ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 749-1
ตอนที่ 749-1
ทั่นฮวาของปีนี้ ติงเจียนคนดวงซวย นั่งอยู่บนม้ามองซ่งฝูหลิง
เขาย่อมเห็นซ่งฝูหลิงคุยกับแม่ไม่หยุด
ทำไมถึงบอกว่าเขาเป็นคนดวงซวยน่ะเหรอ
เพราะปีนี้ฮ่องเต้ไม่ได้คิดจะจัดงานเลี้ยงจิ้นซื่อให้พวกเขา
ฮ่องเต้ ‘แนวหน้ากำลังสู้รบ ข้าว่างขนาดนั้นที่ไหนกัน’
ปีนี้ฮ่องเต้ไม่ได้ให้ทั่นฮวาไปเที่ยวชมสวนจิงซือชื่อดังเพื่อเด็ดดอกไม้อันโด่งดัง ไม่ให้โอกาสติงเจียนได้ ‘ขี่ม้าอย่างภาคภูมิท่ามกลางสายลมใบไม้ผลิ ดื่มด่ำบุปผาอันงดงามไปถ้วนทั่ว’
และที่เกินไปมากที่สุดคือ ปีนี้ถึงขนาดที่ฮ่องเต้ไม่ให้จอหงวน ปั๋งเหยี่ยน และทั่นฮวาสวม ‘ชุดจิ้นซื่อ’ ที่แตกต่างจากคนอื่นนานหน่อย แค่ใส่เดินไปถึงกระดานประกาศผลเสร็จก็รีบให้พวกเขาถอดออก
จากนั้นปั๋งเหยี่ยนกับทั่นฮวาทั้งๆ ที่ติดสามอันดับแรกกลับต้องถูกดับแสงไปรวมกับพวกที่สวมชุดขุนนางขั้นเจ็ดเหมือนกัน
ติงเจียนนั่งอยู่บนม้าตัวสูงใหญ่ พยักหน้าให้ซ่งฝูหลิงเล็กน้อย
เฉียนเพ่ยอิงมองติงเจียนแล้วมองหน้าลูกสาว แอบเดินขึ้นหน้าไปบังตัวลูกสาวอย่างเนียนๆ
“ท่านป้า ข้ารู้จักเขา”
“ใครเหรอ”
หมี่โซ่วมองไปรอบๆ คนเยอะเกินไป ทุกคนสนใจครอบครัวพวกเขามาก
นับตั้งแต่ท่านลุงขี่ม้าผ่านแล้วโบกมือให้พวกเขาก็เป็นแบบนี้มาตลอด
เด็กน้อยกลุ้มใจ ควรตอบอย่างไรดี
เริ่มเล่าตั้งแต่วันที่เขาสวมชุดซอมซ่อเอาเห็ดไปให้พี่แม่ทัพเล็กไม่ได้ คนแถวนี้จะได้ยิน
วันนั้นเขาได้เจอติงเจียนที่เมื่อครู่พยักหน้าให้พี่สาวของเขา
“เขาเป็นเพื่อนกับพี่ลู่ คิดว่าน่าจะรู้จักท่านลุงด้วย”
หมี่โซ่วระวังแม้แต่คำว่าแม่ทัพเล็ก ไม่กล้าเรียกพี่ชายส่งเดชในเมืองหลวง
แต่ถึงแม้จะเป็นแบบนี้ก็ยังทำให้ชาวบ้านแถวนั้นสงสัยพากันเงี่ยหูฟัง
คนรอบตัวกำลังรู้สึกว่าครอบครัวที่อยู่ข้างๆ นี้สุดยอดมาก สุดยอดของจริง
คนแรกเดินผ่านโบกมือให้ครอบครัวนี้ คนที่สองโบกมือ คนที่สี่ยังโบกมืออีก ทำให้พวกเขายิ่งหันมามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ชุยจิ้นซื่อขี่ม้าเดินผ่าน โบกมือ
วังจิ้นซื่อโบกมือ
