังยอมรับซ่งฝูเซิงเป็นลูกศิษย์
สอบได้จิ้นซื่อ
อันดับ ศิษย์แห่งโอรสสวรรค์
ความหมายมันไม่เหมือนกัน
จอหงวน ปั๋งเหยี่ยน ทั่นฮวา ก็สามารถบอกแก่ภายนอกว่าตัวเองเป็นศิษย์แห่งโอรสสวรรค์ได้
เพราะมีแค่สามอันดับนี้ที่ฮ่องเต้เลือกด้วยตัวเอง จิ้นซื่อคนอื่นๆ พวกเขาเป็นคนเลือก
ถ้าอย่างนั้นจอหงวน ปั๋งเหยี่ยน ทั่นฮวา ยังถือว่าเรียกตัวเองเป็นศิษย์แห่งโอรสสวรรค์ได้
แต่ไม่มีใครกล้าไปเรียกตัวเองแบบนั้น
แต่พอมาถึงซ่งฝูเซิงกลับไม่เหมือนกัน ฮ่องเต้เป็นคนเรียกเอง ศิษย์ที่ได้รับการยอมรับและเขียนไว้ในราชโองการ
เป็นการประกาศให้เข้าใจว่า แม้แต่ข้อสอบเตี้ยนซื่อของจิ้นซื่ออย่างพวกเจ้ายังออกโดยศิษย์ของฮ่องเต้ แล้วคิดว่าศิษย์ของฮ่องเต้จะอยู่อันดับที่เท่าไหร่กันล่ะ
ดังนั้นตอนนี้ คนเดียวในรัชสมัยนี้ที่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นศิษย์แห่งโอรสสวรรค์ได้ก็คือซ่งฝูเซิง
ใต้เท้าอันนึกถึงตรงนี้ก็ใช้หางตาเหลือบมองใต้เท้าเมิ่ง
มหาบัณฑิตเมิ่งน่าจะโมโหมากเลยสินะ
เพราะตรงนี้ยังมีอีกหนึ่งเรื่อง
ในฐานะที่เป็นหัวหน้าคุมสอบ หากว่ากันตามเหตุผล เหล่าจิ้นซื่อทั้งหมดของรุ่นนี้ควรถือเป็นศิษย์ของใต้เท้าเมิ่งทั้งหมด
เพราะใต้เท้าเมิ่งถือมีบุญคุณที่สนับสนุนและผลักดันคนเหล่านี้ ควรถูกทุกคนเรียกว่าอาจารย์
นี่ก็เป็นสาเหตุที่การสอบจอหงวนแต่ละครั้ง ทำไมเหล่าขุนนางถึงต้องแย่งกันเป็นหัวหน้าคุมสอบ
เมื่อได้เป็นหัวหน้าคุมสอบก็เรียกได้ว่ามีลูกศิษย์อยู่ทั่วทุกหนแห่ง
แต่ซ่งฝูเซิงของรุ่นนี้ไม่ใช่ เขาไม่ได้ถูกเลือกโดยหัวหน้าคุมสอบ ฮ่องเต้เลือกเขามาด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยวกับใต้เท้าเมิ่ง
ใต้เท้าเมิ่งย่อมไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นอาจารย์ของซ่งฝูเซิง ‘อาจารย์’ ของซ่งฝูเซิงคือฮ่องเต้
ใต้เท้าอันแอบหัวเราะในใจ
ฮ่องเต้ช่างตบหน้าได้…
ตาเมิ่งเอ๊ย จะหัวรั้นไปเพื่ออะไร
ตอนนั้นที่สอบก้งเซิงมีคนตรวจข้อสอบสามสิบคน สิบสามคนเห็นด้วยให้ซ่งฝูเซิงเป็นที่หนึ่ง อีกสิบเจ็ดคนคัดค้าน
