ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 753 อยากสารภาพมาตลอด ข้าใจกว้างขนาดไหน
ตอนที่ 753 อยากสารภาพมาตลอด ข้าใจกว้างขนาดไหน
ลูกที่ออกไปสอบกลับมาแล้ว
ท่านลุงซ่งเห็นซ่งฝูเซิงที่อยู่ห่างตั้งไกลก็ทำท่าอยากลงจากเกวียน ไม่เจอกันหลายเดือน โยนไม้เท้าในมือทิ้งแล้วเริ่มวิ่ง
พวกลุงใหญ่ซ่งกับเกาถูฮูวิ่งตาม
ท่านย่าหม่าถูกลูกสาวคนโตประคองไว้ วิ่งโขยกเขยกอยู่ท่ามกลางเสียงประทัด
“อาสาม”
“อาสาม”
ซ่งจินเป่า “อาสาม หมี่โซ่ว” ข้าคิดถึงทุกคนจังเลย
พวกเด็กหนุ่มของเก้าสกุลหัวเราะร่าวิ่งเข้าไปหาซ่งฝูเซิง
ครอบครัวของจิ้นซื่อคนอื่นเห็นแล้วก็เกิดอารมณ์ร่วม วิ่งตามไปด้วย “เร็วเข้า เร็วหน่อย พวกเราก็ต้องตามไปด้วย”
“ทำไมเห็นพ่อแล้วไม่วิ่งล่ะ เจ้าดูคนอื่นสิ”
ลูกชายคนเล็กของซุนจิ้นซื่อถูกแม่ผลักก็ยังคงไม่กล้าวิ่ง พ่อไม่เคยตามใจข้า ไม่เคยอุ้มข้าด้วยซ้ำ ข้ากลัววิ่งเข้าไปก็ได้แต่มองหน้ากระอักกระอ่วน
ท่านลุงซ่งกอดคอซ่งฝูเซิง
ซ่งฝูเซิงดวงตาแดงก่ำขึ้นมาทันที
ชั่วขณะที่เขาอยู่บนเกวียนเห็นพวกญาติๆ ในใจก็เกิดความรู้สึกแบบที่บรรยายไม่ถูก
ใบหน้าที่เขาคุ้นเคยเหล่านั้น ในที่สุดก็ปรากฏอีกครั้ง
เขาสงสัยว่าสาเหตุที่ตัวเองตื่นเต้นดีใจ เป็นเพราะเขาได้จิ้นซื่อมาแบบหักมุม
และก็แอบกลัวว่า หากครั้งนี้สอบไม่ติด ตอนนี้คงเสียหน้ามากโข
“ท่านลุงซ่ง” ซ่งฝูเซิงตบหลังท่านลุงซ่งเบาๆ เดิมทีอยากถามว่าสบายดีไหม ปรากฏว่าสะอื้น พูดอะไรไม่ออก ทำได้เพียงลูบหลังท่านลุงซ่ง
ต่อมาซ่งฝูเซิงก็มีแต่คนเข้ามาจับตัว
แขนข้างหนึ่งถูกลุงใหญ่ซ่งคล้องไว้แล้วเดินไป
แขนอีกข้างถูกเกาถูฮูจับไว้
พี่รองเกาะบ่าเขาอยู่ด้านหลัง คล้ายนวดให้เขา ดวงตาแดงก่ำพลางพูด ไม่ง่ายเลยนะ ไม่มีใครลำบากเท่าเจ้า
พี่เขยใหญ่มองเขาแล้วยิ้มเหมือนคนบ้า คนในครอบครัวจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ้มให้เขาเหมือนคนบ้า
ซ่งฝูเซิงที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มคน มองเห็นท่านย่าหม่าที่ถูกพี่สาวคนโตประคองไว้เดินผ่านเขาไปด้วยสีหน้าดีใจ ตรงไปยังเกวียนที่อยู่ด้านหลัง
“พั่งยา พั่งยา”
“ท่านย่า”
พอเรียกว่าท่านย่าเสร็จ ซ่งพั่งยาถึงโผล่หน้ามาจากในเกวียน ท่านย่าหม่าก็น้ำตาไหลดุจสายฝน ท่าทางเหมือนอยากขึ้นเกวียนและก็เหมือนอยากประคองหลานสาวคนเล็กลงมา ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