ตรงนั้นคือลูกเมียของซ่งเสี้ยวเหลียน หลานสาวคนโตมองเขาอยู่ ต้องโบกมือให้
ตามมาด้วยหลี่จิ้นซื่อ ไช่จิ้นซื่อ เฉิงจิ้นซื่อ เฉินจิ้นซื่อ…
แต่ละคนขี่ม้าเดินผ่านพากันโบกมือทักทาย
แต่ไม่ใช่แค่พวกจิ้นซื่อที่พักอยู่ในเรือนรับรองตระกูลลู่ที่ทักทาย ระหว่างนี้ยังมีพวกจิ้นซื่อที่ยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์
พวกเขาพบว่าคนที่อยู่ด้านหน้าต่างกำลังโบกมือไปที่ทางหนึ่ง โบกกันตั้งหลายคน เช่นนั้นพวกเขาก็โบกด้วยแล้วกัน รับรองไม่มีทางผิดพลาด
ถึงแม้จะไม่แน่ใจว่าทำไมต้องโบกมือไปทางด้านซ้ายก็ตาม
บรรยากาศแบบนี้ดูเว่อร์วังมาก
ชวนขนลุก
มีทั้งหมดสามร้อยเอ็ดคน
แต่จิ้นซื่อหรือขุนนางใหม่ร้อยกว่าเกือบสองร้อยคนต่างโบกสองมือไปทางพวกเฉียนเพ่ยอิง
พวกชาวบ้านที่มุงดูอยู่แถวนั้นถึงกับอ้าปากค้าง หันไปมองพวกซ่งฝูหลิง “…”
อย่างไรกัน รู้จักหมดเลยเหรอ
ซ่งฝูหลิงปิดตา หลบอยู่หลังแม่ หัวเราะไหล่สั่น
พ่อนางมนุษย์สัมพันธ์ดีเกินไป พวกลุงๆ ของนางที่เป็นจิ้นซื่อก็เยอะเกิน
เดี๋ยวไปถึงฮุ่ยหนิง นางจะช่วยพ่อวาดแผนภาพเชื่อมโยง เอาฮุ่ยหนิงเป็นจุดเริ่มต้น ไล่ไปตามเส้นทางที่พวกลุงๆ ถูกส่งไปอยู่อำเภอต่างๆ
ของขึ้นชื่อของที่นู่นเอามาขายที่พวกเรา ฮุ่ยหนิงของพวกเรามีของขึ้นชื่ออะไรที่ค่อนข้างราคาถูก แต่ที่นู่นแพง ก็จะเอาไปขายที่นู่นได้พอดี
จากใกล้ไปไกล ได้ประโยชน์ร่วมกัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
เวลานี้ซ่งฝูเซิงลงจากม้าแล้ว
ชาวบ้านห้ามเข้าไปดูภายในกั๋วจื่อเจี้ยน
อย่างหมี่โซ่วก็ได้แค่ชะเง้อมองประตูใหญ่สีแดง ข้างนอกกับข้างในราวกับอยู่คนละโลก
ซ่งฝูเซิงถูกเจ้าหน้าที่กรมพิธีการจัดแจง รอพวกจิ้นซื่อเข้ามาทั้งหมดแล้วถึงได้นำทุกคนเดินขึ้นหน้าต่อ
ชีวิตคนเราจะมีสักกี่ครั้งที่มีช่วงเวลาที่มีเกียรติแบบนี้
ความปรารถนาเป็นจริง
ซ่งฝูเซิงเพิ่งเดินไปไม่กี่ก้าว กอปรกับหน้าตาที่คมคาย ลักษณะดี ในสายตาของบรรดาเจ้าหน้าที่กรมพิธีการแบบนี้เรียกว่าสง่าผ่าเผย ดูแล้วเจริญตา
ขนาดพวกเขาเป็นผู้ชายยังอยากมอง
ซ่งฝูเซิงหยิบพู่กันก่อน ตวัดพู่กันเขียนภูมิลำเนาและชื่อของตัวเอง จากนั้นก็ยื่นให้หยางหมิงหย่วนที่อยู่ด้านหลัง