ต่อให้เจ้าไม่เห็นด้วยกับพวกเราที่จะให้ซ่งฝูเซิงเป็นที่หนึ่ง แต่ก็ไม่ควรปัดตกหรือเปล่า ไม่ให้แม้แต่โอกาสเข้าไปสอบเตี้ยนซื่อ ถึงขนาดสิบสามต่อสิบเจ็ดแล้ว ความสามารถถึงกับต้องให้สอบตกเลยเหรอ
ถ้าเจ้าไม่ให้เขาสอบตก ไม่ทำถึงขั้นที่ไม่ยุติธรรม ข้าคงไม่ถึงกับต้องออกหน้าร้องหาความเป็นธรรมให้ซ่งฝูเซิงหรอก
และก็คงไม่มีวันนี้ ทั้งๆ ที่เจ้าเป็นอาจารย์ของจิ้นซื่อพวกนี้ แต่กลับตกหล่นไปหนึ่งคน
ถ้าสามารถข่มคนที่ตกหล่นได้อย่างสิ้นเชิงมันก็ยังพอไหว แต่คนผู้นั้นกลับกลายเป็นศิษย์ของฮ่องเต้
เฮ้อ ตำราพงศาวดารจะต้องบันทึกการสอบจอหงวนครั้งนี้
อย่าเห็นว่าฮ่องเต้กับท่านอัครเสนาบดีหาทางลงให้เจ้าอย่างสวยงาม
ขณะที่ใต้เท้าอันกำลังคิดเรื่องพวกนี้อยู่ในใจ
เวลานี้ซ่งฝูเซิงกำลังมึนอยู่ในใจ แต่สีหน้าสุขุมใจเย็นมาก
ขอโทษที
โปรดอภัยที่เมื่อครู่ตอนฟังราชโองการเขาเอาแต่ท่องไว้ในใจว่า ไม่ไปจดบันทึก ไม่ไปจดบันทึก
มัวแต่พุ่งความสนใจไปที่เรื่องตัวเองจะถูกส่งไปทำงานที่ไหน ไม่ได้ตั้งใจวิเคราะห์คำชมของฮ่องเต้อย่างละเอียด
วุ่นวายกันตั้งนาน สุดท้ายเขาสอบได้จิ้นซื่อเฉย
เขาถูกฮ่องเต้ทดสอบตอนไหนตัวเขาเองยังไม่รู้เลย
เชิดชูเขาเสียอลังการเชียว
แสดงให้เห็นว่า ซ่งฝูเซิงคุกเข่ารับหนังสือรับรองไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร
ดูก็รู้ว่าเป็นบัณฑิตปลอม ทำไมไม่ให้ความสำคัญกับใบรับรองการศึกษาอย่างนี้ล่ะ
กลับกลายเป็นลูกสาวของเขาที่ลำบาก
ชั่วขณะที่พ่อของนางรับหนังสือรับรอง ซ่งฝูหลิงคุกเข่าอยู่ในหมู่ชาวบ้าน ตื่นเต้นจนหยิกต้นขาตัวเอง
ต่อมาซ่งฝูเซิงคุกเข่ารับใบรับรองเสร็จก็ยืนขึ้นรับตราขุนนางของตัวเองจากเสนาบดีกรมพิธีการ
ส่วนใต้เท้าเมิ่งก็กำลังรอซ่งฝูเซิงรับหนังสือรับรองที่ฮ่องเต้พระราชทานเสร็จ…นั่นเท่ากับฮ่องเต้พระราชทาน เสนาบดีกรมขุนนางเป็นตัวแทน มอบให้คนเดียว หึ
เขาเป็นหัวหน้าคุมสอบ ต่อมาเขากับบรรดาขุนนางที่ตรวจข้อสอบก็มอบหนังสือรับรองให้พวกจิ้นซื่อที่อยู่ด้านหลัง
มองหยางหมิงหย่วน ใต้เท้าเมิ่งรู้สึกสับสน
เขาบอกตัวเองในใจว่า ต้องยิ้ม
อย่างไรเสียจอหงวนคนนี้ก็เป็นอันดับหนึ่งในบรรดาศิษย์ของเขา