เฉียนเพ่ยอิงหมดคำจะพูด
นี่ก็กลับมาแล้วไม่ใช่เหรอ ดูสองย่าหลานนี่สิ ร้องไห้อย่างกับอะไรดี
ท่านย่าหม่าใช้สองมือหยาบกระด้างจับใบหน้าน้อยๆ ของซ่งฝูหลิง สองย่าหลานเอาหน้าผากชนกันแล้วร้องไห้
คนอื่นยืนมองภาพนี้อยู่ข้างๆ ก็ยิ้ม แต่ในใจคิดเหมือนเฉียนเพ่ยอิง นี่มันอะไรกัน
มีแค่ท่านย่าหม่าเท่านั้นที่รู้ว่าตัวเองคิดถึงหลานสาวคนเล็กขนาดไหน
สมองเต็มไปด้วยภาพเหตุการณ์ที่อยู่ด้วยกันกับหลานสาวอย่างควบคุมไม่ได้
สองย่าหลานแอบกินไข่เค็มด้วยกัน
เข็นก้อนอิฐด้วยกัน
นั่งอบขนมในห้องทำขนมเก่าๆ ที่สร้างขึ้นเป็นห้องแรก กินขนมเค้กที่หลานสาวทำครั้งแรก
หลานสาวกับนางนั่งควบเกวียนตอนค่ำมืด นางเอาผ้าห่มกับเชือกมัดหลานสาวกับหมี่โซ่วที่อยู่ด้านหลัง หนาวจนพวกนางยื่นมือออกไปไม่ได้
นางซื้อเสื้อผ้าให้หลานสาวคนเล็ก
หลานสาวคนเล็กซื้อน้ำมันทาหน้าให้นาง
นางอยู่มาจนอายุปูนนี้ น้ำมันทาหน้าไม่ได้มาจากสามีนางซื้อให้ ไม่ได้มาจากพวกลูกชายที่นางเลี้ยงดูมาด้วยความยากลำบากซื้อให้ แต่มาจากหลานสาวคนเล็ก
หลานสาวไปจากบ้านครั้งนี้ ท่านย่าหม่าถึงรู้ว่าที่แท้พั่งยาที่วนเวียนอยู่รอบตัวนางทุกวัน พั่งยาไม่ใช่เด็กผู้ชายแล้วอย่างไร แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนางโดยไม่รู้ตัว
ถ้ารู้ว่าจะคิดถึงมากขนาดนี้ เอาจริงนะ คงไม่มีทางปล่อยให้พั่งยาตามลูกสามไปเมืองหลวง
ให้ตายเถอะ วันหน้าออกเรือนจะทำอย่างไร
ท่านย่าหม่ากอดซ่งพั่งยา ร้องไห้พลางถาม “คิดถึงย่าหรือเปล่า”
“คิดถึงสิ ท่านย่า ข้ายังซื้อของฝากมาให้ท่านย่าด้วยนะ ใช้เงินไปเยอะเลย ท่านย่าต้องชอบแน่นอน”
“จ่ายไปเท่าไหร่ เยอะที่ว่ามันเยอะขนาดไหน เจ้าพูดแบบนี้ย่าชักใจคอไม่ดีแล้วนะ”
ซ่งอิ๋นเฟิ่งกับเฉียนเพ่ยอิงมองหน้ากัน ทั้งสองคนยิ้ม จนปัญญากับสองย่าหลานคู่นี้จริงๆ
เดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวยิ้ม ดูเอานะ เดี๋ยวคงเถียงกันฉอดๆ
มีเสียงลอยมาแว่วๆ
“เจ้าซื้อมันมาทำไม ข้ามีดอกไม้อยู่แล้ว”
“ดอกไม้เอามาใส่ได้เหรอ อันนี้ใส่ได้”
เฉียนเพ่ยอิงหันไป จากนั้นก็ไปช่วยชีวิตหมี่โซ่ว เก็บรองเท้าให้
หมี่โซ่วถูกซ่งฝูไฉอุ้มไว้ แต่รองเท้ากลับถูกซ่งจินเป่าถอดไปด้วยความคิดถึง น้องชายกลับมาแล้ว มีแค่น้องชายอย่างหมี่โซ่วที่รู้ใจ เขาชอบ
“จินเป่า อาสะใภ้สามซื้อขนมมาให้เยอะแยะเลย ไปหยิบออกมาจากในเกวียนสิ เจ้าเอาไปกิน แล้วเดี๋ยวดูว่าจะแบ่งให้พวกน้องๆ บ้านจิ้นซื่อคนอื่นได้หรือเปล่า”