ใบหน้าของหยางหมิงหย่วนมีรอยยิ้ม เขียนภูมิลำเนาและชื่อของตัวเองต่อจากชื่อซ่งฝูเซิง
ตามมาด้วยปั๋งเหยี่ยน ทั่นฮวา สิบอันดับแรก ยี่สิบอันดับแรก จิ้นซื่อจำนวนมากทยอยขึ้นมาเขียน
พวกเขามาที่กั๋วจื่อเจี้ยนก็เพื่อลงชื่อ
เพื่อเป็นการแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของฮ่องเต้
จิ้นซื่อทุกรุ่นต้องมาลงชื่อที่นี่
เมื่อเขียนเสร็จเจ้าหน้าที่กรมพิธีการก็จะมอบให้ช่างแกะสลักหิน ช่างก็จะทำการแกะสลักชื่อของทุกคนลงบนแผ่นจารึก
ชื่อของจิ้นซื่อทุกรุ่นจะถูกจารึกไว้ที่กั๋วจื่อเจี้ยน
จุดประสงค์คือเพื่อไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี คนรุ่นหลังก็จะมาดูได้ และเพื่อให้บรรดาลูกศิษย์ของสำนักศึกษาขั้นสูงสุดของราชสำนักได้เรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ
นี่ก็เป็นสาเหตุที่หมี่โซ่วมองตาปริบๆ อยู่ด้านนอก
สำนักศึกษาขั้นสูงสุดเชียวนะ
แม้แต่จะเข้าเขายังเข้าไปไม่ได้ อยากเข้าไปเรียนรู้ยังไม่มีโอกาส
แต่ชื่อของท่านลุงไปอยู่ในนั้นแล้ว แถมยังอยู่ลำดับแรกบนแผ่นจารึก
หมี่โซ่ว พวกเจ้ารู้หรือเปล่าว่าข้าภูมิใจขนาดไหน
“เป็นอะไร” ซ่งฝูหลิงสังเกตเห็นน้องชายดูแปลกไปจึงก้มตัวลงมาถาม
หมี่โซ่วเช็ดตาพลางพูด “ตื้นตันใจ”
เด็กน้อยคิดในใจ ท่านปู่ เมื่อก่อนที่ท่านว่าท่านลุงมันไม่ถูก ถ้าท่านปู่ยังมีชีวิตอยู่คงดี ท่านปู่จะได้เห็นว่าท่านลุงของข้าเก่งขนาดไหน ข้าจะทำอย่างไรให้ท่านปู่รู้ดีนะ ข้าจะกลับบ้านไปเผากระดาษให้
เมื่อไม่กี่วันก่อนหมี่โซ่วได้ยินซ่งฝูเซิงกับเฉียนเพ่ยอิงคุยกันส่วนตัวว่า ตอนที่ไปแจกใบปลิวของม้าพันลี้ยังได้ตั้งใจสืบเรื่องพวกจวี่เหรินของบ้านเกิดที่สอบติด
คนในบ้านเกิดมีสอบติดแค่เจ็ดคน ในเจ็ดคนนี้มีหกคนที่ยังไม่ได้ย้ายภูมิลำเนา แต่ในความเป็นจริงคือย้ายบ้านไปนานแล้ว แบบที่ว่าครอบครัวย้ายไปอยู่พื้นที่อื่นกันหมดแล้ว
ส่วนจวี่เหรินที่ยังอาศัยอยู่ที่บ้านเกิดไม่ได้เข้าพักในโรงเตี๊ยม ไม่เห็น