ชีวิตนี้มีครั้งเดียว ไม่มีขุนนางคนไหนสามารถเป็นหัวหน้าคุมสอบของจอหงวนได้สองสามรุ่น ฮ่องเต้ไม่มีทางอนุญาตให้ใครคนไหนมีลูกศิษย์เต็มบ้านเต็มเมือง
ซึ่งก็หมายความว่า หยางหมิงหย่วนคนนี้อาจเป็นจอหงวนเพียงคนเดียวที่เขาเลือกด้วยตัวเองจากการเข้าร่วมตัดสินจอหงวน
แล้วจะไม่ถือว่าเขาเป็นคนผลักดันได้อย่างไร
ถ้าเขาไม่อนุญาตให้หยางหมิงหย่วนเข้ารอบเตี้ยนซื่อ จะได้เป็นจอหงวนเหรอ
ใช่ ฮ่องเต้เลือกมา ในสายตาของชาวบ้านก็ถือเป็นศิษย์แห่งโอรสสวรรค์ แต่ฮ่องเต้ยอมรับแล้วเหรอ คนที่ฮ่องเต้ยอมรับยืนอยู่หน้าสุดไม่ใช่เหรอ
สรุปว่าจอหงวนคนนี้ควรเป็นคนที่เขาเลือกมาในฐานะหัวหน้าคุมสอบ ต้องยิ้มให้
หยางหมิงหย่วนมองใต้เท้าเมิ่ง “…” ทำไมเอาแต่จ้องเขา ทำไมยังไม่แจกอีกล่ะ
หยางหมิงหย่วนมีเหรอจะเดาออกว่าใต้เท้าเมิ่งกำลังกลั่นกรองรอยยิ้ม
ช่างเถอะ ใต้เท้าเมิ่งยอมแพ้แล้ว
ยิ้มด้วยความเต็มใจไม่ได้จริงๆ
เอาเถอะ อาจารย์ที่เจ้ากล่าวถึงในข้อสอบก็เป็นเขา เสียแรงที่ข้าอุตส่าห์คิดว่าคำตอบของเจ้าดูแตกต่าง
สุดท้ายเมิ่งจิ่งอวี้แค่ยิ้มแห้งให้หยางหมิงหย่วนขณะมอบหนังสือรับรอง
แต่เมื่อเจอปั๋งเหยี่ยนกับทั่นฮวาติงเจียน รวมถึงพวกจิ้นซื่อยี่สิบคนที่ได้รับมอบจากเขา ใต้เท้าเมิ่งกลับยิ้มอย่างสบายใจ ทั้งยังพูดให้กำลังใจทุกคนอีกเล็กน้อย
หลังจากพิธีการนี้เสร็จสิ้น พวกชาวบ้านก็ยังคุกเข่าอยู่
พวกชาวบ้านก็ต้องแลกกับการได้ชมพิธีการที่อลังการ
รายการถัดไปเริ่มขึ้น
เจ้าหน้าที่ที่เดิมทีล้อมรอบพวกชาวบ้านอยู่ได้ยกธงที่โบกสะบัดขึ้นพร้อมกันแล้ววิ่งไปตรงกลางพิธี
ขุนนางหนึ่งคนต่อเจ้าหน้าที่สองคน
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งถือธง อีกคนจูงม้า
อย่างธงของหยางหมิงหย่วนเขียนว่า ซิวจ้วนสำนักฮั่นหลิน
ซ่งฝูเซิงยิ่งไม่ต้องพูดถึง ธงผืนใหญ่สีน้ำเงินปลิวไสว นายอำเภอแห่งอำเภอฮุ่ยหนิง
ขันทีโบกธงสั่งพลางตะโกน “ขึ้นม้า” กลองที่อยู่บนประตูเฉิงเต๋อดังขึ้น
“ตึง ตึง ตึง”
พวกชาวบ้านฮือฮา
ยิ่งใหญ่ ครั้งนี้ยิ่งใหญ่จริงๆ ไม่เสียแรงที่ออกมามุงดู
สมกับเป็นขุนนางจากการสอบจอหงวนกลุ่มแรกหลังจากฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์