“ขอบคุณอาสะใภ้สาม”
ซ่งจินเป่าไม่ใช่เด็กที่ขึ้นเกวียนไปคุ้ยของกินจนถูกตีแบบตอนลี้ภัยอีกแล้ว
ซ่งเสี้ยวเหลียน นี่คือพ่อข้า
พวกชุยจิ้นซื่อพาพ่อตัวเองมาแนะนำ จิ้นซื่อบางคนพาผู้อาวุโสที่มีอำนาจมากที่สุดในบ้านมาทักทายซ่งฝูเซิง
บอกว่าตลอดทางโชคดีที่ได้ซ่งฝูเซิงดูแล ไม่อย่างนั้นเดินทางไปกลับคงไม่เร็วขนาดนี้ ระหว่างทางไปสอบไม่มีอุปสรรคแม้แต่น้อย
บอกว่าพอไปถึงเมืองหลวงยิ่งได้อาศัยใบบุญเข้าไปใหญ่
พวกเขาสอบโดยไม่มีเรื่องกลุ้มใจ กินดีอยู่ดี ช่วยกันปรึกษา ทั้งหมดเป็นเพราะได้ซ่งฝูเซิงช่วยเหลือ
จากนั้นก็แนะนำในระดับที่ให้ความสำคัญสูงสุด ท่านพ่อ นี่ก็คือศิษย์แห่งโอรสสวรรค์ที่ฮ่องเต้ทรงตรัสด้วยตัวเอง มีแค่คนเดียว ไม่รู้ว่าข่าวมาถึงเฟิ่งเทียนหรือยัง
ถึงแล้ว
ตัวแทนของพวกจิ้นซื่อแต่ละคนพากันเข้ามาขอบคุณ
ตระกูลชุยของเราขอบคุณมาก
ตระกูลเฉิงขอบคุณมาก
ซ่งฝูเซิงก็รีบแนะนำท่านลุงซ่ง พวกลุงใหญ่ซ่ง ให้สหายจิ้นซื่อรู้จัก
เดิมทีซ่งฝูเซิงก็อยากเรียกท่านย่าหม่ามา
แต่น่าเสียดาย ท่านย่าหม่าไม่สนอะไรทั้งนั้น หนีบแขนซ่งฝูหลิงไว้ เดินออกไปไกลแล้ว
ตอนนี้ท่านย่าหม่าไม่ค่อยสนใจสถานการณ์ที่เชิดหน้าชูตาแบบนี้แล้ว
ลูกชายสามมีอนาคต บางครั้งนางไม่จำเป็นต้องโอ้อวด ไม่ต้องจงใจไปแนะนำตัวว่า ‘ข้าเป็นแม่ของซ่งฝูเซิง ข้าคือเหล่าฮูหยิน’
คนอื่นมีเหรอจะไม่รู้
หากลูกชายตัวเองเจริญก้าวหน้า อยากหลบก็หลบไม่พ้นหรอก
ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นคนอื่นก็รู้ว่าเราเจ๋ง
อีกอย่าง นี่เพิ่งจะไหนถึงไหน
ในระหว่างที่ซ่งฝูเซิงกำลังทักทายพวกญาติๆ ของสหายจิ้นซื่อ ซ่งฝูกุ้ยยังไม่สลัดบทบาทพ่อบ้านทิ้ง เขาชินกับการปรนนิบัติแบบนี้แล้ว
ฝูกุ้ยกระซิบเตือนฝูเซิงจากด้านหลัง “ครอบครัวจอหงวนหยาง”
ซ่งฝูเซิงหันไปมอง
ทันใดนั้น พี่ชายคนโตของหยางหมิงหย่วนก็ทำท่าคารวะให้ซ่งฝูเซิงพร้อมโน้มตัว
ผู้ชายร่างกำยำ ผิวพรรณตากแดดจนคล้ำ หน้าคล้ายหยางหมิงหย่วน หากว่าด้วยเรื่องหน้าตาก็ถือว่าดูดี ก็แค่แก่ไปหน่อย
นี่เป็นความรู้สึกแรกที่ซ่งฝูเซิงมีต่อพี่ชายคนโตของหยางหมิงหย่วน
เขารีบเข้าไปประคอง บอกว่าหมิงหย่วนรีบเข้ารับตำแหน่งเลยไม่ได้กลับมา หันไปทำท่าบอกฝูกุ้ยให้เอาจดหมายที่หยางหมิงหย่วนฝากมาส่งให้พี่ชาย