ด้วยเหตุนี้จึงสืบเรื่องของหกคนนั้นไม่ได้ความอะไร ซึ่งก็หมายความว่าตอนกลับไปสอบคงได้เห็นแล้วว่าสภาพเมืองในบ้านเกิดยังคงเละเทะเป็นซากปรักหักพัง
ซ่งฝูหลิงตบบ่าน้องชาย เงยหน้ามองป้าย ‘กั๋วจื่อเจี้ยน’ ผ่านไปสักพักถึงพูดขึ้น “ข้ารู้สึกอิจฉามาก”
รู้สึกว่าเรื่องที่พ่อทำเป็นเรื่องที่นางอิจฉาทั้งนั้น
วัดขงจื๊อ
ซ่งฝูเซิงนำทุกคนสักการะ
จิ้นซื่อสามร้อยเอ็ดคนพร้อมใจกันจุดธูปบูชา
ถึงแม้นับแต่วันนี้ไปจะกลายเป็นขุนนาง รับเงินเดือนจากฮ่องเต้ แต่บรรดาผู้เข้าสอบจอหงวนทั้งหมดควรมากราบไหว้ขงจื๊อผู้เป็นต้นกำเนิดความรู้
สำหรับผู้ศึกษาเล่าเรียนแล้วนั้น ท่านนี้ต่างหากที่เป็น ‘พ่อแม่ผู้ให้ชีวิต’
มาถึงตรงนี้พิธีต่างๆ ของการสอบจอหงวนครั้งนี้ถึงเป็นอันสิ้นสุดลง
ซ่งฝูเซิงเดินนำจิ้นซื่อสามร้อยคนลงมาจากบันไดวัดขงจื๊อ ด้านหน้าเขามีธงและกลองเปิดทางให้ สองข้างทางเป็นเจ้าหน้าที่ทางการยืนเรียงแถว เสียงประทัดดังสนั่น
ซ่งฝูเซิงเดินเหยียบเศษประทัดเข้าไปหาครอบครัว
ม้าล่ะ ทางการเก็บม้าคืนไปแล้ว
ไม่เป็นไร พวกเรามีเสี่ยวหง
“แม่”
“พ่อ”
ซ่งฝูเซิงไม่สนว่าคนอื่นจะมองยังไง เขาจับมือเฉียนเพ่ยอิงด้วยความตื่นเต้น
วันนี้เหมือนฝันไป
เมียของเขามีส่วนในครึ่งหนึ่งของความสำเร็จ
ยิ้มตาหยีจนเห็นตีนกามองซ่งฝูหลิง อีกครึ่งหนึ่งเป็นของลูกสาว
ซ่งฝูเซิงยิ้มกว้างลูบหัวหมี่โซ่ว ถ้ามีการมอบตราให้ เชือกที่ห้อยตราเขาก็จะไม่เก็บไว้ ให้หมี่โซ่วทั้งหมด
ยกให้หมดเลย
ซ่งฝูเซิงเดินกลับพร้อมคนในครอบครัว เงยหน้ามองท้องฟ้าสีคราม อยู่ๆ สมองก็ปรากฏภาพตอนทบทวนตำรา
ตอนนั้นบนพื้นมีแต่กระสอบเสบียง
บรรดาผู้เฒ่าของเก้าสกุลมาแบกเสบียงที่กองไว้ในบ้านเขาออกไปไว้บ้านอื่นจนยิ่งไม่มีแม้แต่ทางจะเดิน
พวกพี่ชายทำโต๊ะเขียนหนังสือให้เขา
พี่สาวคนโตทำรองเท้าแตะยัดดอกฝ้ายให้เขา
ท่านลุงซ่งทะเลาะกับยายไจ๋ในหมู่บ้าน “ห้ามปล่อยให้หมาเห่า รบกวนฝูเซิงของพวกเราอ่านหนังสือ”
ลุงใหญ่ไล่จับพวกเด็กๆ ในลานบ้าน “ห้ามส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว เอะอะโวยวายเดี๋ยวจะจับฟาด”
ส่วนแม่ของเขายิ่งไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
คนที่งกแบบนั้น ขอแค่ฝูหลิงแกล้งบอกท่านย่าว่า “ท่านย่า พ่อข้าต้องซื้อหนังสือ”
ท่านย่าหม่าก็จะรีบควักเงิน
ซื้อ
ท่าทางประหนึ่งว่าส่งเสียลูกเรียนหนังสือ พ่อแม่ควักเงินซื้อให้ก็สมควรแล้ว
ซ่งฝูเซิงหันไปยิ้มให้ลูกเมียอีกครั้ง
เพ่ยอิงเฝ้าเขาอ่านหนังสือ ทำช่องเล็กๆ ที่ม่านประตู จับตาดูเขาอ่านหนังสือเข้มงวดยิ่งกว่าสมัยฝูหลิงเรียนมัธยมต้น มานั่งเฝ้าเขาที่เตียงครั้งแล้วครั้งเล่า
เขาอ่านหนังสือนางก็เย็บเสื้อผ้า เย็บผ้าห่ม ขยันทำของกินสารพัดมาให้ บางครั้งง่วงจนสัปหงกเขาก็หาวพลางพูด “นอนไม่ได้ พอนอนก็จะไม่ได้อ่านหนังสือ”
ส่วนลูกสาวจากที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไม่มีความทรงจำของยุคโบราณ เขียนอักษรของที่นี่ไม่เป็น จนทุกวันนี้อ่านหนังสือโบราณเยอะกว่าเขาเสียอีก
ทั้งวางแผนการอ่านหนังสือให้เขา ทั้งอ่านเป็นเพื่อนเขา ฝูหลิงเท่ากับเหมือนต้องมาเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง
เขามีวันนี้ได้เป็นเพราะผลงานของคนในครอบครัวจริงๆ
ทำให้เขากลายเป็นพระเอกที่ยอดเยี่ยมที่สุดของการสอบจอหงวนครั้งนี้
เรือนรับรองของตระกูลลู่
“พวกนายท่านกลับมาแล้ว”
พ่อบ้านหลูนำบ่าวรับใช้ทั้งหมดตะโกนพร้อมกัน “ขอแสดงความยินดีกับนายท่านทุกท่าน ยินดีกับทุกท่าน”
ประทัดหลายหมื่นถูกจุดขึ้นอีกครั้ง
พ่อบ้านหลูคนนี้ ช่างใส่ใจรายละเอียดจริงๆ
ตอนที่ซ่งฝูเซิงไม่มีชื่อเข้าไปสอบเตี้ยนซื่อ ทั่วทั้งเรือนทำอย่างกับไม่มีใครได้เป็นว่าที่จิ้นซื่อเตรียมเข้าไปสอบเตี้ยนซื่อเลยสักคน ดูหม่นหมองไปหมด ไม่ได้มีท่าทีจะฉลองให้พวกจวี่เหรินห้าสิบห้าคนแม้แต่น้อย
ตอนนี้พอซ่งฝูเซิงกลายเป็นชนชั้นสูงหน้าใหม่ที่คนในเมืองหลวงให้ความสนใจและเอาไปพูดถึง เรือนรับรองของตระกูลลู่ก็เริ่มฉลองให้ทันที
คนไม่รู้อาจคิดว่าเจ้านายของเรือนนี้คือซ่งฝูเซิง
ซ่งฝูเซิงยิ้มตาหยีอยู่ท่ามกลางเสียงประทัด
มองพวกบ่าวรับใช้ของเรือนรับรองตระกูลลู่ “ตกรางวัล!”
ฝูกุ้ยตกใจ
ดูเอานะ ดูเอา ดีที่เขาพาต้าเต๋อจื่อกับเถี่ยโถวล่วงหน้ากลับมาก่อน ทิ้งแค่ซื่อจ้วงไว้ดูแลพวกพั่งยา
กลับมาทำไมน่ะเหรอ
ซื้อกับข้าว