พี่ชายของหยางหมิงหย่วนรับจดหมายไปแล้วบอกว่า เขาได้ยินมาจากเจ้าหน้าที่ทางการแล้ว ที่วันนี้มาเพราะเป็นตัวแทนของแม่ เป็นตัวแทนของครอบครัว ตั้งใจมาขอบคุณซ่งฝูเซิงโดยเฉพาะ
ท่านแม่ดีใจจนลุกไม่ขึ้น ล้มป่วยไปแล้ว
พี่ชายคนนี้พูดไปตามตรง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม
“ครอบครัวเราไม่ได้มีดีอะไร หมิงหย่วนมีวันนี้ได้ พวกเราต่างรู้ว่าเป็นเพราะท่านช่วย เขาไม่เคยออกไปไหน ท่านพาเขาไปตลอดทาง เขาถึงไม่หลงทาง…”
ซ่งฝูเซิงฟังแล้วก็อดมีความสุขไม่ได้
…
หมู่บ้านเหรินจยา
หัวหน้าตระกูลเริ่นนำชาวหมู่บ้านออกมาต้อนรับซ่งจิ้นซื่อเข้าหมู่บ้าน
“คำนับท่านจิ้นซื่อ” นอกจากหัวหน้าตระกูลเริ่นที่เป็นซิ่วไฉกับเริ่นกงซิ่นที่ครอบครัวมีเริ่นจื่อเซิงเป็นขุนนาง คนที่เหลือต้องคุกเข่า หากว่ากันตามหลักควรคุกเข่า
มีบางอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว
แต่ซ่งฝูเซิงห้ามไว้ “ทุกคน จิ้นซื่อคนอื่นกลับถึงบ้านเป็นอย่างไรข้าไม่สน ข้าสนแค่ในหมู่บ้านเรา ข้าซ่งฝูเซิงยังคงเป็นหัวหน้าของทุกคน เป็นแค่หัวหน้าของทุกคน”
หัวหน้าเป็นกันเอง ไม่ทำตัวเหลิง
คำว่าหัวหน้านี้ทำให้พวกชาวบ้านนึกถึงตอนที่ทางการมาเกณฑ์ทหาร ตอนนั้นหัวหน้าปรากฏตัวในหมู่บ้านแล้วพูดว่า ‘ข้าจะพยายามช่วยเต็มที่’
ปีที่แล้วหัวหน้ายังพาพวกเขาฝ่าวิกฤติอุทกภัย ย้ายบ้าน ใส่ชุดฟางกันฝนคอยสั่งพวกเขาว่าต้องทำอย่างไรอยู่ท่ามกลางสายฝน
หัวหน้ายังเคยทำให้ทั้งหมู่บ้านได้รับการยกเว้นส่งส่วย กลายเป็นหมู่บ้านเสบียงทหารเหรินจยา
พาทุกคนในหมู่บ้านผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ได้มีชีวิตที่ดีกว่าหมู่บ้านอื่น
พาพวกเขาชูธง ทำอิฐนม ส่งขนมปังดำ แม้แต่เรื่องเพาะปลูกก็ช่วยไว้ไม่น้อย
“หัวหน้า!”
ป้าอ้วนตื้นตันจนหลั่งน้ำตา เล่นเอาสามีของนางก็น้ำตารื้นไปด้วย
ทำไมถึงน้ำตารื้นไปด้วย เพราะมีพวกผู้หญิงหลายคนเริ่มจะร้องไห้ตามกันแล้ว
เสียดาย
หัวหน้าที่ดีขนาดนี้จะไม่อยู่แล้ว หัวหน้าต้องไปเป็นผู้นำที่อำเภออื่น ไม่ใช่หัวหน้าในหมู่บ้านเหรินจยาของพวกเขาอีกแล้ว
ซ่งฝูเซิงโบกมือ
พวกซ่งฝูกุ้ยเริ่มเอาขนมลง
บนเกวียนมีขนมมากมายที่ไม่ได้ซื้อมาเอง แต่ระหว่างทางได้มาจากอำเภอพวกนั้น พวกขุนนางท้องถิ่นซื้อมาให้ซ่งฝูหลิงกับหมี่โซ่ว
“ขอบคุณท่านลุงจิ้นซื่อ”
หมู่บ้านเหรินจยามีจิ้นซื่อถือกำเนิดขึ้น ที่นี่จะมีการตั้งป้ายหินเป็นที่ระลึก
หลังจากนี้ชาวหมู่บ้านจะภาคภูมิใจในตัวซ่งฝูเซิงไปหลายปี